สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เรียกว่าหิ่งห้อย
อันที่จริงไม่อยากออกจากบ้านเท่าไหร่ แต่เพราะแม่อยากไปดูหิ่งห้อย ประกอบกับกล้องเราเก็บตัวเงียบอยู่ในกล่อง เกรงว่าฝ้าจะถามหา ราจะขึ้น จึงตัดสินใจพักวิทยานิพนธ์ไว้ก่อน แล้วไปดูหิ่งห้อยกับครอบครัวดีกว่า ทริปนี้ประกอบด้วยเจ้าของบล็อก พ่อกับแม่ และเพื่อนพ่ออีกหนึ่งคน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพประมาณชั่วโมงนิดๆ เราก็มาถึงตลาดน้ำอัมพวา เวลาประมาณห้าโมงกว่า สอบถามได้ความว่า เรือชมหิ่งห้อยเที่ยวแรกจะออกประมาณหกโมงครึ่ง หากไม่ทันรอบนี้ก็ต้องรอรอบสองทุ่ม เราจึงไปจองตั๋วเรือกันก่อน ตกหัวละ 60 บาท (สำหรับผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ สามารถจะเหมาเรือได้ แต่ไม่รู้ราคาเหมือนกัน เพราะไม่ได้ถาม) จากนั้นก็หาอะไรกิน ด้วยความที่เป็นวันเสาร์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเย็นย่ำ ซึ่งคงจะมีคนมารอดูหิ่งห้อยเหมือนกับเรา ทำให้คนเยอะเป็นพิเศษ แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นตลาดน้ำ แต่เท่าที่เห็น ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ขายกันอยู่ริมฝั่ง ส่วนที่เป็นเรือขายอยู่ในน้ำ ก็เกาะกลุ่มกันอยู่ริมตลิ่ง ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะต้องไปขายในเรือทำไม เพราะไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหนเลย แถมเรือส่วนใหญ่ (อันที่จริงต้องบอกว่าเท่าที่ตาเห็นทั้งหมด) ก็ติดเครื่อง ไม่ได้ใช้ฝีพายกันแล้ว เลยทำให้เสน่ห์แบบตลาดน้ำที่เราวาดภาพเอาไว้ผิดจากที่เห็นมากทีเดียว แต่อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไปตอนเย็นย่ำหรือเปล่า ตอนกลางวันอาจจะเป็นอีกอย่างก็ได้ สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบชาวบ้านริมน้ำ ก็สามารถเหมาเรือเที่ยวได้ แต่ถ้าจะนั่งเรือเพื่อซึมซับบรรยากาศตลาดน้ำเพียงอย่างเดียว ก็ดูจะไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะตลาดไม่ได้ใหญ่โตมาก พ่อค้าแม่ขายก็ไม่ได้พายเรือสวนไปมาให้ได้เลือกซื้ออะไรกันนัก นอกเสียจากว่าจะนั่งออกไปไกลๆ เพื่อชมภาพและบรรยากาศของบ้านเรือนริมน้ำด้วยนั่นแหละ (ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นช่วงเวลาเย็น ซึ่งน่าจะไม่เหมือนช่วงกลางวัน) แต่เย็นขนาดพระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ไม่รู้ว่านั่งเรือออกไปจะมองเห็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยไม่ค่อยเห็นคนนั่งเรือกันเท่าไหร่ แต่ที่เห็นคนเยอะมาก ก็คือคาราโอเกะแบบโล่งโจ้ง ตั้งอยู่ริมน้ำ พร้อมเครื่องเสียงขนาดใหญ่ ชนิดที่ได้ยินกันไปทั่วคุ้ง แถมร้องฟรีอีกต่างหาก คนยืนดูกันเต็มไปหมด ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ขนาดมีคนดูเยอะขนาดนั้น ยังจะมีคนต่อคิวรอร้องเพลงกันเพียบ ชนิดไม่มีอายกันเลย ทำให้เชื่อเลยว่า คนไทยเป็นพวกรักสนุกจริงๆ หลังจากอิ่มกับอาหารเย็น เราก็นั่งรอเวลาเรือออก ตอนนี้แหละที่มั่นใจว่า คนเยอะเพราะส่วนใหญ่มารอดูหิ่งห้อยกัน ท่าเรือต่างๆ เริ่มเรียกลูกค้ากันแล้ว