Another Sound in the Room: alone in the universe
เป็นเวรเป็นกรรมที่เสือกฟังเพลงที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฟัง ผลกรรมนั้นทำให้ต้องจำใจควักกระเป๋า ซื้อบัตรดูคอนเสิร์ต Another Sound in the Room เพียงใบเดียว นั่นก็หมายความว่า ต้องไปดูคนเดียวนะซิ Another Sound in the Room เป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ไม่ต้องไปต่อคิวเพื่อแย่งจองบัตร จัดโดย smallroom ค่าเพลงทางเลือกอีกหนึ่งค่ายในบ้านเรา โดยทั่วไป เพลงของ smallroom จะเป็นเพลงป๊อป ฟังสบาย (ยกตัวอย่างเช่นอาร์มแชร์) แต่คอนเสิร์ตคราวนี้นำเสนอดนตรีที่ค่อนข้างออกไปทางร็อก เลยทำให้มีชื่อคอนเสิร์ตว่า Another Sound in the Room นี่แหละ ซึ่งวงที่จะขึ้นเล่นได้แก่ Death of a Salesman, Goose, Lemon Soup และ Slur สำหรับคนที่ไม่แนวเท่าไหร่ อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อวงเหล่านี้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้น จะขอเขียนถึงแต่ละวงเท่าที่รู้แบบย่อๆ ให้ได้รู้จักกันก่อนพอสังเขป สำหรับวงแรก Death of a Salesman เคยเป็นเจ้าของเพลงอันดับหนึ่งแห่งปี ในการจัดอันดับเพลงประจำปีครั้งแรกของ FAT radio ด้วย เราเคยฟังเพลงของวงนี้บ้าง แต่ไม่ถึงกับติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด แต่รู้มาว่าวงนี้ไปเล่นที่ญี่ปุ่นบ่อยมาก วงที่สองคือ Goose กรี๊ดดดดดด นี่คือวงขวัญใจของเราอย่างแท้จริง เรารู้จักวงนี้ตั้งแต่ยังเป็น Bedroom Studio (คือวงที่ทำเพลงกันเองแบบยังไม่มีสังกัดหรือค่าย แล้วส่งมาให้ FAT เปิด) ก่อนจะออกอัลบั้มแรกแบบทำเองขายเอง กับสังกัดของตัวเอง (ซึ่งตอนนี้อัลบั้มแรก เวอร์ชั่นดั้งเดิมกลายเป็นของหายากไปแล้ว) ต่อมาก็ย้ายมาสังกัด smallroom แล้วออกอัลบั้มที่สอง ซึ่งทวีความยอดเยี่ยมมากขึ้นไปอีก Goose คือเหตุผลหลักที่ทำให้อยากไปดูคอนเสิร์ตครั้งนี้ วงที่สาม Lemon Soup วงนี้น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุด เพราะเพลงป๊อปที่สุดในสี่วงข้างต้นแล้ว โดยเฉพาะเพลง “ระหว่างทาง” ที่คนไม่แนวก็ต้องเคยได้ยิน วงนี้เพิ่งออกอัลบั้มแรกกับ smallroom วงสุดท้ายคือ Slur เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน ว่าเป็นวงใหม่ของ smallroom แต่ไม่เคยได้ฟังเพลงซักที จนกระทั่งปล่อยซิงเกิ้ลแรกที่ชื่อ “โรคจิต” นั่นแหละ ถึงกับทำให้กรี๊ดแตก เพราะเพลงเริ่ดสะแมนแตนมาก เพิ่งออกอัลบั้มชุดแรกเช่นกัน (อัลบั้มนี้วางแผงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม 3 วัน และอัลบั้มนี้นี่เอง ที่เป็นเหตุผลที่สองที่ทำให้อยากดูคอนเสิร์ตนี้) หลังจากโทรไปหาเพื่อนที่เราคิดว่าแนวอยู่หลายคน ปรากฏว่าไม่มีใครไปซักคน สาเหตุก็เพราะต่อมความแนวยังแนวไม่พอ กลายเป็นว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักวงที่กล่าวถึงข้างต้นเลย เราก็ลังเลว่าจะไปคนเดียวดีหรือไม่ดี ช่วงลังเลใจนั้น เราจึงจับ Goose, Lemon Soup และ Slur (ไม่มี Death of a Salesman เพราะไม่ได้ซื้อ) ยัดใส่ Creative muvo ติดตัวไว้ฟังตลอด หลังจากมั่นใจว่า คงไม่มีใครไปดูด้วยแล้ว เราก็ยิ่งเปิด Goose กับ Slur กรอกหูตัวเองบ่อยมาก ในที่สุด พลังของ Goose บวก Slur ก็ผลักดันให้เรายอมเสียเงิน 270 บาท (ได้ลด 30 บาท ขอขอบคุณสุนทร ที่เอื้อเฟื้อบัตรเติมเงิน 1-2-call สำหรับใช้เป็นส่วนลด) ถือบัตรออกมาจาก Thai Ticket Master จนได้ สี่โมงเย็นของวันอาทิตย์ที่แปด เราขับรถออกจากบ้าน มุ่งตรงไป Moon Star Studio สถานที่จัดคอนเสิร์ต ซึ่งตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 80 โชคดีที่เป็นลาดพร้าวถิ่นเก่า เลยทำให้อาการเหวอจากการต้องไปดูคอนเสิร์ตคนเดียวมีไม่มากเกินไปนัก อันที่จริง นอกจากไปดูหนังคนเดียวแล้ว เราก็เคยไปงาน FAT festival คนเดียวหนนึง (งาน FAT Fest Five) ซึ่งคราวนั้นก็เหวอเหมือนกันแต่ไม่มาก เพราะว่ามันมีโน่นนี่ให้เดินดูเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นงานคอนเสิร์ตที่เป็นคอนเสิร์ตอย่างเดียวแล้วล่ะก็ นี่เป็นครั้งแรกที่เรามาดูคอนเสิร์ตคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงเหวอหนัก แบบไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ยิ่งตอนขับรถมาถึง Moon Star เห็นเด็กแนวมากันเป็นกลุ่มๆ ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งฟีบเข้าไปอีก ดังนั้น เมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อย จึงกดโทรศัพท์หาโบตรัยคนแรก ทั้งนี้เพราะแนวที่สุดเท่าที่จะคุยได้แล้ว ที่จริงก็ไม่มีเรื่องจะคุยหรอก แต่เหมือนโทรไปแก้เขินเพราะไม่รู้จะทำอะไรมากกว่า (โชคดีที่วันนั้น st. erato ก็โทรมาถามเรื่องซื้อกล้องด้วย เลยมีคนให้คุยแก้เขินสองคน ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้) คุยเสร็จ เราก็ลงจากรถ แล้วเดินไปที่ซุ้มหน้าประตูทางเข้าคอนเสิร์ต เพื่อไปรับการ์ดซีดีเพลงพิเศษจากสี่วงที่จะเล่นในวันนี้ (แถม 1-2-call ยังแจกซิมการ์ดให้อีกต่างหาก) แล้วก็เดินหาข้าวกิน แผนการเดิม เรากะจะมาถึง Moon Star ประมาณห้าโมงเย็น แล้วก็กินอาหารเย็นชิลล์ๆ หนึ่งชั่วโมง พอหกโมง ก็ได้เวลาประตูเปิดพอดี ปรากฏว่าผิดแผน คือแถวนั้นไม่มีร้านอาหารเลย หลังจากรับการ์ดซีดีแล้ว เราเดินมั่วๆ ปรากฏว่าเจอห้องที่เขียนว่าโรงอาหาร เราจึงไม่รอช้า เดินตรงไปทันที ก่อนจะพบกระดาษแปะที่หน้าประตูว่า Staff Only หันซ้ายแลขวา เห็นแต่คน คน คน มากันเป็นกลุ่มทั้งนั้น ไอ้เราไม่รู้จะทำอะไร เลยเข้าห้องน้ำแก้เก้อก่อน