pickmegadance

บล็อกสาระดีๆ มีคนทำเยอะแล้ว เลยขอทำบล็อกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายดีกว่า

Sunday, February 11, 2007

ประกาศย้ายบ้านชนิดน่าจะถาวรแล้วนะ

หลังจากร่ำๆ ว่าจะย้ายบ้าน (บล็อกหลายที) ก็ยังไม่มีอารมณ์จะทำ (ที่จริงทำแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ป่าวประกาศ) แต่เนื่องจากบล็อกเกอร์เกิดอาการงอแงอีกแล้ว (ทำไมมันทำย่อหน้ากรูหายหมดเลย) ก็เลยว่าจะไม่ง้อแล้ว ย้ายบ้านดีกว่า http://pickmegadance.wordpress.com รับทราบโดยทั่วกันนะจ๊ะ ปล. ช่วงนี้ยังไม่มีเรื่องอัพบล็อกด้วย ยังไม่ต้องรออ่านก็ได้นะ

Monday, January 22, 2007

ฮิฮิ

ฮิฮิ นอกจากจะเป็นเสียงขำแล้ว มันยังเป็นชื่อหนังสืออีกด้วย จะบ้าเหรอ ฮิฮิเนี่ยะนะเป็นชื่อหนังสือ อ่านไม่ผิดหรอก แม่นแหล่ว ฮิฮิ เป็นชื่อหนังสือ เนื่องจากว่าเรากำลังติดใจฮิฮิอย่างรุนแรง เลยต้องมาเขียนถึงฮิฮิซักกะหน่อย ว่าแต่ว่าฮิฮิมันคืออะหยัง มันก็คือนิตยสารรายเดือน มีบรรณาธิการที่ชื่อ ธวัชชัย คิดอ่าน แล้วก็เพิ่งออกมาได้สองเล่มเอง เพราะฉะนั้นยังไม่สายเกินไปที่จะติดตามนะครับ ที่ต้องมาเขียนตอนเล่มสอง ก็เพราะว่าเราไม่ได้ซื้อเล่มหนึ่งนะซิ ไม่ได้ซื้อนี่ไม่ใช่เพราะว่าไม่เห็นนะ เห็นแล้ว อ่านแล้วด้วย แต่ตังค์เสือกช้อตช่วงนั้นพอดี ก็เลยต้องพลาดไปอย่างน่าเสียดาย สิ่งแรกที่ทำให้ติดใจฮิฮิก็คือชื่หนังสือนี่แหละ หนังสือบ้าอะไร ฮิฮิ เวลาฝากเพื่อนซื้อ เช่น ซื้อฮิฮิให้หน่อย ลองออกเสียงดูดิ ตลกโคตรๆ เวลาไปร้านขายหนังสือ ถามว่าฮิฮิมายัง ลองออกเสียงดูดิ ตลกโคตรๆ ส่วนที่ติดใจอีกอย่าง เกิดจากตอนไปยืนอ่านฟรีที่ร้านนายอินทร์ สะดุดกับสิบวิธียืนบนรถไฟฟ้าไม่ให้ล้ม โอ้วววว จอร์จ คิดได้ไงอ่ะ แต่ในเมื่อเล่มแรกไม่ได้ซื้อ ก็เลยไม่รู้จะพิมพ์รายละเอียดให้อ่านกันได้ยังไง เพราะฉะนั้น มาเจาะลึกที่เล่มสองกันโล้ดดดด หน้าปกก็โดนใจแล้วอ่ะ แบบว่ามีทาทายังด้วย แล้วก็มีวงเล็บต่อท้ายว่า ขึ้นปกหลัง (ไปหาดูเอาเอง) แล้วก็มีเที่ยวงานพืชสวนโลกสีชมพูซะด้วย แถมยังมีเรื่องที่แค่เห็นชื่อก็ต้องอ่านอย่าง ถ่ายรูปยังไงให้ดูดีดูเด่น แนะนำโดยเฟเดอริกส์ ผู้เชี่ยวชาญในตำนานเชียวนะ กรี๊ดดดดดด แค่ปกก็โดนแล้ว เปิดดูหน้า บก. ก็ต้องตกก๊ะใจ เนื่องจากเล่มสองออกมารับตรุษจีน ท่านบก. ธวัชชัยเลยลงทุนแต่งตัวเป็นตุ๊ดจีน เผยตัวให้เห็นแบบโคตรเซ็กซี่เลย โอ้ยยยย แค่นี้ก็ออกไปซื้อกันได้แล้วไป อะไรนะ ยังไม่ยอมไปซื้อเหรอ งั้นเดี๋ยวเอาเด็ดๆ ในเล่มมาให้อ่านกันซักหน่อย ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยละกันนะ นี่ๆๆๆ เปิดไปคอลัมน์สถิติฮิฮิ เล่มนี้พูดถึงคำขวัญวันเด็กย้อนหลังไปห้าสิบปี ที่เด็ดคือเขามีคำขวัญในทัศนะของฮิฮิด้วย โดยเอาคำขวัญวันเด็กที่เคยมีมาทั้งหมดมารวมๆ กันให้ครบทุกด้าน ได้ความว่า ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รักษาความสะอาด รักความก้าวหน้า รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาวัฒนธรรมไทย ขยัน อดทน สามัคคี มีวินัย นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม นำประชาธิปไตย ห่างไกลยาเสพติด คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยีเสียแต่บัดนี้ กร้ากกกกก สาบานได้นะว่านี่คือคำขวัญวันเด็ก ถ้ายังไม่ฮิพอ เปิดไปดูคอลัมน์ ฮิ สตอรี่ พี่แกขุดเกมเขี่ยสติ๊กเกอร์มาให้รำลึกถึง พร้อมกติกา เทคนิค และภาพประกอบ ต้องไปดูกันเองแล้วล่ะ เปิดไปอีกหน่อย กรี๊ดดดดดด เฟเดอริกส์ เดอะกูรู ผู้เชี่ยวชาญในตำนานปรากฏตัวแล้ว เล่มแรก เฟเดอริกส์ เดอะกูรู ก็เสนอสิบวิธียืนบนรถไฟฟ้าไม่ให้ล้มไปแล้ว มาเล่มนี้ ท่านนำเสนอวิธีถ่ายรูปอย่างไรให้ดูดีดูเด่น โดยแบ่งเป็นสามประเภท คือ รูปเดี่ยว รูปคู่ และรูปหมู่ ทั้งหมดนี้จัดแสดงพร้อมภาพประกอบ และคำอธิบายอย่างละเอียด อ่านแค่นี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างการถ่ายรูปเดี่ยวให้ดูเด่นดูดีละกัน ท่านเฟเดอริกส์ เดอะกูรู กล่าวไว้ดังนี้ รูปเดี่ยว หมายถึงรูปที่ทั้งรูปมีคุณอยู่คนเดียว และมีฉากหลังเป็นอะไรใดใดก็ตาม เทคนิคในการถ่ายรูปเดี่ยวนี้ทุกคนอาจเคยได้ยินที่ใครๆ มักพูดกันว่า สำคัญที่มุมกล้อง แต่ความจริงไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่แค่มุมกล้อง เพราะมุมกล้องนั้นสำหรับบางคนไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่ได้แปลว่าคุณถ่ายรูปให้ดูดีไม่ได้ เพราะเคล็ดลับที่แท้จริงของการถ่ายรูปเดี่ยวคือ อารมณ์ เราสามารถแบ่งอารมณ์ในการถ่ายรูปเดี่ยวออกได้เป็น 3 อารมณ์หลักๆ คือ การยิ้ม การหัวเราะ และการเสียใจ เพราะนอกจาก 3 อารมณ์หลักนี้จะเป็นอารมณ์ที่ยากจะเฉพาะเจาะจงถึงการทำให้ดูดีได้ เช่น น้อยใจ เปล่าเปลี่ยว โหยหา เย่อหยิ่ง งอน ขวยเขิน งอนตุปัดตุป่อง ฯลฯ คงต้องยกให้เป็นการฝึกฝนส่วนบุคคลในระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น อ่านแค่นี้ก็คงยังไม่เห็นภาพ เพราะฉะนั้น ท่านเฟเดอริกส์ เดอะกูรู จึงนำเสนอภาพประกอบการแสดงอารมณ์หลักทั้งสาม ซึ่งอธิบายได้ยาก เอาเป็นว่าไปซื้อมาซะ แล้วดูภาพ ก็จะเข้าใจว่าควรจะทำหน้ายังไงถึงจะแสดงอารมณ์เหล่านี้ได้ นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ยิ้มแบบเป็นคนดี ยิ้มแบบญาติเสีย เศร้าแบบเป๋าตังค์หาย เศร้าแบบมือถือหาย เศร้าแบบมือถือหายแต่ได้เป๋าตังค์คืน หัวเราะแบบระเบิดอารมณ์ หัวเราะแบบระเบิ๊ดระเบิดอารมณ์ หัวเราะแบบระเบิดระเบิ๊ดระเบิดอารมณ์ ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้มีภาพประกอบให้ดูด้วย สุดยอดเลยท่านเฟเดอริกส์ เริ่มเหนื่อยแล้ว อะไรนะ ยังไม่ไปซื้ออีก งั้นเอาที่เหลือไปลองอ่านดูประกอบการตัดสินใจ หากท่านซื้อเล่มนี้ ท่านจะได้อ่าน 36 วิธีโชคดีรับตรุษจีน สุดยอดนักแสดงประกอบขอบขอบจอ ดราก้อนบอลกับพรวิเศษทั้ง 13 ประการ สรุปเหตุการณ์ในรอบปีจากอนาคต 5 ปีข้างหน้า ดาราน่าเอาเงินไปทำอะไร พร้อมด้วยเกมชิงรางวัล ที่เก๋ไก๋ที่สุดในจักรวาลนี้ ว่าแล้วก็กำเงิน 55 บาท ไปถามหาฮิฮิ ที่แผงหนังสือใกล้บ้านท่านด่วน ฮิฮิ ฮิฮิ ฮิฮิ ฮิฮิ

Tuesday, January 09, 2007

โดน Tag กับเขาบ้างแล้ว

แหม Blog Tag นี่มันกำลังอินจริงๆ เลย เราโดน Tag จาก โบตรัย ซึ่งใจกล้ามาก เพราะเปิดเผย 5 เรื่องลับของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมา Tag ก่อนด้วย แนวมั่กๆ Blob Tag คืออะไร คือการที่ จขบ.ที่ได้รับ Tag จะต้องเล่าเรื่องของตัวเองมา 5 ข้อ แล้วส่งต่อให้เพื่อนอีก 5 คน มันคือ บล็อกลูกโซ่ หรือการแปะโป้งกันดีๆ นี่เอง ผู้เริ่มคนแรกคือ Jeff Pulver เขาเรียกมันว่า Blog-Tag: A Game for a Virtual Cocktail Party ตอนนี้มันขยายวงมาให้บล็อกเกอร์เมืองไทยได้ร่วมค็อกเทลปาร์ตี้เสมือนจริงนี่กันแล้ว (เครดิตจากบล็อกพี่ grappa) เอาล่ะ 5 เรื่องลับๆ แต่เปิดเผยได้ของเรามีอะหยังกันบ้าง ไปเบิ่งโล้ดดดดด 1. สมัยประถม เราเป็นเด็กเนิร์ดแบบครบสูตร ใส่แว่นตั้งแต่ ป.สาม นอกจากกระเป๋านักเรียนใบตุงแล้ว ยังจะต้องมีกระเป๋าหิ้วอีกใบ เอาไว้ใส่หนังสืออ่านเสริม เป็นเด็กเรียนเก่งแบบโคตรๆ มีประกาศนียบัตรสะสมเกือบ 20 ใบ ตอนจบ ป.หกสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับสองของโรงเรียนอีกต่างหาก 2. สมัยโน้นนนนนน ที่ยังมีเคเบิ้ลของไทยสกายทีวี มีเกมชิงรางวัลใหญ่มาก คำถามประมาณว่าให้บอกชื่อเพลงที่ฟังแล้วโรแมนติก หรือน่ารัก หรืออะไรซักอย่างแนวๆ นี้ เราก็เลยโทรไปหลังไมค์ ตอบว่า Tonight, tonight ของฟักทองบด Smashing Pumpkins นั่นแหละ พร้อมเหตุผลแถๆ อะไรซักอย่าง ปรากฏว่าชนะได้ของรางวัลด้วย ของรางวัลที่ว่าคือ CD single Boxset ของ Nirvana 3. เรามีชื่อภาษาปกากะญอสามชื่อ (เขียนอย่างนี้ป่าวหว่า) ได้มาตอนไปค่ายสร้างที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง สองชื่อแรก ได้มาตอนไปออกค่ายที่แม่ฮ่องสอน ชื่อแรกชื่อ เตตาดุ ชื่อนี้ให้พ่อกับแม่ตั้ง เพราะอยากได้ชื่อที่แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ อะไรประมาณนั้น แต่น้องสาวแม่ ซึ่งอยู่บ้านข้างๆ บอกว่าชื่อนี้แปลว่าเสียงใหญ่ ก็เลยให้เปลี่ยนดีกว่า ว่าแล้วก็เลยได้ชื่อ ทอเนมู แปลว่า สูงกว่าฟ้า (ยิ่งใหญ่ไหมล่ะ) ส่วนชื่อที่สามได้มาตอนไปออกค่ายที่ตาก ค่ายนี้เป็นกรรมการค่าย แล้วอยู่โครงเด็กอีกต่างหาก เด็กๆ ที่โรงเรียเลยตั้งชื่อให้ว่า พะกะแน แปลว่า ผึ้ง เพราะว่าเราขยันทำงานเหมือนผึ้ง 4. หนังโป๊เรื่องแรกที่ได้ดู เป็นของค่าย Private ชื่อ Private Triple XXX volume ที่เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เห็น X เยอะขนาดนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะ Hardcore ขนาดไหน เปิดเรื่องมาก็เจอ Foursome เข้าไปเต็มๆ แถมยัง outdoor อีกต่างหาก ม้วนนี้ (ยังเป็นวิดีโออยู่เลย) มีตั้งแต่หนึ่งหญิงหนึ่งชาย หนึ่งหญิงสองชาย หนึ่งหญิงสามชาย........................ เอ่อ เอาเป็นว่าพอแล้วละกัน เริ่มจะติดเรตแล้ว 5. อยากจะร้องเพลงที่กำลังได้ยินอยู่นี้ในวันแต่งงาน ส่วนห้าคนต่อไปนี้ คือรายชื่อคนโดน Tag เล่าเรื่องลับๆ 5 เรื่องของตัวเองมาเลย natnfl, lukasti, ksamphan, epsilon, sakunasaesung

Friday, January 05, 2007

สวัสดีปีหมู

HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR HAPPY NEW YEAR

Tuesday, December 19, 2006

ไหนดูซิ โพสรูปได้หรือยัง

โอ้ววววววว โพสได้แล้ววววววววว welcome to the black parade again!!!!!!