เราก็ไปที่ท่าที่เราจองตั๋วไว้ ใส่เสื้อชูชีพสีส้มแป๊ด แล้วก็ได้เวลาเรือออก (เรือที่เรานั่งไม่มีหลังคาอีกต่างหาก ซึ่งเริ่ดมาก เพราะลมจะเย็นสบาย แต่จะแย่มากถ้าฝนตก เพราะเปียกแบบไม่ต้องหลบเลย) เรือค่อยๆ แล่นผ่านตลาด ไฟจากร้านรวงสองข้างทางส่องแสงระยิบบนพื้นน้ำ พระจันทร์เคลื่อนตัวหลบอยู่หลังเมฆ ฟ้าแลบแปลบปลาบส่องแสงวับๆ อยู่ไกลๆ ให้หวั่นใจว่าฝนจะตกซะเหลือเกิน ลมเย็นพัดสวนกับทางที่เรือแล่นผ่าน พ้นจากตลาดออกมาก็เป็นแม่น้ำผืนใหญ่ แสงไฟสว่างจ้าเมื่อครู่ค่อยๆ ทยอยหายไป ความพลุ่กพล่านถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศยามค่ำของบ้านริมน้ำ จะมีคึกคักอยู่บ้างบางบ้านที่เปิดเป็นโฮมสเตย์ พ้นออกมาไม่นาน ความเงียบก็เริ่มเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงเครื่องเรือดังตัดอากาศ กับเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ ทุกสายตาบนเรือคงจะคอยสอดส่ายมองหาหิ่งห้อย แต่ก็ยังไม่ปรากฏแสงวับวาวให้ได้ชื่นใจ เรือแล่นห่างจากจุดเริ่มต้นไกลขึ้นเรื่อยๆ มีร้านอาหารเปิดให้บริการอยู่หลายร้าน ตกแต่งสวยงาม ซึ่งคนที่ได้นั่งเรือเที่ยวคงจะได้แวะทานกันอย่างอิ่มหนำ แถมบ้านแบบโฮมสเตย์ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งที่อยู่ไกลจากตลาดเหลือเกิน แต่บรรยากาศก็ดีมากจริงๆ แสงนีออนจากบ้านริมน้ำ ปรากฏแทรกเงาตะคุ่มของไม้ใหญ่เป็นระยะ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้าหิ่งห้อย เรือเครื่องเคลื่อนตามกันไปนับสิบ (แต่มีเรือเราลำเดียวที่ไม่มีหลังคา เท่ไหมล่ะ) เสียงเครื่องเรือเราเบาไปเลย เมื่อเทียบกับเรือใหญ่ แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ ระหว่างที่เรากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศสงบอยู่นั้น เรือที่โคตรใหญ่ก็แล่นสวนมาอีกฝั่ง (ให้นึกถึงเรือสวนอาหารที่เห็นตามเจ้าพระยา แต่ไม่ใหญ่เท่า) พร้อมกับเสียงเพลงคาราโอเกะชนิดโคตรดัง นึกสาปแช่งอยู่ในใจว่า หิ่งห้อยมันกลัวขี้หดตดหายก็เพราะพวกมึงนี่แหละ แล้วแสงแรกของหิ่งห้อยก็ปรากฏให้เห็น มันวาววับริบหรี่อยู่เพียงครู่ แล้วก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว เรือเคลื่อนแหวกน้ำผ่านระลอกคลื่นไปอีกประมาณนึง แสงที่สองของหิ่งห้อยก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะใจดี เพราะมีให้เห็นถึงสามตัว เมื่อผ่านแสงที่สองนี้ไปแล้ว ความมืดเหมือนจะเยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายอีกครั้ง นานจนเราคิดในใจว่า 60 บาทที่เราเสียไป ได้เห็นหิ่งห้อยสี่ตัว ช่างคุ้มเสียนี่กระไร จะว่าไปแล้ว คนเราก็หากินกับอะไรไปได้เรื่อยๆ ขนาดหิ่งห้อยตัวกะจ้อยร่อยยังเป็นเงินเป็นทองเลย สำหรับเราแล้ว หิ่งห้อยเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่ง ว่ากันตามจริง จะมีใครซักกี่คนที่รู้จักรูปร่างหน้าตาจริงๆ ของหิ่งห้อย มันมีขากี่ขา มีปีกกี่ปีก หรือมีหนวดกี่เส้น นอกจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องสัตว์พวกนี้แล้ว เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักหิ่งห้อยในฐานะสัตว์ชนิดหนึ่งที่เปล่งแสงได้เท่านั้นเอง