แล้วก็เอาของที่ได้แจกไปเก็บที่รถ จากนั้นก็เข้าร้านขายขนม ที่อยู่ติดกับที่จอดรถพอดี (รถเราจอดใกล้ร้านมากๆ) ไอ้ร้านนี้มันก็ขายขนมแบบที่เป็นขนมจริงๆ พวกขนมขบเคี้ยวแบบไม่มีอิ่มแน่นอน เหลือบตามอง เห็นกลุ่มเด็กแนวกำลังโซ้ยมาม่าถ้วยกันอยู่ เราก็เลยเอาบ้าง หยิบมาม่าต้มยำน้ำข้น จ่ายเงิน แล้วต้มน้ำ แดกแทนข้าวเย็นก็ได้วะ ที่จริงร้านขายขนมก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มันมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งด้วย เผอิญว่าเด็กแนวจับจองกันเต็มหมดแล้ว เราจึงจำใจต้องไปนั่งริมฟุตบาธ มองหาทำเลอยู่ซักพัก ไอ้ฝั่งหน้าร้าน เด็กแนวมันนั่งกันเป็นทิวแถว แบบไม่มีที่จะให้เราหย่อนตูด เราก็เลยว่าจะไปกินในรถแทน ว่าแล้วจึงเดินอ้อมไปด้านหลัง สายตาก็เหลือบเห็นฟุตบาธชนิดว่างโล่งตลอด ไม่มีคนนั่งเลยซักคนเดียว เราเสือกคิดในใจว่า มาคนเดียวไม่เห็นต้องอายเลย ว่าแล้วจึงหย่อนตูดนั่งโซ้ยมาม่าถ้วยอยู่ตรงนั้น เนื่องจากร้านขนมอยู่ติดกับที่จอดรถ ทำเลที่เรานั่งตรงนี้ มันเหมือนเป็นทางผ่าน ที่คนที่จอดรถเสร็จจะต้องเดินผ่านเพื่อไปสตูดิโอ ระหว่างโซ้ยมาม่าถ้วย ก็จะมีกลุ่มเด็กแนวเดินผ่านไปตลอด จนเราอดด่าตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมกูไม่ไปนั่งในรถเนี่ยะ ลองนึกภาพดูซิ ผู้ชายใส่แว่น หน้าตาและการแต่งกายแนวน้อยที่สุดในหมู่คนที่มารวมตัวกันวันนั้น นั่งโซ้ยบะหมี่อยู่ริมฟุตบาธเปลี่ยวผู้คนเพียงลำพัง แอบมองคนเดินผ่านไปมา โธ่ มันน่าสมเพชขนาดไหน เมื่อโซ้ยหมด ก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงโทรศัพท์หาโบตรัยแก้เก้อเป็นระยะ แล้วก็ไปเดินเตร่อยู่แถวประตูคอนเสิร์ต เห็นกลุ่มเด็กแนวแล้วสงสารความอาภัพของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากรอเวลาประตูเปิด ก็เลยเดี๋ยวยืนเดี๋ยวนั่ง เดินไปเดินมานิดหน่อย แล้วก็แว้บเข้าห้องน้ำแก้เขินบ่อยมาก ตอนนั้นก็พยายามมองหาว่า มีใครมาคนเดียวหรือเปล่า เผื่อจะได้บากหน้าไปขอสร้างไมตรีด้วย ก็ไม่เจอซักคน เอาล่ะ ประตูเปิดแล้ว ตอนแรกกะจะรอให้เขาเข้าไปกันก่อน แต่รออยู่ซักพักก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดซักที แถม Slur จะเล่นเป็นวงแรกด้วย เพราะกลัวพลาด เราเลยเข้าไปข้างในเลยก็ได้วะ เข้าไปแล้วก็หาทำเลนั่ง เหลือบตา (อีกแล้ว) เห็นเขานั่งกันเป็นกลุ่มๆ หย่อมๆ เราเลยไม่กล้าหย่อนตูดนั่งเป็นหมาหัวเน่าคนเดียว เลยทำเป็นเดินๆ ไปข้างหลัง แถวที่พวกทีมงานอยู่กัน ยืนอยู่ซักพักก็เริ่มเมื่อย แล้วก็เริ่มเขินด้วย เลยตัดสินใจไปนั่งดีกว่า ว่าแล้วจึงไปนั่งเนียนๆ ตรงที่คนเยอะๆ มีเสียงประกาศว่าให้คนที่เข้ามาก่อนเลื่อนไปข้างหน้าหน่อย เพราะคนข้างหลังเข้ามาไม่ได้ เราเลยอาศัยจังหวะนี้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า