Sunday, November 26, 2006

Sigma 70-300 APO DG macro กับ Thesis Proposal

หลังจากที่วันสอบ proposal ต้องล่าช้าไปมากกว่าที่ใจคิด ทำให้แผนที่จะซื้อ Sigma 70-300 APO DG macro ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ตอนแรกตั้งใจว่า จะซื้อเจ้า Sigma เป็นรางวัลให้ตัวเองหลังจากสอบ proposal แล้ว ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้รีบทำ proposal ให้เสร็จเร็วๆ แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากตัวเองทั้งน้านนนนน) กับความแร่ดอยากได้เจ้า Sigma มาผสมพันธ์กับหนอนน้อย Canon เร็วๆ จึงขอลัดคิวควักแบงค์พันแปดใบจากกองทุนที่สะสมไว้เพื่อสร้างอนาคต (แต่ดูเหมือนนับวันมันจะร่อยหรอลงไปทุกที) มาถอยเจ้า Sigma ในที่สุด Sigma 70-300 APO DG macro คืออะไร มันก็คือเลนส์กล้องยี่ห้อ Sigma มีระยะซูมในช่วง 70-300 mm ขนาดรูรับแสง F4-5.6 และถ่าย macro ได้ด้วย (การถ่ายภาพชนิดใกล้มากกกกก เช่น แมลง เกสรดอกไม้ และวัตถุขนาดจิ๋วๆ) นับจากวันที่ถอยหนอนน้อย Canon 350D มาเมื่อเดือนมิถุนายน ก็นับรวมได้เกือบครึ่งปีแล้วที่ปลุกปล้ำอยู่กับเลนส์ kit เพียงตัวเดียว (เลนส์ที่ขายพ่วงมากับกล้อง kit ของ 350D มีระยะซูมในช่วง 18-55 mm ขนาดรูรับแสง F3.5-5.6) โดยที่ไม่เคยได้ถอดเลนส์ออกมาเปลี่ยนให้สมกับที่เป็นกล้อง DSLR เลย (DSLR คือ Digital SLR คือกล้องดิจิตอลที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้เหมือนกล้อง SLR แบบฟิล์มนั่นแหละ) ก่อนจะฟันธงกับเจ้า Sigma ก็ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าเลนส์ตัวนี้เป็นอย่างดี (นี่แหละ ที่ทำให้ proposal ล่าช้า) อย่างแรก มันเป็นเลนส์ในช่วงเทเล (สามารถถ่ายซูมวัตถุที่อยู่ไกลๆ ได้) ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะเข้ากับลักษณะการถ่ายรูปของเรา ที่ชอบซูม หรือชอบถ่ายภาพทีเผลอของคน อย่างที่สอง เห็นภาพในเน็ตจากเลนส์ตัวนี้ ก็สวยใช้ได้ และอย่างสุดท้าย (ซึ่งสำคัญที่สุด) นั่นคือมันราคาถูกมาก (เมื่อเทียบกับเลนส์ในช่วงเดียวกัน) และให้ภาพคุ้มเกินราคา นั่นแหละ จึงได้ตัดสินใจถอยเจ้า Sigma มาคู่กับหนอนน้อยเมื่ออาทิตย์ก่อน วันแรกก็ลองไปส่องไฟที่ข้าวสาร ด้วยความที่ยังไม่ชินเลนส์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลากลางคืน (ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเจ้า Sigma ตัวนี้ กล่าวคือจะโฟกัสวืดวาดในที่ที่แสงน้อย) ก็เลยได้ภาพเสียปนกับภาพดีในสัดส่วนที่เยอะมาก ถัดมาอีกไม่กี่วัน เราก็ได้วันสอบ proposal พอดี ซึ่งเราก็เตรียม power point และเอกสารต่างๆ เอาไว้พร้อมกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ในช่วงรอวันสอบนี้เอง ก็เลยหาโอกาสไปลองเจ้า Sigma อีกครั้ง คราวนี้เลือกไปที่เขาดิน ซึ่งเป็นครั้งที่สองที่เราไปเขาดินเพื่อไปถ่ายรูป คราวก่อนมากับหนอนน้อยและเลนส์ kit ทำให้ถ่ายสัตว์ได้ไม่จุใจเท่าไหร่ เพราะซูมยังไงก็ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่วันนี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทั้งนี้เพราะเราจับ Sigma มาผสมพันธ์กับหนอนน้อย ก่อเกิดเป็นปืนกระบอกยาว ที่ส่องไกลได้ทะลุทะลวงมากๆ ไล่ไปตั้งแต่ช้างสามเชือก อูฐยืนฉี่ ฝูงฟลามิงโก เสือขาว ยีราฟคอยาว ม้าลายกับอีกา หรือแม่มะลิกับลูก ล้วนเสร็จเราหมดสิ้น คราวนี้ภาพเสียกับภาพสวยก็ยังมีปะปนกัน แต่ภาพสวยเริ่มมีสัดส่วนแซงหน้าแล้ว และขอบอกว่า “สวยสัตว์ๆ” (เพราะมันเป็นสัตว์นี่นา) นอกจากนั้น ดอกไม้หลายดอกก็ตกเป็นเหยื่อ macro ของเรา ซึ่งทำให้เกิดหลงใหลเสน่ห์ macro อย่างบอกไม่ถูก ส่วนวันศุกร์ที่ผ่านมา เราก็สอบ proposal ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ หนทางวิทยานิพนธ์ของเรายังเหลืออีกยาวไกลนัก เฮ้ออออออ คิดแล้วเหนื่อย ปล. เนื่องด้วยความห่วยของ blogspot เลยทำให้โพสรูปไม่ได้ซักที ก็เลยถือโอกาสนี้เปิดบล็อกใหม่ซะเลย เข้าไปชมกันได้ที่นี่ครับ http://pickmegadance2.blogspot.com ปล.2 ลบลิงก์ข้างบนทิ้งไปแล้วอ่ะ แบบว่าเป็นโรคจิต และขี้เกียจอธิบายเหตุผล

Thursday, November 16, 2006

FAT Fest 6 ภาคจบบริบูรณ์

หลังจากเตรียมตัวกันไปแล้วเมื่อบล็อกก่อน ในบล็อกนี้จะพาตะลุยงาน FAT Fest 6 กันเสียที ถือว่าเป็นบล็อกปิดท้ายไตรภาคแฟตเฟสไปในตัวเลย เสาร์ 11 พฤศจิกายน 2549 เริ่มต้นมาก็ผิดพลาดเสียแล้ว เริ่มจากกะเวลาออกจากบ้านผิด รอรถก็นาน เลยโทรไปบอก 009 ให้เดินทางไปก่อนเลย เดี๋ยวจะรีบบึ่งรถฟรีตามไป ไปถึงจตุจักรประมาณบ่ายโมง รถพาไปงานแฟตฟรีอยู่ตรงไหนหว่า ในวิทยุก็บอกว่าจะมีออกทุกๆ สิบนาที ไอ้เราก็รอ ร้อ รอ ซะจนอ่อนใจ เพราะผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถจะมา ไอ้ที่นั่งสุมๆ กันตรงป้ายก็น่าจะเป็นเด็กแฟตกันทั้งนั้น แล้วก็เดาไม่ผิด เพราะรถมาถึงตอนบ่ายสองโมง ชาวแฟตแถวนั้นก็พร้อมใจกันวิ่งตามรถฟรี ชนิดที่แทบจะกระโดดขึ้นตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทด้วยซ้ำ ที่กวนโมโหอีกก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ ผู้ชายที่ท่าทางเหมือนจะเป็นลูกจ้างของสปอนเซอร์ก็กล่าวว่า “เฉพาะผู้ที่มีโทรศัพท์…….. เท่านั้นนะครับ” อ่าว ไหนดีเจบอกว่า ให้โชว์บัตรแฟตไม่ใช่เหรอ (จะให้กูมารอเหงือกแห้งทำไมเนี่ยะ เสียเวลานะโว้ยยยยย) “ถ้ามากับเพื่อน เพื่อนมี……..ก็ไปได้แล้วครับ” ว่าดังนั้น ทุกคนก็พร้อมใจจะเป็นเพื่อนที่มาด้วยกันทันที (ซึ้งใจมากกกกกกกกก เพราะมีชาวแฟตหลายคนเลยชูโทรศัพท์……..ขึ้น แล้วบอกว่ามาด้วยกันหมดเลย) แล้วก็กรูกันไปขึ้นรถ โดยที่เจ้าหน้าที่แม่งไม่ได้ตรวจอะไรซักอย่าง ไปถึงชาเลนเจอร์ฮอลล์ตอนบ่ายสาม แน่นอนว่าพลาดโชว์แรกที่อยากดูไปแล้ว (ญารินดา) ก็เลยเดินชิวๆ ไม่รีบร้อนอะไร เข้าไปก็ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของสถานที่มาก แล้วก็ต๊กกะใจยิ่งกว่า เมื่อเห็นแถวผู้ชายต่อกันยาวเหยียด (ส่วนแถวผู้หญิงสั้นจิ๊ดเดียว) แต่ที่ต๊กกะใจที่สุดคือ เขาปล่อยแถวเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยอ่ะ แบบตอนแรกนึกว่าจะนานกว่านี้ แถมการตรวจร่างกายก็โอเคเลยทีเดียว ถือว่าสอบผ่าน หลุดเข้ามาในงานได้แล้ว อุแม่เจ้า!!!! อะไรมันจะกว้างขวางขนาดนี้ เดินเหวอๆ อยู่พักนึง ก็ลุยเข้าไปในตลาดเขาวงกตก่อนเลย ตอนแรกกะว่าจะสำรวจตลาดก่อน แต่เดินวนไปวนมา เริ่มรู้สึกว่าแผนนี้ไม่เวิร์ค เพราะหลงทางอยู่ในนั้น เลยเปลี่ยนใจ ไม่สำรวจตลาดแล้ว แต่เริ่มช้อปรายการซีดีที่เตรียมมาเลยดีกว่า ตอนนั้นอยู่ตรงบูธ No more belts ส่วนบูธข้างๆ พี่บอยตรัยกำลังนั่งเซ็นหนังสือ ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว ไอ้เราก็ชะเง้อที่บูธ No more belts อยู่เป็นนาน ไม่เห็นมีหนังสือขายเลย สอบถามได้ความว่า ต้องไปซื้อหนังสือที่บูธ a day ซึ่งอยู่ในโซนขายหนังสือ แถมหนังสือยังมีจำนวนจำกัดอีกต่างหาก ว่าแล้วเลยรีบแจ้นไปหาบูธ a day แล้วก็โชคดีโคตรๆ อยู่ๆ ก็เดินเจอ เลยรีบหยิบไปจ่ายเงินเลยสองเล่ม (เพื่อนฝากซื้อหนึ่งเล่ม) แล้วก็รีบเดินกลับมาขอลายเซ็นต์พี่บอยที่บูธ ถึงตอนนี้จึงรู้ว่า แผนที่ที่ได้มาไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะมันเขาวงกตสมชื่อจริงๆ คือบางทีจะเดินออก ยังไปเจอทางตันเลยอ่ะ บูธบางบูธต้องใช้เวลาหานานมาก (อย่างบูธของ Dry Flowers ที่มีรายการซีดีที่อยากได้อยู่สองแผ่น) บางบูธก็เจอแล้วเจออีก (smallroom นี่เดินยังไงก็เจอ) โซนของเบดรูมก็มีเดินแว้บๆ เข้าไปหน่อย แต่ดูโหรงเหรงมากๆ เดินโง่ๆ งงๆ อยู่พักใหญ่ (พร้อมจำนวนซีดีที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วพอๆ กับเงินในกระเป๋าที่หายไป) ก็สมควรแก่เวลาไปดูคอนเสิร์ตได้แล้ว เวทีปีนี้หาง่ายดี ไม่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย เหลือบดูตารางโชว์ คิวต่อไปที่อยากดูอยู่ที่เวทีนรก คือ Black Belts จากค่าย no more belts ประกอบไปด้วย Moon กับ Morning Surfers วงแรกเพิ่งจะมีเพลงส่งมาที่แฟตเพลงเดียว แต่คนรู้จักเยอะเพราะว่าตานักร้อง เป็นคนร้องนำหลายๆ เพลงของ Sleeper 1 ตอนแรกนึกว่าโชว์ของวงนี้จะง่วงๆ ช้าๆ (เพราะเพลงเปิดตัวเป็นเพลงช้า) ที่ไหนได้ ร็อกหนักแน่นมากเลย เสียงร้องเริ่ดมาก ส่วน Morning Surfers เป็นครั้งแรกที่ได้ดูโชว์ของวงนี้ แล้วก็ประทับใจมาก เพราะเล่นได้แบบมันจริงๆ พอ Morning Surfers เล่นเสร็จ ก็ต่อด้วยวงในตำนานอย่าง Siam Secret Service (ที่มาแบบพ่วง อะไรจ๊ะ กับ อพาร์ตเม้นท์คุณป้า) แต่ต้องขอบาย เพราะว่าไม่ได้เป็นแฟนเพลงวงเหล่านี้เท่าไหร่ แถมมีตารางจะต้องไปดู Basket Band เลยแว้บไปที่เวทีอเวจีเลย (ซึ่งทั้งนรกและอเวจีนี่ร้อนตับแตกพอๆ กัน) ไปถึงก็มีวงอะไรก็ไม่รู้เล่นอยู่ นั่งดูอยู่ซักพัก Basket Band ก็ยังไม่ได้ขึ้นเล่น เลยกลับเข้าไปตากแอร์ข้างใน โต๋เต๋อยู่พักใหญ่ ก็กลับมาตอนที่ Basket Band จะเล่นพอดี วันนี้ทางวงเอาเพลงจากอัลบั้มใหม่ (ที่ทำยังไม่เสร็จ) มาเล่นให้ฟังกัน บรรยากาศกร่อยเล็กน้อย เพราะเป็นเพลงที่คนยังไม่รู้จัก ระบบไฟมีปัญหา ไมค์นักร้องเสียงเบามาก เพลงที่สามจึงเริ่มเข้าที่ ทางวงเล่นเพลงที่ (น่าจะ) ดังที่สุดอย่าง “คำตอบ” และปิดท้ายด้วยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มใหม่ “พราว” สองเพลงหลังเป็นเพลงที่ชอบมากๆ และทำให้ลืมความหงอยในช่วงแรกไปเลย (หวังว่าจะมีตังค์ทำอัลบั้มใหม่ให้เสร็จนะครับ) ตอนนี้แยกกับ 009 อย่างสมบูรณ์แบบแล้วครับ (เหมือนมางานคนเดียวอีกแล้ว) กลับเข้ามาตากแอร์ข้างใน ตอนนี้ตั้งใจว่าจะต้องหาอะไรยัดใส่ท้องเป็นการด่วน เพราะว่าจะต้องไปสิงสถิตอยู่ที่เวทีนรกตั้งแต่หกโมงครึ่ง (และคาดว่าจะออกมาอีกทีตอนสามทุ่มครึ่ง) เดินไปต่อคิวซื้อข้าวหน้าเป็ด MK (เหตุผลเพราะว่าไม่ต้องแลกคูปอง ซึ่งแถวคูปองก็ยาวมากกกกกก) รออยู่นานเพราะกำลังหุงข้าวอยู่ ซักพักใหญ่ๆ เขาก็เอาข้าวกล่องของ Yayoi ซึ่งขายอยู่ข้างๆ (เห็น 009 บอกว่ามันเป็นของ MK เหมือนกัน) มาเพิ่ม ไอ้เราก็เปลี่ยนแถวไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่ไปยืนรอหยิบข้าวกล่องนั้น หม้อหุงข้าวหน้าเป็ด MK ก็เปิดออก ก่อนที่ทัพพีจะโกยข้าวใส่กล่องอย่างรวดเร็ว โอ้ววววว กูต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 21 บาทหรือเนี่ยะ (แต่ข้าวกล่อง Yayoi อร่อยดีอ่ะ อิ่มด้วย) กิน กิน กิน แบบยัดๆ ใส่ปาก เพราะดูเหมือน Saliva Bastards กำลังจะเล่นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว ตอนนั้นรสชาติไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ (แต่มันอร่อยจริงๆ นะ) พอหมดก็รีบแจ้นไปลงนรกทันที Saliva Bastards เริ่มเล่นไปหน่อยนึง คือดูวงนี้เล่นแล้วก็แบบว่า โอ้โหหหหหหห ไม่เคยได้ฟังเพลงของวงนี้มาก่อนเลย แต่ดูเล่นสดแล้วก็ชอบเลย เล่นดีมากกกกกกก มีเสน่ห์แบบแปลกๆ อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน แต่ชอบจริงๆ (อัลบั้มก็เริ่ดมากกกกกกก อย่าลืมซื้อหามาฟังกัน) ต่อด้วย Lemon Soup (ดูครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม) ดูไปดูมาก็โอเคขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ แต่ว่าไม่ได้พิสวาทเท่าไหร่ ก็เลยเหมือนเป็นการวอร์มอัพก่อนไปเจอกับวงต่อไป นั่นก็คือ Slur (กรี๊ดดดดดดด) คนที่เริ่มแน่นตั้งแต่ Lemon Soup พอถึงคิวของ Slur ก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนต่อไหน แน่นไปหมด (แต่ยังมีโชว์ที่คนแน่นกว่านี้อีก) อยากจะบอกว่าดู Slur ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ และเป็นครั้งที่ประทับใจที่สุด อย่างที่ได้เคยบอกไว้ในบล็อกก่อน ว่างานนี้น่าจะเป็นที่ทางของวงมากที่สุด และอารมณ์ร่วมน่าจะพุ่งปรี๊ด ซึ่งก็ปรี๊ดปรอทแตกมากๆ คนร้องตามกันกระหึ่ม (ขนาดเพลงที่ไม่ได้เป็นเพลงโปรโมต คนยังร้องตามกันเพียบเลยอ่ะ) ถึงตอนนี้ก็โยกแบบข้าไม่ค่อยได้สนใจใครแล้ว (เริ่มชินกับการดูคอนเสิร์ตคนเดียวยังไงไม่รู้) มันสุดยอด ยกให้เป็นโชว์ที่สุดเหวี่ยงที่สุดที่ได้ดูในวันแรกไปเลย Goose ขึ้นเล่นเป็นวงต่อมา คนออกไปเยอะมาก เลยรีบพุ่งไปข้างหน้า Goose เล่นหลายเพลงมาก และซาวด์ก็อื้ออึงมาก คือได้ยินแต่เสียงกลอง กับเสียงแตกของกีต้าร์ แต่ไม่ได้ยินเสียงกีต้าร์เลย ดู Goose คราวนี้เลยรู้สึกทรมานตัวเองยังไงไม่รู้ คือกูจะต้องทนเมื่อยเพื่อฟังอะไรไม่รู้เรื่องอย่างนี้ด้วยหรือเนี่ยะ ปิดท้ายโชว์ของวันแรกด้วย Diva International ที่ติดใจมาจาก myspace วงนี้มาจากเยอรมัน นักร้องนำท่าทางแร่ดได้ใจมากๆ กรีดกรายนิ้วได้แบบสุดๆ จริง ดนตรีเล่นกันแน่นดี แต่แอบรู้สึกว่ายังไม่โดนใจเท่าที่คาดหวังเอาไว้ เพราะตอนฟังใน myspace นี่ชอบมากๆ คิดว่าเล่นสดน่าจะมันกว่านี้ ไม่รู้เป็นเพราะว่าคนดูโหรงเหรงแบบสุดๆ ด้วยหรือเปล่า อารมณ์ร่วมเลยไม่ค่อยมี (แต่ได้ซีดีของวงนี้พร้อมลายเซ็นต์ด้วย เจ๋งสุดๆ) อาทิตย์ 12 พฤศจิกายน 2549 วันนี้จะต้องไม่พลาดแบบเมื่อวาน ว่าแล้วผู้ที่มีใบขับขี่ยังไม่ครบหนึ่งปี แถมยังไม่ชินเส้นทางแถวเมืองทองอีกต่างหากอย่างเจ้าของบล็อก เลยขับรถบึ่งไปเองเลย ซึ่งก็ทำเวลาได้ดีมาก เพราะว่าไปถึงชาเลนเจอร์ฮอลล์ประมาณบ่ายโมงครึ่ง วันนี้ตั้งใจจะมาดูคอนเสิร์ตเป็นหลัก ส่วนซีดีก็ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อ เพราะเมื่อวานเสียเงินไปมหาศาล (แต่ก็ยังอุตส่าห์กดเงินเตรียมมาอีกพันนึง) หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่แปปนึง