อารมณ์เริ่มแจ่มใส เลยมาอัพบล็อกอุ่นเครื่องสำหรับ FAT FEST 6
แม้ว่าวิทยานิพนธ์ของข้าพเจ้าจะยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร แต่ก็เริ่มมีนิมิตหมายอันดี หลังจากที่มัวงมโข่งอยู่นาน เพราะฉะนั้น จึงขอโอกาสอันครึ้มอกครึ้มใจนี้อัพบล็อกแบบเร่งด่วน ด้วยการเอาของเก่ามาหากินซ้ำอีกรอบ ถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับบล็อกงาน FAT FEST 6 ซึ่งคงจะมีตามมาอีกหลายระลอกละกันนะ ใครสนใจจะอ่านแบบเต็มๆ ก็เข้าไปได้ที่นี่ครับ สร้างขุมทองที่หนองฮี กับเทศกาลดนตรีแฟตเฟสติวัล บล็อกนี้จะตัดตอนมาเฉพาะงาน FAT FEST 5 นะครับ 11/8/2005 สดๆ ร้อนๆ ที่แดนเนรมิต เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง สำหรับเทศกาลดนตรีแฟตเฟสติวัล ของ 104.5 แฟตเรดิโอ คราวนี้ก็จัดมาเป็นปีที่ 5 แล้ว หลังจากคราวที่แล้ว (สนามม้านางเลิ้ง) คนเยอะถล่มทลาย (เกินไป) งานคราวนี้ก็เลยขอเก็บค่าบัตรผ่านประตู 200 บาท แต่ได้ซีดี fat code 2 ซึ่งบรรจุเพลงพิเศษเอาไว้ถึง 2 แผ่นเลยทีเดียว ด้วยความที่โบตรัยไปเรียนแดนไกล แถมมีการเก็บค่าบัตรอีก เราก็เลยไม่ได้ชวนใคร (เพราะไม่รู้จะชวนใครให้มาเสียตังค์ด้วย) เลยตัดสินใจลุยเดี่ยวไปเลย (แนวไหมล่ะ) จะเล่ารวมๆ กันไปทั้งสองวันเลยละกันนะ วันแรกเราไปถึงช่วงบ่ายๆ ซึ่งคนเริ่มเยอะแล้ว ไอ้พวกที่ใส่เข็มขัดแบบหัวหมุดหรือหัวใหญ่ถูกถอดเข็มขัดกันเป็นทิวแถว ถ้าเอาไปขายคงได้เป็นหมื่นเลยอ่ะ เพราะว่าเยอะมาก กว่าจะผ่านเข้าไปก็ค้นตัวกันสองสามรอบแน่ะ ค้นแล้วค้นอีก ซึ่งเราก็ว่าดีนะ เข้าไปในงานก็เหวอๆ ไปแป๊ปนึง ด้วยยังไม่คุ้นกับสถานที่ (กว่าจะหาจุดแลกซีดี fat code 2 ก็วนตั้งหลายรอบ) อย่างที่บอกว่าไอ้ช่วงที่เราเข้าไป คนมันเริ่มเยอะแล้ว เราเลยพลาดดูโชว์ไปเลย (ที่จริงตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องเวทีเลยอ่ะ เพราะว่ากำลังตื่นตาตื่นใจอยู่ในโซนขายซีดีเสียนาน) วิธีของเราคือเดินวนดูก่อนในรอบแรก ว่ามีอะไรที่จะซื้อ หมายตาอะไรไว้บ้าง และมีศิลปินที่ชอบอยู่ในบูธหรือเปล่า ถ้าเป็นศิลปินที่ชอบมาก และเรายังไม่มีแผ่น อันนี้มักจะไม่ค่อยคิดมาก เพราะซื้อแล้วให้เซ็นเลย บางแผ่นก็หมายตาไว้นานแล้ว แต่รอซื้อในงานเพราะราคาถูกกว่า หรือไม่ก็รู้ว่าใครจะมีอะไรออกใหม่ในงานบ้าง แล้วก็มองๆ หาไปเรื่อยๆ เดินรอบที่สองสามสี่นี่แหละ ถึงจะเริ่มซื้อ แถมปีนี้ยังมีเงินเยอะ เพราะว่าเก็บเงินได้เยอะมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แถมไปค่ายก็ยังไม่ได้ใช้เงินซักบาท เงินเลยเหลือบานตะไท ก็คนมันรวยอะนะ ช่วยไม่ได้ (ถ้าใครจะให้ช่วยเรื่องการเงินก็คงไม่ช่วย เพราะตอนนี้หมดตูดแล้ว) วันที่สอง เราไปเร็วหน่อย เพราะอยากเดินสบายๆ แถมมีโชว์ที่หมายตาเอาไว้เยอะกว่าวันแรกอีก ฝนตก! นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งในงานคราวนี้เลย และเราว่าเป็นอุปสรรคใหญ่เลยอ่ะ เพราะแดนเนรมิตมันโล่งไปหมด ไม่มีซุ้มที่กำบังหลบฝนได้เลย (ขนาดบูธขายของยังต้องเก็บเลย เพราะเอาไม่อยู่จริงๆ) ตอนบ่ายมันตกมาช่วงหนึ่ง (ตอนนั้นเราก็เพิ่งมาได้ไม่นานเอง) แล้วก็หยุด ก่อนจะกลายเป็นพายุฝนกระหน่ำในตอนเย็น (เรากลับก่อนพายุแค่แป๊ปเดียวเอง) ปัญหาอีกอันก็คือไอ้เจ้าแผ่น Siamese Twin (ของบอยตรัยกับคมสัน นัทจิต) เพลงใหม่ชื่อ จ.ม. เด็กแนว ก็มาในแบบแนวจริงๆ เพราะว่าเล่นทำ package เป็นแผ่นเสียงขนาดใหญ่ยักษ์มาก มากเกินกว่าจะมีถุงที่ขนาดใหญ่พอจะใส่แผ่นนี้ได้ แถมเรายังรีบซื้อแผ่นนี้อีก (ให้โบตรัยแผ่นนึงด้วย) เพราะพี่บอยตรัยกำลังแจกลายเซ็นอยู่ในบูธ ไอ้ซีดีสองแผ่นใหญ่นี้ก็เลยเป็นภาระของเราในการเดินเที่ยวงานไปอย่างช่วยไม่ได้ เท่านั้นไม่พอ มันยังเป็นภาระในการกลับบ้านของเราอีก เพราะระหว่างทางกลับ สภาพฟ้าฝนที่เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด ทำให้เราไม่สามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะกลัวแผ่นเปียกเยินก่อนกลับถึงบ้านนะซิ (แต่เพลงนี้เปิดฟังแล้วคุ้มมากเลย ฮามากๆ) กลับไปเรื่องคอนเสิร์ตดีกว่า มีหลายวงที่ไม่ได้ขึ้นเล่นเพราะฝนนี่แหละ เราเองก็อยู่ไม่ถึงช่วงนั้นด้วย เห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบบึ่งออกมาก่อนเลย สำหรับโชว์ที่เราได้ดู เริ่มจากวันเสาร์ก่อนนะ ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ที่เวทีปราสาท เวทีรถไฟเหาะ ซึ่งเป็นเวทีใหญ่นี่เราไม่ได้เดินไปเลยอ่ะ คนเยอะมาก วงแรกที่ได้ดูคือ Endorphine ที่เวทีไวกิ้ง เพิ่งเคยดู Endorphine เล่นเป็นครั้งแรกนี่แหละ ดูไปแค่เพลงเดียว แต่เป็นเพลงที่เราชอบมาก (ชื่อเพลงน้ำเต็มแก้ว) เล่นสดดีจังเลย ส่วนเวทีปราสาท ก็ผ่านตา