อยู่ห่างจากเวทีไม่มาก ประมาณคนยืนต่อแถวกันสิบคนเอง จุดที่เราอยู่ เป็นจุดที่ตรงกับลำโพงฝั่งซ้ายของเวทีพอดี นั่งรออีกซักพัก เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าคอนเสิร์ตกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว วงแรกที่ขึ้นเล่นก็คือ Slur ที่เราตั้งใจมาดูมาก เพราะไม่เคยเห็น Slur เล่นสดมาก่อนเลย (เคยแต่ได้ยินเสียงร่ำลือ) ปรากฏว่าผิดคาด เพราะ Slur เล่นดีกว่าที่คิดเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คือไม่อยากจะอวดอ่ะนะ แต่ขออวดหน่อยเหอะ คือเราจะเป็นคนมีเซ้นส์มากว่าวงไหนเล่นดี วงไหนเล่นไม่ดี วงไหนจะดัง วงไหนไม่ดัง เพลงไหนจะฮิต เพลงไหนจะดับ (อันนี้ไม่เชื่อไปถามโบตรัยได้นะ) แล้ว Slur เล่นดีแบบสุดยอดสุดยอดสุดยอดเลยนะ อันนี้วัดจากการลุกของเส้นขนในร่างกาย วงที่เล่นดีจะทำให้เส้นขนในร่างกายลุกอยู่ตลอดเวลา แบบที่เรียกว่าขนลุกซู่อ่ะ ตอนดู Slur เล่นนี่ขนลุกตลอด อารมณ์เดียวกับตอนได้ดู Flure เล่นสดครั้งแรกเลย แอบสังเกตคนอื่น ก็เห็นโยกกันตลอด ขนาดว่าอัลบั้มเพิ่งวางได้ไม่กี่วัน เพลงก็ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ แต่สร้างอารมณ์ร่วมได้ขนาดนี้ ไม่เจ๋งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว แต่ขอบ่นหน่อยเหอะ ว่าทำไมเด็กแนวทั้งหลายไม่ค่อยดิ้นกันเลยเนี่ยะ คือไอ้ที่เราบอกว่าโยกอ่ะ ที่จริงมันเหมือนการผงกหัวมากกว่า (เท่าที่มองก็เป็นท่านี้กันทุกคนเลยนะ) แล้วก็เขย่าขา ประมาณว่ากูมันของกูอยู่คนเดียว มันอยู่ข้างในอะไรประมาณนั้น แบบที่ออกสเต็ปไม่เห็นมีเลยอ่ะ แบบโดดๆ ก็ไม่ค่อยมี (มีแบบส่วนน้อยมาก และก็ไม่ได้อยู่ตรงจุดที่เรายืนด้วย) เราเลยต้องจำใจทำท่านี้ไปด้วย (ทำทั้งคอนเสิร์ตเลย) ทั้งที่ในใจอยากออกสเต็ปใจจะขาด (โอกาสหน้า ต้องหาทางไปดู so cool ให้ดู) วงที่สองที่ขึ้นเล่นคือ Lemon Soup เมื่อเทียบกับ Slur แล้ว การแสดงของ Lemon Soup เหมือนแกงจืดที่เย็นชืด นักร้องนำพยายามจะกระโดดไปมา แต่ก็ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้เท่ากับที่ Slur ทำได้แม้แต่น้อย การเอานางเอกมิวสิควิดีโอเพลงระหว่างทางมาร่วมแจมหนึ่งเพลง ก็เหมือนความพยายามที่สูญเปล่า นอกจากจะไม่น่าจดจำแล้ว ยังต้องถามว่าจะทำไปทำไม การแสดงของ Lemon Soup มีช่วงที่ขนลุกอยู่สองช่วง ช่วงแรกคือตอนเล่นเพลง “ระหว่างทาง” (ที่เล่นได้หนักหน่วงกว่าในอัลบั้มมาก) อีกช่วงคือเพลงสุดท้าย (ขออภัย จำไม่ได้ว่าเล่นเพลงอะไร) ที่มันจริงๆ (แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว) Goose มาเป็นวงที่สาม หากการแสดงของ Slur คือความมันที่อยู่ในความสว่างสดใส การแสดงของ Goose คือความมันที่อยู่ในขั้วตรงข้าม Goose คือ Another