ก็เข้าไปนั่งแป้นแล้นอยู่ที่เวทีสวรรค์เพื่อดู Euphoria อยากจะบอกว่าการแสดงของ Euphoria น่าประทับใจมากกกกกกกกกกกกก พลังอัดแน่นท้วมท้นจนแทบจะทะลักออกไปข้างนอก สามหนุ่มปล่อยลีลากันสุดฤทธิ์ ดนตรีของ Euphoria คือบทพิสูจน์ว่า ดนตรีคือภาษาสากลอย่างแท้จริง เพราะขณะนั่งดูอยู่นั้น จู่ๆ อารมณ์ตื้นตันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมา จนเกือบจะทะลักออกมาเป็นน้ำตาเลย ดูเสร็จก็รีบแจ้นไปที่บูธของ Luxi จ่ายเงินซื้อแผ่น Euphoria ทันที ว่าแล้วก็เลยถามพี่คนขายที่บูธว่า Euphoria จะมาแจกลายเซ็นต์ไหม เขาก็บอกว่ามาบ่ายสามโมง ไอ้เราก็เลยไปดูการแสดงของคนอื่นจนเพลิน กลับมาที่บูธ Euphoria มาแจกลายเซ็นต์แล้ว แถวยาวมาก แถมอัลบั้มเต็มก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว (เหลือแต่ Ep. ที่อยากได้เหมือนกัน แต่ตังค์ไม่พอแล้ว) ด้วยความขี้เกียจต่อแถว ก็เลยไปเดินโต๋เต๋ที่อื่นก่อน แล้วก็เผลอเข้าไปดูเวทีโน้นนี้ จนลืม Euphoria ไปเลย กลับมาอีกทีตอนห้าโมงกว่า พี่คนขายบอกว่า เขาไม่มาแล้วน้อง แป่วววววว กลับมาเรื่องคอนเสิร์ตต่อละกัน หลังจากดู Euphoria เสร็จ และซื้อแผ่นเรียบร้อยแล้ว ก็รีบบึ่งไปที่เวทีโลก (ทั้ง 009 และโบตรัยอยู่ที่เวทีนี้ แต่นั่งแยกกัน) ดูสองเพลงสุดท้ายของพี่บอยตรัย คนเยอะมาก แต่ก็ไม่ถึงกับแน่น ยังมีนั่งดูกันชิวๆ พอให้หอมปากหอมคอ พี่บอยตรัยเล่นเสร็จก็เป็นคิวของละอองฟอง แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเสียงร้องของวงนี้เท่าไหร่ ก็เลยออกไปเดินในเขาวงกตแปปนึง พอดีโบตรัยออกไปเอาเสื้อแฟนคลับหรืออะไรซักอย่างของพี่บอย ก็เลยแยกกันไป ว่าแล้วก็กลับไปที่เวทีโลก เพราะว่าวงต่อไปที่จะขึ้นเล่นคือ Sqweez Animal กลับมาตอนละอองฟองเล่นเพลงสุดท้าย มีคัตโตะจากลิปตามาร่วมแจมด้วย ดูไปดูมาก็ดีกว่าที่คิดแฮะ ส่วน Sqweez Animal มาเร็วไปเร็วยังไงไม่รู้ รู้สึกว่าเล่นเพลงน้อยไปหน่อย แต่ก็ดีใจมากที่ได้ฟัง “ฉันไม่เหงา” แบบสดๆ เป็นครั้งที่สอง เพลงนี้ฟังกี่ทีก็จี๊ดใจทุกที พอ Sqweez Animal เล่นเสร็จ ก็รีบแจ้นออกไปที่เวทีนรก เพื่อดู Slot Machine ตอนแรกไม่คิดว่าคนจะเยอะ ที่ไหนได้ ทะลักทลายมากกกกก คนแน่นชนิดต้องไหลตามกันไปเท่านั้น ก็เลยไหลตามเข้าไปจนเกือบถึงที่คุมเสียง Slot Machine ปิดท้ายด้วยเพลง “ผ่าน” ซึ่งสุดยอดมากจริงๆ คนร้องกันกระหึ่มมาก พอเล่นเสร็จปุ๊ป คนก็ไหลออกปั๊ป วงต่อไปที่ขึ้นเล่นชื่อ Knock the Knock แต่ไม่รู้จักวงนี้เลย (รู้อย่างเดียวว่าเมื่อก่อนวงนี้คือวง Lucy Suicide ที่รู้จักอยู่เพลงเดียวคือ กลางวันที่หายไป) แถมดูเวลาแล้ว จะต้องกลับมาสิงสถิตอยู่ในนรกอีกนาน เลยกลับเข้าไปเติมพลังท้องดีกว่า (ตอนนี้กลับมาเจอโบตรัยอีกครั้ง ส่วน 009 ยังไม่เจอหน้ากันเลย) แล้วก็เหมือนเมื่อวานเป๊ะ คือพุ่งเข้าไปที่ข้าวหน้าเป็ด MK ก่อนเลย แต่วันนี้ไม่ต้องรอคิวเหมือนเมื่อวาน เพราะว่าบรรจุใส่กล่องมาเรียบร้อย แกะกล่องกินด้วยความหิวโหยอย่างรวดเร็ว เพราะว่าอยากจะรีบกลับนรกไปดู Paradox แต่เห็นปริมาณคนมหาศาลแบบมหาศาลสุดๆ คือล้นเข้ามาถึงข้างใน ก็เลยยอมตัดใจ นั่งพักกินข้าวเอาแรงดีกว่า ว่าแล้วก็เลยซัดข้าวกล่อง Yayoi เพิ่มอีกกล่อง (แบบเดียวกับเมื่อวานเป๊ะ ทั้งที่มันมีให้เลือกตั้งหลายแบบ) กินเสร็จแทบจะจุกคาชาเลนเจอร์ฮอลล์ เอาวะ อย่างน้อยค่ำคืนนี้ก็ถึงไหนถึงกัน แว้บๆ ไปทางเข้านรก ได้ยินเพลง “นักมายากล” แว่วๆ มา แสดงว่า Paradox ยังเล่นไม่เสร็จ แต่ดูท่าทางจะมันสุดเหวี่ยง ตอนนี้กะว่าพอ Paradox เล่นเสร็จ คนน่าจะทยอยออกกันเยอะ (จะได้แทรกตัวเข้าไปใกล้ๆ เวที) ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาอีกที ก็เลยเอาซีดีที่ซื้อวันนี้ไปเก็บที่รถ (อืมมม ขับรถไปมันดีอย่างนี้นี่เอง) เพราะคิดว่า ถ้าไม่ต้องถือของ คงจะดูคอนเสิร์ตแบบสุขสุดๆ แน่ๆ (แล้วก็สุขสุดๆ จริงๆ คือไม่เมื่อยนิ้วเหมือนทุกทีอ่ะ) กลับมาตอน Rivermaya เล่นไปได้หน่อยแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่ค่อยมีคนดู Rivermaya เท่าไหร่ เพราะเป็นศิลปินต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าผิดคาด เพราะว่าวงนี้เล่นได้มันสาดดดดดดดดดดดด คนโดดกันฮึ่มเลย เล่นมันโคตรๆ เพลงสุดท้าย มีนักร้องนำของ Ebola มาแจมด้วย พอ Rivermaya เล่นเสร็จ คนเดินออกเยอะเหมือนกัน แต่คนเดินเข้าเยอะยิ่งกว่า ก็เลยพยายามไหลตามกระแสคนเข้าไปให้ใกล้เวทีอีกนิด โชคดีที่เข้ามาตั้งแต่ Rivermaya ก็เลยเขยิบเข้าไปได้เยอะพอสมควรทีเดียว ที่คนไหลมามากนี่เพราะว่าตารางโชว์วงต่อไปได้แก่ Big Ass ซึ่งเขาก็ประกาศแล้วว่าวันนี้มาเล่นไม่ได้ เพราะว่าพี่กบมือกลองมีปัญหาสุขภาพ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่รู้เข้ามาเยอะทีเดียว ส่วนโชว์ที่มาแทน Big Ass นี่ต้องเรียกว่ากล้าจริงๆ เพราะคือทีมนักแสดงจากเรื่องเก๋า ซึ่งประกอบไปด้วย โจอี้บอย สองพาราดอกซ์ และโป้โยคี (นอกนั้นก็มีโบ โอโซน ที่ไม่ได้แนวเข้าพวกเลย) แต่งองค์ทรงเครื่องกันแบบครบครันมากๆ มาถึงก็บรรเลงเพลง อาบาอาบีอาโบอาเบ (เพลงในหนังอ่ะ ไม่รู้ชื่อเพลงเหมือนกัน) ที่เด็ดคือเป็นการลิปซิงค์ทั้งวง ทั้งคนร้องคนเล่น โดยเฉพาะพี่สองนี่เน้นโพสท่ามากๆ ขนาดท่อนที่เสียงเบสเด่นมากๆ พี่แกยังแอ๊กท่าเฉยเลย จบเพลงปุ๊บ ก็เดินกลับปั๊ป (สงสัยว่าจะใช้เวลาแต่งตัวนานกว่าขึ้นแสดงซะอีก) แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือ Flure ซึ่งท่าทางว่าเป็นขวัญใจเด็กแฟตมาก (ในเว็บของแฟต Flure คือศิลปินที่มีความหนาแน่นของผู้ชมมากที่สุด) แต่ท่าทางว่าของดีจะต้องรอนาน เพราะว่าเซ็ตเครื่องกันนานมากกกกก ถึงตรงนี้ ก็ขอบ่นหน่อยว่าปีนี้ใช้งานดีเจน้อยไปหน่อยหรือเปล่า คือปีก่อนๆ ระหว่างรอเซ็ตเครื่อง ก็จะมีดีเจมาคุยโน่นนี่ ทำให้ไม่เบื่อเกินไปนัก แต่นี่เห็นออกมาแป๊ปๆ พูดเสร็จก็กลับเข้าไปปล่อยให้รอกันหงอยๆ อย่างนั้นแหละ (เหมือนว่าจะเป็นทุกเวทีด้วยนะ) แถมนรกตอนนี้ก็นรกสมชื่อจริงๆ เพราะร้อนสาดดดดดดดด ลมไม่กระดิกซักแอะ แถมคนเบียดกันมาชนิดที่แทบจะได้เสียกับคนข้างหน้าเลย แต่ทันทีที่ Flure เดินออกมา เสียงกรี๊ดถล่มทลายก็เปลี่ยนนรกให้กลายเป็นสวรรค์ พลังงานล้นปรี่ถูกขับเคลื่อนผ่านเสียงดนตรีของพวกเขา คนร้องตามกระหึ่มแบบสุดๆ ของสุดๆ ตอนนี้อยากจะลงไปกราบตีนคิวซักรอบ เพราะพลังล้นเหลือจริงๆ (ไอ้เราแค่ร้องตามยังเหนื่อยแทบตาย) มือกลองผู้หญิงที่มาตีแทนเอิร์ธชื่อจุก ตีได้หนักหน่วงดีแท้ เผอิญว่าตำแหน่งที่ยืนอยู่นั้นมองไม่ค่อยเห็นมือกลอง เลยไม่ค่อยเห็นลีลา (เห็นแต่มือกับหัว) แต่ก็คาดว่าน่าจะมันสุดๆ เหมือนกัน ที่เซอไพรส์สุดๆ น่าจะเป็นการขึ้นเวทีร่วมกันระหว่าง Flure กับป้าอรอรีย์ (ที่เหมือนแม่บ้านชาวญี่ปุ่นหน้าจืดๆ มากกกกก) และร้องเพลง “มีเธอ” ซึ่งเป็นเพลงพิเศษสำหรับงานแฟตครั้งนี้ แต่ป้าอรมาเพลงเดียวจริงๆ จบปุ๊ปก็เดินกลับปั๊ป Flure ปิดท้ายการแสดงสุดยอดเยี่ยมด้วย “ฤดูที่ฉันเหงา” ที่ขนลุกตั้งแต่โน้ตตัวแรกดังขึ้น หลัง Flure เล่นเสร็จ คนหลั่งไหลออกไปชนิดที่อากาศไหลเข้ามาแทนแทบไม่ทัน ตอนนี้ก็เลยรีบพุ่งไปข้างหน้า ห่างจากรั้วกั้นข้างหน้าไม่กี่แถวเอง Shitdisco จะขึ้นเล่นเป็นวงต่อไป วงนี้มาจากสก็อตแลนด์ ได้ฟังใน myspace แล้วท่าทางว่าจะมันใช่ย่อย เลยตั้งใจรอดูเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ติดเวทีมาก หรือเพราะเครื่องเสียงเริ่มห่วยอีกแล้ว แต่เสียงที่ออกมาอื้ออึงชนิดที่ Goose ต้องชิดซ้ายไปเลย แถมวงนี้บางทีก็เล่นเบสสองตัวซะด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซาวด์จะมึนตึ้บขนาดไหน แต่โชว์ของ Shitdisco บอกได้คำเดียวว่ามันสาดดดดดดดดดดดดด ทั้งๆ ที่ฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย สี่หนุ่มบนเวทีวาดลวดลายกันแบบเพี้ยนสุดกู่ แต่พลังล้นเหลือมาก มือกลองทั้งๆ ที่แขนเจ็บ แต่ก็บ้าดีแท้ มือเบสวงนี้ท่าทางบ้าพลังมาก เล่นซะเหงื่อโทรมกายเชียว (ที่รู้เพราะว่าไอ้หมอนี่มันถอดเสื้อเล่น) คนที่ดูเหมือนจะปกติน่าจะเป็นมือกีต้าร์ กับอาตี๋หน้าเอเชีย สองคนเท่านั้น (ซึ่งก็แอบคิดว่าไอ้สองคนนี่ก็คงไม่ปกติเท่าไหร่หรอก) ดูจบแล้วเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ซื้อซีดีของวงนี้เอาไว้ ตอนไปดู เห็นเหลืออยู่แผ่นเดียว แถมเป็นซิงเกิ้ล มีสามเพลง ราคาสองร้อยบาท (วงนี้ยังไม่มีอัลบั้มเต็มเป็นของตัวเองนะ) ก็เลยไม่เอา แถมพอดีตอนนั้น วง Loves ก็มาขายแผ่นเหมือนกัน เป็นซิงเกิ้ล สองเพลง หนึ่งร้อยบาท (แต่เป็นแผ่นไรท์อีกต่างหาก) ตอนแรกก็ว่าจะไม่เอาหรอก แต่คนขายเชียร์อยู่ได้ แถมแอบสงสารยายนักร้องผู้หญิง กลัวจะขายไม่ได้ ก็เลยควักตังค์ซื้อมาแผ่นนึง (ทั้งๆ ที่ไม่เคยฟังเพลง ไม่ได้ดูโชว์ของวงนี้เลย) ได้ลายเซ็นต์มาประดับกล่องด้วย (ตูจะเอามาทำไมฟะ) ยังดีที่เปิดมาแล้วเพลงของวงนี้เริ่ดมากกกกก ไม่อย่างนั้นน้ำตาคงจะเช็ดหัวเข่า ต่อจาก Shitdisco ก็เป็น Futon ที่มากันแค่สี่คน (จีน โอ๋ ไซม่อน และบี) แล้วก็มีมือกีต้าร์ (จากอพาร์ตเม้นท์คุณป้าหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) มาช่วยเล่นอีกคน (มาตามอ่านในบอร์ดเลยรู้ว่าโมโมโกะ กับเดวิดออกจากวงไปแล้ว เศร้าอ่ะ) จีนแต่งตัวได้เริ่ดสะแมนแต๊นแต๋มากๆ รู้สึกว่า Futon จะลดความเป็นอิเล็กโทรลงไปเยอะมาก แล้วเพิ่มสัดส่วนความเป็นร็อกเข้ามาเต็มๆ ก็เลยรู้สึกว่าโชว์ของ Futon คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เคยดู (แอบรู้สึกว่าความเปรี้ยวมันหายไปเยอะเลย) มีแขกรับเชิญพิเศษสองคนด้วย คือพี่ทวน เดย์ทริปเปอร์ กับเมธี โมเดิร์นด๊อก (โอ้ววววว ร็อกกันจริงๆ) หลังจาก Futon ก็เป็น Silly Fools (ในวันที่ไม่มีพี่โต) เป็นวงปิดท้ายงาน แต่พลังงานหมดจนเกือบเป็นศูนย์ คอแห้งและหิวน้ำสุดๆ ถ้ายืนต่อไปคงจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น เลยออกจากนรกกลับเข้าไปตากแอร์ข้างใน สิ่งแรกที่ทำคือพุ่งเข้าไปหาน้ำเย็นกิน ปรากฏว่ามีแต่น้ำไม่ได้แช่ (ซึ่งมีอยู่แล้วในรถ) ก็เลยยอมทนหิวน้ำไปก่อน ตอนนี้เมื่อยขาแบบสุดๆ แต่ต้องรอ 009 ดู Silly Fools เลยไปนั่งพักขาที่เวทีสวรรค์ ดู Lullaby เป็นการปิดท้ายแฟตเฟสครั้งนี้ เข้าไปถึง Lullaby คงจะเล่นไปหลายเพลงแล้ว แถมเวทีสวรรค์คนน้อยมากกกกกกกกกกกกก ตอนแรกเข้าไปนั่งข้างหลังสุด (เพราะไม่อยากจะเดินต่อไปอีกแล้ว) แต่ไม่ได้ยินเสียงร้องเลยแม้แต่นิด เลยขยับเข้าไปนั่งแถวที่คุมเสียง (ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ยินอยู่ดี กว่าเสียงจะเข้าที่ ก็เกือบจบแล้วอ่ะ) ตอนนี้อย่างกับสวรรค์ คือได้นั่งเหยียดขา ฟังเพลงเริ่ดๆ แล้วก็ตากแอร์เย็นๆ สุขสโมสรมากๆ Lullaby เล่นสดใช้ได้ แต่ตอนได้ดู มีเพลงช้าเยอะไปหน่อย ก็เลยรู้สึกว่ามันเอื่อยๆ ไป (แต่เพลง “หนาว” สุดยอดมาก) ที่ปิดท้ายด้วยเพลงเร็วนี่ซิ (สยามบันเทิง) มันมากกกกกก นักร้องเสียงเริ่ดเลอประเสริฐศรีเป็นที่สุด กลับถึงบ้าน แทบหมดสภาพ (แถมหมดตูดอีกต่างหาก) หลับเป็นตายเลย ชอบ/ ไม่ชอบ ไปงานแฟตเฟสครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ สิ่งที่ชอบมากคือ ครั้งนี้ได้ดูโชว์ที่อยากดูเยอะมาก แถมไม่ค่อยเขินที่จะต้องดูคอนเสิร์ตคนเดียวเท่าไหร่แล้ว ก็เลยมีอารมณ์ร่วมมากเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือแอร์เย็นฉ่ำ ฝนก็ไม่ตก แดดก็ไม่ออก อะไรจะดีไปกว่านี้อีกเนี่ยะ ส่วนตลาดเขาวงกตก็งงสมชื่อจริงๆ เรียกได้ว่าสอบผ่านตามคอนเซปท์ที่ตั้งใจไว้ แต่ไม่ผ่านในแง่ของการใช้งาน เพราะว่าเดินยากมาก ถ้าไม่มีรายการซีดีที่อยากได้อยู่ในหัว แต่ใช้วิธีเดินสำรวจเอา คงจะพลาดไปหลายรายการ โซนเบดรูมเข้าไปเดินไม่เกินสองรอบ (เพราะหลงเข้าไป) แถมดูโหรงเหรงมาก โซนหนังสือก็เดินผ่านๆ (เพราะเป็นทางผ่านไปเวทีนรกกับอเวจี) แต่โซนที่อยู่ติดกับเวทีโลกนี่ไม่ได้เดินเข้าไปเลย (เพิ่งเห็นในวันที่สองว่าบูธของ Bioscope ตั้งอยู่ติดเวทีโลกเลย แต่ใครจะไปหาเจอฟะ) อีกอย่างที่เริ่ดมากคือไม่มีเบียร์เป็นสปอนเซอร์ ก็เลยไม่ต้องทนเห็นเด็กแนวเหียกๆ เดินถือเบียร์กระป๋องทำเท่ (ซึ่งส่วนใหญ่ไอ้พวกที่ทำแล้วน่าหมั่นไส้ มันจะเป็นพวกอายุต่ำกว่าสิบแปดทั้งนั้นเลย) และเนื่องจากเป็นห้องแอร์ พวกสิงห์อมควันเลยต้องไปรวมตัวกันด้านนอก (ระหว่างนรกกับอเวจี) ซึ่งดีมากเลย มันจะได้ไปรวมตัวกันเป็นมะเร็งปอดแบบไม่ต้องเดือดร้อนผู้อื่น มีโอกาสเดินผ่านไปบริเวณนั้นครั้งหนึ่ง แทบจะสำลักควันตาย (ไอ้พวกเสี้ยนๆ ที่เผอิญบุหรี่หมด แค่ไปยืนสูดควันตรงบริเวณนั้น ก็มีโอกาสหายเสี้ยนได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์) แต่ก็ยังอุตส่าห์เห็นพวกจิตสำนึกต่ำ พ่นควันกันประปรายอยู่หน้าเวทีนรกซะงั้น อีกไม่นานมันคงได้ไปนรกจริงๆ แหละ โชว์ที่ได้ดู เสาร์ 11 พฤศจิกายน 2549 Moon (นรก) 8/10 Morning Surfers (นรก) 9/10 Basket Band (อเวจี) 7/10 Saliva Bastards (นรก) 9/10 Lemon Soup (นรก) 8/10 Slur (นรก) 10/10 Goose (นรก) 7/10 Diva International (นรก) 7/10 อาทิตย์ 12 พฤศจิกายน 2549 Euphoria (สวรรค์) 10/10 บอย ตรัย (โลก) 8/10 Sqweez Animal (โลก) 8/10 Slot Machine (นรก) 8/10 Rivermaya (นรก) 9/10 เก๋า (นรก) 6/10 Flure (นรก) 20/10 Shitdisco (นรก) 9/10 Futon (นรก) 8/10 Lullaby (สวรรค์) 8/10 รายการซีดี (และอื่นๆ) ที่ได้จากงานครั้งนี้ 1. อัศจรรย์จักรวาล: Ep. (TH) 2. Desktop Error: Ep. Instinct (TH) 3. ริค วัชิรปิลันธิ์: Trois (TH) 4. Luxi Magic (TH/ JAP) 5. Diva Int. (GER) 6. Euphoria: Eternal Gift from the Moment (JAP) 7. Katsue: And so it goes…. (TH) 8. Saliva Bastards (TH) 9. Death of a Salesman (TH) 10. Tattoo Colour: Hong Ser (TH) 11. Friday: Friend (TH) 12. Sleeper 1: Finale (TH) 13. Soundlanding: Ep. Post (TH) 14. Futon: single “ฝัน” (TH) 15. Loves: single (JAP) 16. Sqweez Animal: single “เริ่มใหม่” (TH) 17. บอยตรัย: หนังสือ “ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว” 18. FAT Code 3 (แถมฟรีพร้อมบัตรแบบ 300 บาท)