Superbaker กับ Penguin Villa แบบแว้บๆ มาดูอีกทีก็ตอน The Observatory เป็นวงจากสิงคโปร์ขึ้นเล่น เห็นพิธีกรชมซะหรูเลิศก็เลยอยากดู แต่เราเฉยๆ นะ ดูไปได้ไม่กี่เพลงเราก็เดินไปทำอย่างอื่น (ในการดูคอนเสิร์ต อาจจะไม่ค่อยปะติดปะต่อนะ เพราะว่าเดี๋ยวก็เดินไปดูซีดีบ้าง เดี๋ยวก็เปลี่ยนเวทีแบบชั่วคราวบ้าง) มาดูครบโชว์จริงๆ ก็ที่วง KIIIIIII เป็นวงดนตรีร็อกจากญี่ปุ่นที่มีแค่นักร้องกับกลอง แถมสมาชิกวงนี้ยังเป็นผู้หญิงทั้งสองคนเลย (ถ้า yasu ยังอยู่ก็คงดี) การแสดงของวงนี้บ้าและหลุดโลกมาก ตอนเริ่ม ทั้งสองสาวก็เอาสายรุ้งบ้าง ตุ๊กตาบ้าง แล้วก็ของเล่นอะไรต่อมิอะไรมาวางเกลื่อนเวทีเลย แล้วก็เริ่มการแสดงด้วยการกรีดร้อง ตบมือ แล้วก็ท่าเต้นสุดพิสดาร การแสดงของ KIIIIIII ทำให้โชว์ของ Paradox ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเลย และการแต่งกายทั้งสองสาว ก็บ้าขนาดที่คุณสอง มือเบสของ Paradox จะเรียกแม่ได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่ภายใต้ความหลุดโลก ความเพี้ยน และท่าทางขำๆ เหมือนคนไม่เต็มเต็ง ทั้งสองสาวก็มีทักษะทางดนตรีที่เราว่าเจ๋งเลยอ่ะ คือเฉพาะตีกลองอย่างเดียวก็เยี่ยมแล้ว นี่ยังต้องร้อง (รวมทั้งแหกปาก ตะโกน งึมงำ และก็อะไรต่อมิอะไรอีก) ไปด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องดนตรีอื่นให้จับ ลองไปทำดูดิ เราว่ามันยากนะ แถมยังมีเพลงที่โชว์การร้องประสานอีก เด็ดไหมล่ะ อีกวงที่ได้ดูเต็มโชว์ก็คือ Goose ที่จริงเราตั้งใจจะรอดูวงนี้เล่นเลยอ่ะ ในตารางบอกขึ้นเล่นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง แต่เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ อยู่ๆ โชว์ของ Goose ก็เลื่อนขึ้นมาเป็น 6 โมงเย็น (ฝนกำลังตั้งเค้าเลย) การแสดงของ Goose เข้ากับบรรยากาศมากๆ คือดนตรีของวงนี้มันจะเหมือนนิ่งๆ แต่ว่ารุนแรงอ่ะ งงไหม เหมือนน้ำก็ได้ อารมณ์น้ำนิ่งไหลลึกนะ ยังงงไหม ถ้างงก็ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่ามันเข้ากับบรรยากาศจริงๆ นะ เมฆฝนมันก็ค่อยๆ รวมตัวกัน ฟ้าก็เริ่มดำขึ้นเรื่อยๆ แสงสีบนเวทีที่สาดไปยังปราสาทที่เป็นฉากหลังก็ยิ่งเสริมกันเข้าไปใหญ่ ประทับใจมากเลยอ่ะ โดยเฉพาะเพลงที่ชื่อ สิ่งดีดี ไม่คิดว่าจะได้ดูนะเนี่ยะ วันแรกก็ได้ดูแค่นี้แหละ (ไม่ค่อยมีที่อยากดูเท่าไหร่) ส่วนวันที่สอง เรามีเป้าหมายหลักอยู่ที่เวทีรถไฟเหาะ แต่ก็กลัวฝนตกด้วย เลยอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ แต่วันนี้ได้ดูเยอะทีเดียว เริ่มจาก Eastbound Downers อันนี้เป็นวงแบบที่ยังไม่ดัง แต่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง เลยอยากดู แล้วก็ไปทันดูตอนเล่นเพลงสุดท้ายกำลังจะจบ แต่ก็มันจริงๆ นะ ถ้าได้ดูเยอะกว่านี้อาจจะชอบไปเลยก็ได้ ต่อจากวงนี้เป็นคิวของ Modern Dog คนเดินกันมาจากทั่วทุกหย่อมหญ้าเลย เยอะมากๆ แต่เรามันเด็กแนวจัดไง เลยเดินสวนทางกับคนอื่นไปซะงั้น ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่ค่อยชอบคนเยอะอ่ะ แถมเคยดู MD หลายทีแล้ว ก็ชอบระดับหนึ่งอ่ะ ไม่ได้ชอบมาก กลับมาที่เวทีปราสาทอีกครั้ง นั่งแหมะอยู่อย่างไม่รู้จะไปไหน เหมือนโชคช่วย Basket Band กำลังจะขึ้นเล่น! นี่ก็เป็นอีกวงที่เราตั้งใจมาดู แต่ดูเหมือนเวลาโชว์จริงกับในตารางไม่เหมือนกัน โชคดีอีกแล้วไหมล่ะ Basket Band เล่นชนกับ MD และตอบแทนแฟนเพลงที่อยู่ที่เวทีนี้ด้วยเพลงเพราะๆ และเข้ากับบรรยากาศมากๆ (ตอนนั้นฟ้ากำลังใส แดดกำลังจัดเลยทีเดียว) รวมทั้งเพลงดังสร้างชื่อโคตรฮิต แต่นักร้องไม่ค่อยชอบร้อง (และไม่ค่อยได้ร้อง) อย่างเพลง คำตอบ เป็นเพลงปิดท้ายด้วย ประทับใจโคตร ดู Basket Band เสร็จก็แว้บไปซื้อซีดี ทั้งๆ ที่วันนี้ตั้งใจจะซื้อแค่นิดเดียว (แล้วก็ซื้อที่โบตรัยฝากมา) ก็ดันเสียไปอีกหลายบาท (รวมทั้ง Crescendo ที่กำลังแจกลายเซ็นอยู่ด้วย) หอบหิ้วถุงกลับไปที่เวทีรถไฟเหาะอีกครั้ง ไปถึงตอน Armchair กำลังปิดโชว์ด้วย ไปด้วยกันหรือเปล่า พอดี คนเยอะมาก เราหลบมานั่งพักข้างๆ รอ Armchair เล่นเสร็จ คนทยอยออกเพียบ เราแนวจัด เดินสวนคน (อีกแล้ว) ไปทางเวที ช่วงนี้เป็นช่วงที่รอดูเลย เริ่มจาก Big and Super Band ครูบิ๊กแห่ง AF2 นั่นแหละ ขนมาโชว์ 4 เพลง เจ๋งทุกเพลง ดนตรีแน่นปึ๊ก เสียงร้องเยี่ยม โดยเฉพาะเพลง คำเชยๆ นี่ขนหัวขนแขนลุกเลยอ่ะ เสียงสุดยอดมาก ต่อด้วยวงที่โบตรัย และน้องเตย (อ้างถึงไว้ใน PART 1) คงอยากดูมากที่สุด นั่นก็คือ Friday ขึ้นเล่น 4 เพลงเหมือนกัน เริ่มจากชั่วโมงต้องมนต์ (คนเดินมาจากไหนไม่รู้ เต็มไปหมด) ต่อด้วยอยู่คนเดียวอีกแล้ว (ส่วนใหญ่มันแต่งตัวฮิปฮอปทั้งนั้นเลยนี่หว่า) ตามด้วยนิดนึงพอ (เราเดาว่ามันต้องมารอดู Thaitanium แหงๆ) แล้วปิดด้วยกลับมา (คนร้องตามกระหึ่มมาก รวมทั้งเด็กฮิปฮอปด้วย) Friday ก็เหมือนทุกทีอ่ะ พี่บอยตรัยขี้อายเหมือนเดิม แต่ก็เป็นเสน่ห์ของเขาอ่ะนะ (ส่วนพี่หนึ่ง sleeper1 ท่าเล่นกีต้าร์เท่มาก ขอบอก) จบจาก Friday แล้ว พิธีกรก็ประกาศรายชื่อวงที่จะเล่นต่อๆ ไป เด็กฮิปก็เริ่มทยอยมามากขึ้นเรื่อยๆ เลย เดาว่าคงรอดูไทเท (ซึ่งเราไม่แนวด้วย) วงที่มาต่อจาก Friday ไปเป็นวงที่ไม่ค่อยแนวเท่าไหร่อย่าง 4Gotten คนก็เลยเดินออกเยอะเหมือนกัน เราดูไปหน่อยนึง มันดีเหมือนกัน แต่ไม่ไหวแล้ว เริ่มเหม็นควันบุหรี่ และเหม็นหน้าไอ้พวกส้นตีนที่สูบบุหรี่ในที่ที่ไม่ควรสูบ (ทั้งๆ ที่เขาก็จัดที่ไว้ให้สูบแล้วนะ) เลยไปดีกว่า ไม่อยากอารมณ์เสีย แล้วก็เห็นท่าทางว่าฝนจะตกด้วย เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า ยอมอดดูวงที่อยากดูที่สุดในงานอย่าง Flure ซึ่งในตารางบอกว่าเล่น 2 ทุ่มครึ่ง ไม่อยากเสี่ยงว่าฝนจะตกหรือเปล่า แล้ว Flure จะได้เล่นหรือเปล่า (ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตกลง Flure ได้เล่นไหม) ตอนออกดันแวะไปที่บูธของแฟต เลยเสียเงินซื้อ Fat Story 2 ไปอีกแผ่น (เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับงานแฟตครั้งที่แล้วที่นางเลิ้ง ดูแล้ว แจ๋วมาก) วันนี้ขากลับโชคดี กลับถึงบ้านได้โดยไม่เปียกเลย งานในคราวนี้ดีที่ไม่มีเด็กแนวป่วนเหมือนงานคราวก่อน แต่ยังมีไอ้พวกสมองกลวงยัดขี้เลื่อยไว้คั่นหูอย่างไอ้พวกสูบบุหรี่แบบไม่รู้จักสถานที่อยู่อีกเยอะเหมือนกัน เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเยี่ยม (แถมแดนเนรมิตยังอยู่ติดกับกองปราบอีก) สถานที่ก็โอเค กว้างโล่งดี แต่เรื่องฟ้าฝนซึ่งควบคุมไม่ได้ก็ทำให้รู้ว่า ถ้ามีสถานที่กำบังฝนซักหน่อยก็น่าจะดีมากเลยล่ะ (รวมทั้งที่นั่งพักด้วย) แอบเห็นคนเดินคนเดียวเยอะเหมือนกัน แถมเราก็ไม่ค่อยรู้สึกเหวอเท่าไหร่นะที่เดินคนเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกดีนั่นแหละ สุดท้าย สำหรับคนที่ซื้อซีดีเยอะๆ ให้รู้ไว้เลยว่าเวลาไปดูโชว์ จะเมื่อยนิ้วมาก (เพราะต้องหิ้วถุงไว้ตลอดเวลา) เพราะฉะนั้นต้องอดทน สู้ต่อไป ทาเคชิ!


1 Comments:
ยินดีด้วยนะ ที่อารมณ์แจ่มใสแล้ว
Post a Comment
<< Home