Sound in the Room อย่างแท้จริง มันคือดนตรีร็อกที่รุนแรง เร่าร้อน เกรี้ยวกราด หลอกหลอน และงดงาม การแสดงของ Goose ทำให้เราจมอยู่ในภวังค์แห่งสรรพเสียง ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งอารมณ์ เราดู Goose แสดงสดมาแล้วสามครั้ง ครั้งแรกที่ FAT Fest Five ครั้งที่สองที่ศิลปากร และครั้งที่สามคือครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่เต็มอิ่มในอารมณ์ที่สุดแล้ว (โดยเฉพาะเพลง Disappear Son เวอร์ชั่นอคูสติก ที่มีเพียงกีต้าร์อคูสติกตัวเดียว แต่กลับเล่นได้อย่างเยี่ยมยุทธ์และเข้าถึงอารมณ์สุดๆ ชนิดที่ว่าเพลงนี้เพลงเดียวก็เจ๋งกว่าการแสดงทั้งหมดของ Lemon Soup รวมกันเลยด้วยซ้ำ) ปิดท้ายด้วย Death of a Salesman ซึ่งเป็นวงที่เราเฉยๆ แต่ท่าทางว่าจะเป็นขวัญใจของเด็กแนวมาก เพราะเป็นวงที่คนกรี๊ดเยอะที่สุด (ดูเหมือนสาวๆ จะกรี๊ดนักร้องนำวงนี้เป็นพิเศษ) มีอารมณ์ร่วมมากที่สุด และร้องตามดังที่สุด Death of a Salesman ก็เล่นได้ดีจริงๆ จนเราอยากหาอัลบั้มของพวกเขามาฟังบ้าง (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอัลบั้มหายากไปแล้ว) แต่เนื่องจากไม่ได้ผูกพันอะไรมากเป็นพิเศษ การแสดงของ Death of a Salesman ก็เหมือนของแถมสำหรับเราไปโดยปริยาย หลังการแสดงของ Death of a Salesman จบ คอนเสิร์ตก็จบจริงๆ โดยไม่มีอังกอร์เลย ตอนแรกเรานึกว่าจะมีเพลงพิเศษที่แบบแต่ละวงออกมาร้องเล่นด้วยกัน แต่ก็ไม่มีแฮะ เซอร์ไพรส์สำหรับเราก็คือการไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรเลยในคอนเสิร์ตนี่แหละ สรุปว่า Slur กับ Goose ได้ใจเราไปเต็มๆ เราจึงขอประกาศตัวไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะเป็นสาวกผู้จงรักภักดีต่อทั้งสองวง ตราบเท่าที่ยังทำเพลงดีๆ และแสดงคอนเสิร์ตเจ๋งๆ อย่างนี้ตลอดไป กลับถึงบ้าน ก็ซัดข้าวรอบดึกหนึ่งจาน แล้วจึงอาบน้ำเข้านอน รู้สึกว่าปวดขามาก ที่ปวดนี่ไม่ใช่เพราะแดนซ์มากนะ แต่เป็นเพราะยืนนานต่างหาก ที่จริงตอนที่ Lemon Soup หรือ Death of a Salesman เล่น เราจะออกมานั่งพักก็ได้ แต่ก็ไม่เอา เพราะเสียค่าบัตรไปแล้ว จึงต้องยืนให้คุ้ม แม้ว่าจะเมื่อยแสนเมื่อยเพียงใดก็ตาม คอนเสิร์ตจบจึงรู้ว่า สังขารเริ่มไม่เอื้อซะแล้ว


12 Comments:
ยาวอ่ะ วันนี้ขออ่านครึ่งเดียวก่อนนะ วันหลังจะมาอ่านที่เหลือ คือ อ่านมาครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่จบเลย อ้อ วันหลังก็กินมาม่าในรถละกัน มีรถก็หัดใช้ให้เป็นประโยชน์ จะไปนั่งฟุตบาทให้คนเหยียบทำไม
อ่านต้นๆแล้วหมั่นไส้เด็กแนวอ่ะ ไว้หายหมั่นไส้แล้วมาอ่านใหม่นะ เหอๆ
แต่คอนเสิร์ตใหญ่ไม่แนวของพี่สาม ยกเลิกไปซะแล้วอ่ะ เสียใจจริงๆเลย
เอ่อ
สงสัยเราคงไม่แนวพอ
ฟังไม่รู้เรื่องอ่ะ
ไม่ปลื้ม
จบ.