แต่แค่ความสามารถในการเปล่งแสงนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่ทำให้หิ่งห้อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่สุดแสนจะมหัศจรรย์ แสงสีเหลืองวับวาวของหิ่งห้อยไม่เพียงจะแต่งแต้มสีสันให้ค่ำคืนและเงาไม้ หากยังสว่างวาบไม่แพ้ระยิบดาวบนท้องฟ้าในจินตนาการของเด็กๆ ด้วย เรือแล่นฝ่าความมืดไปเรื่อยๆ ระลอกคลื่นบนผิวน้ำกระทบกราบเรือแล้วแตกไป ลมเย็นยังพัดโชย หลังจากเลิกหวังว่าจะได้เห็นหิ่งห้อยตัวที่ห้าแล้ว คุณแม่ของครอบครัวที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ชี้มือชี้ไม้ บอกเด็กชายตัวน้อยให้มองไปที่พุ่มไม้ใหญ่ แสงระยิบระยับของหิ่งห้อยนับสิบปรากฏให้เห็นในพุ่มไม้นั้น


12 Comments:
อยากไปดูหิ่งห้อยด้วยจัง นึกถึงสมัยเด็กๆๆนะ บ้านคุณยาย ที่นคร มีหิ่งห้อยเยอะมาก แต่เดียวนี้ ไม่มีบ้านหลังนั้นแล้ว อยากย้อนเวลากลับไปจังเลย
เค้าใช้เรือแบบนี้กันมาตั้งนานแล้ว แหม คนกรุงเทพตัวจริงเลยนะเนี่ย
ตอนป้าเรายังอยู่ เราไปจังหวัดนี้เกือบทุกอาทิตย์เลย สำหรับเราแม่กลองเป็นจังหวัดที่น่ารักพอๆกับหิ่งห้อย เพราะเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่ถ้าได้สัมผัสจริงๆจะรู้ว่ามันมีสเน่ห์มากที่เดียวนะ
รอ 350 แปบ เดี๋ยวจะชวนไปใหม่ อยากพาไปอีกหลายที่เลยอ่ะ
เราว่าปิ๊กคงโชคร้ายที่เลือกเรือผิด และโชคร้ายที่ไปผิดจังหวะอ่ะ เพระเราไปเมื่อประมาณเดือน มิถุนายน เราเห็นหิ่งห้อยเยอะมากๆๆ ขอย้ำเลย ว่าเยอะมากๆจริงๆ คือ ถ้านับแล้วก็คงเป็นพันๆ หมื่นๆ ตัว เต็มต้นลำพูไปหมดเลย ตั้งหลายต้น ตลอดริมแม่น้ำเลยด้วย เราว่าถ้าปิ๊กอยากเห็นบรรยากาศอย่างนั้นก็ต้องไปใหม่ ให้ถูกช่วงด้วยนะ จะได้ไม่เสียดายเงิน 60 บาทไง เราไปแล้วยังประทับใจไม่หาย อ้อถ้าไปใหม่ก็อย่าลืมเลือกเรือที่มีหลังคานะ เวลาฝนตกจะได้ไม่เปียกไง
ทำไมเขียนคราวนี้ติสท์จังวะ อยู่แถวไหนอ่ะไปไม่เป็นบอกหน่อยดิ ....ท้ายสุด thx สำหรับคำอวยพร
ไปมาเหมือนกันเมื่อ 23-24 ก.ย. เห็นเยอะเหมือนกัน แต่เห็นไกลไปหน่อย พี่ที่ทำงานที่ไปด้วยกันบอกว่าไปเมื่อเดินก่อนเห็นเยอะกว่านี้ นะ คนเรือบอกว่าถ้าเป็นหลังฝนตกใหม่ๆ จะออกมาเยอะ (ตกแบบไม่หนักมาก)เราไปพัก home stay อ่ะบ้านอยู่ริมน้ำเลย ตอนเช้าออกมาว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำด้วย
น่ารักจังนิ พาแม่ไปดูหิ่งห้อยด้วย
เพลงที่เลือกมาเปิดก็เข้ากันดีมากเลย
พี่อยากไปหลายครั้งแล้ว อัมพวาเนี่ย
แต่ยังไม่ได้ฤกษ์สักทีเลยจ้ะ
ชอบที่เขียนเล่าจังเลย
เล่าได้ละเอียด เห็นภาพเลย
เรื่องอ่านเยอะดีจัง
เอาไว้พี่จะแวะมาอ่านบ่อยๆ นะ
อยากไปดูหิ่งห้อยบ้าง มีคนพูดถึงหลายคนแล้ว กลับไปธันวานี้ แล้วจะโทรไปถามรายละเอียดล่ะกัน
เพลงนี้ ยอดเยี่ยมมาก ฮ่า ฮ่า ฮ้า
สวัสดีทุกท่าน
เง้อ อยากไปเที่ยวเลยอะ
ขอบคุณค่ะที่แวะไปเยี่ยม และขอบคุณสำหรับคำอวยพร เพิ่งเขียนเพิ่มเสร็จก็เลยแวะมาอ่านเรื่องหิ่งห้อย
สนุกดีค่ะ เล่าละเอียดดี ทริปหน้าไปไหน มาเล่าอีกนะคะ
ตลาดน้ำอัมพวาแม่เค้าก็อยากไปเหมือนกาน วันหลังต้องไปบ้างแล้ว
ดูหิ่งห้อยแล้วนึกถึงตอนอยุ่รังสิต ตอนนี้ไม่รู้ยังเหลืออีกเปล่า
Post a Comment
<< Home