อืมอ่านจบแล้ว จบจนได้ เฮ้อ เหนื่อยไปเลย เล่น MSN เล่น คอม สับไปสับมาหลายรอบ สุดท้ายก็อ่านจนจบ อืม สรุปแล้วก็เด็กแนวก็เข้าใจไปตามเด็กแนว ส่วนเราเด็กไม่แนว อ่ะ ก็เลยไม่รู้จักสักวง รู้จักแต่ Goose นี่แหล่ะ ที่รู้จักก็ไม่ได้รู้จักเองนะ เพราะก็ไปดูกันที่ศิลปากรอ่ะ อืม เข้าใจอารมณ์เด็กแนวจริงๆ 555 เรามาฟังเพลงของน้องเราต่อดีกว่า แล้วเดี๋ยวจะลงบลอคให้ฟังกันนะ ว่าป้านร้องเพราะป่าว
เขียนละเอียดดีนะ
อ่านแล้วเห็นภาพตามเลย
เออน่ะ อ่านแล้ได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะดี
เพิ่งรู้ว่าเด็กแนวเป็นงี้เองนะ haha
เมื่อก่อน
พี่ดูคอนเสิร์ตคนเดียวบ่อยเลย
ตอนบียอร์คมาหัวหมาก
พี่ก็ไปดูคนเดียว
เพราะตอนนั้นเพื่อนเกลียดเธอ
แล้วบัตรมันก็แพง
เลยไม่มีใครอยากดู
โหวงเหวงมากๆ
โดยเฉพาะตอนรอเข้าในฮอลล์
แต่หลังๆ มานี่ ไปดูทีไร ได้แต่นั่งเก้าอี้ดูนะ แบบว่าคนดูก็เรื่มแก่ คนบนเวทีก็เริ่มสูงวัย นั่งดูเงียบๆ สบายใจดี
ไม่ว่านอร่าห์ โจนส์ หรือคอนเสิร์ตอัสนี วสันต์
ซึ่งรายหลังเนี่ย ไม่สนุกเอาเลย
สวัสดีทุกท่าน
ที่จริงเราไม่ใช่เด็กแนวนะ แต่เผอิญฟังเพลงแนวๆ เท่านั้นเอง
ตอบพี่ปราย ไปดู bjork คนเดียว ท่าทางจะเหวอน่าดู คอนเสิรืตคราวต่อๆ ไป ถ้าไม่อยากกร่อย สมควรจะหาเพื่อนร่วมชะตากรรมไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน ถ้าหาแถวนี้ไม่ได้ สงสัยต้องหาพันธมิตรทางอินเตอร์เน็ตแทนซะแล้ว
ไม่ค่อยเข้าใจว่ะ ...อยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่
ไม่แนวer.
อ่านแล้วอยากมีความกล้าแบบแกว่ะ ปิ๊ก
คือ 009 ชอบ Potrait มากๆ ประมาณ 2 วันต้องเปิดฟัง อาปอย อีครวญเพลงซักครั้งไม่งั้นลงแดง
แล้วมันก็เพิ่งมีคอนเสิร์ต"รักเล่าเรื่อง...ลวงตา"
ตอนนั้นพยายามหาคนไปดูด้วย แต่ประสาคนไร้แฟน
เลยไม่กล้าไปดูคนเดียว แบบว่าเดี๋ยวเจอเขาไปเป็นคู่ๆเลยเป็นกลุ่มๆเราจะหง่าว ครั้นจะเข้าไปเนียนๆกับกลุ่มสาวๆ ก็ไม่ใช่ 009 ที่เป็นคนเรียบร้อยแบบนี้
เลยต้องมานั่งรอ อาปอย อีออก VCD
วันหลังผมจะมีความกล้าแบบพี่ปิ๊ก ครับ
จะได้ไม่พลาดคอนเสิร์ตดีๆ
แล้วก็ขอโทษที่ปล่อยให้แกไปดูคนเดียว ถ้าแกพยายามอีกนิด แหะๆ อั๊วก็จะไปอะ ตามประสาคนโมเดล เสร็จแล้ว หุหุ
แหม๋ เก้า บอกว่าตัวเองเรียบร้อยเหรอเนี่ย อืม อ่ะนะ ที่เรารู้จักไม่ใช่แบบนี้อ่ะ
อ้อ ลืมบอก ล้อเล่นนะเก้า
ไม่ได้มาเสียนาน มาทีก็มีเรื่องให้อ่านนานๆ เลย อ่านแล้วพอนึกว่าออกว่า แกคงแอบเหวอๆ ไปดูคอนเสิร์ตคนเดียว เราว่าถ้าพอลเป็นคนไทยน่ะ แกคงมีเพื่อนไปดู concert นี้ด้วยแน่ ฟังๆดูแล้ว ทำนองดนตรี น่าจะเป็นคู่หูกันได้
เพิ่งมาอ่านความเห็นเก้านะ จะบอกว่าถ้าเข้าไปอ่านไดพี่ปอยละก็ ต่อให้ดูคนเดียวก็น่าไปโคตรรรรรรรร
เค้าตั้งใจมากๆๆๆๆๆเลยอ่ะ
หาลิงค์ไม่เจอ ไว้ส่งไปให้อ่านแล้วจะซาบซึ้งเหมือนเรา
Post a Comment
<< Home