<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491</id><updated>2011-11-30T12:19:54.566-08:00</updated><title type='text'>pickmegadance</title><subtitle type='html'>บล็อกสาระดีๆ มีคนทำเยอะแล้ว
เลยขอทำบล็อกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายดีกว่า</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>125</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-117126607221671302</id><published>2007-02-11T14:37:00.000-08:00</published><updated>2007-02-11T23:41:12.233-08:00</updated><title type='text'>ประกาศย้ายบ้านชนิดน่าจะถาวรแล้วนะ</title><content type='html'>หลังจากร่ำๆ ว่าจะย้ายบ้าน (บล็อกหลายที) ก็ยังไม่มีอารมณ์จะทำ (ที่จริงทำแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ป่าวประกาศ) แต่เนื่องจากบล็อกเกอร์เกิดอาการงอแงอีกแล้ว (ทำไมมันทำย่อหน้ากรูหายหมดเลย) ก็เลยว่าจะไม่ง้อแล้ว ย้ายบ้านดีกว่า

&lt;a href="http://pickmegadance.wordpress.com"&gt;http://pickmegadance.wordpress.com&lt;/a&gt;

รับทราบโดยทั่วกันนะจ๊ะ

ปล. ช่วงนี้ยังไม่มีเรื่องอัพบล็อกด้วย ยังไม่ต้องรออ่านก็ได้นะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-117126607221671302?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/117126607221671302/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=117126607221671302&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/117126607221671302'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/117126607221671302'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='ประกาศย้ายบ้านชนิดน่าจะถาวรแล้วนะ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116943398838845247</id><published>2007-01-22T09:39:00.000-08:00</published><updated>2007-01-21T18:46:28.416-08:00</updated><title type='text'>ฮิฮิ</title><content type='html'>ฮิฮิ นอกจากจะเป็นเสียงขำแล้ว มันยังเป็นชื่อหนังสืออีกด้วย จะบ้าเหรอ ฮิฮิเนี่ยะนะเป็นชื่อหนังสือ

อ่านไม่ผิดหรอก แม่นแหล่ว ฮิฮิ เป็นชื่อหนังสือ

เนื่องจากว่าเรากำลังติดใจฮิฮิอย่างรุนแรง เลยต้องมาเขียนถึงฮิฮิซักกะหน่อย ว่าแต่ว่าฮิฮิมันคืออะหยัง มันก็คือนิตยสารรายเดือน มีบรรณาธิการที่ชื่อ ธวัชชัย คิดอ่าน แล้วก็เพิ่งออกมาได้สองเล่มเอง เพราะฉะนั้นยังไม่สายเกินไปที่จะติดตามนะครับ

ที่ต้องมาเขียนตอนเล่มสอง ก็เพราะว่าเราไม่ได้ซื้อเล่มหนึ่งนะซิ ไม่ได้ซื้อนี่ไม่ใช่เพราะว่าไม่เห็นนะ เห็นแล้ว อ่านแล้วด้วย แต่ตังค์เสือกช้อตช่วงนั้นพอดี ก็เลยต้องพลาดไปอย่างน่าเสียดาย

สิ่งแรกที่ทำให้ติดใจฮิฮิก็คือชื่หนังสือนี่แหละ หนังสือบ้าอะไร ฮิฮิ เวลาฝากเพื่อนซื้อ เช่น ซื้อฮิฮิให้หน่อย ลองออกเสียงดูดิ ตลกโคตรๆ เวลาไปร้านขายหนังสือ ถามว่าฮิฮิมายัง ลองออกเสียงดูดิ ตลกโคตรๆ ส่วนที่ติดใจอีกอย่าง เกิดจากตอนไปยืนอ่านฟรีที่ร้านนายอินทร์ สะดุดกับสิบวิธียืนบนรถไฟฟ้าไม่ให้ล้ม โอ้วววว จอร์จ คิดได้ไงอ่ะ

แต่ในเมื่อเล่มแรกไม่ได้ซื้อ ก็เลยไม่รู้จะพิมพ์รายละเอียดให้อ่านกันได้ยังไง เพราะฉะนั้น มาเจาะลึกที่เล่มสองกันโล้ดดดด

หน้าปกก็โดนใจแล้วอ่ะ แบบว่ามีทาทายังด้วย แล้วก็มีวงเล็บต่อท้ายว่า ขึ้นปกหลัง (ไปหาดูเอาเอง) แล้วก็มีเที่ยวงานพืชสวนโลกสีชมพูซะด้วย แถมยังมีเรื่องที่แค่เห็นชื่อก็ต้องอ่านอย่าง ถ่ายรูปยังไงให้ดูดีดูเด่น แนะนำโดยเฟเดอริกส์ ผู้เชี่ยวชาญในตำนานเชียวนะ กรี๊ดดดดดด แค่ปกก็โดนแล้ว

เปิดดูหน้า บก. ก็ต้องตกก๊ะใจ เนื่องจากเล่มสองออกมารับตรุษจีน ท่านบก. ธวัชชัยเลยลงทุนแต่งตัวเป็นตุ๊ดจีน เผยตัวให้เห็นแบบโคตรเซ็กซี่เลย โอ้ยยยย แค่นี้ก็ออกไปซื้อกันได้แล้วไป อะไรนะ ยังไม่ยอมไปซื้อเหรอ งั้นเดี๋ยวเอาเด็ดๆ ในเล่มมาให้อ่านกันซักหน่อย ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยละกันนะ

นี่ๆๆๆ เปิดไปคอลัมน์สถิติฮิฮิ เล่มนี้พูดถึงคำขวัญวันเด็กย้อนหลังไปห้าสิบปี ที่เด็ดคือเขามีคำขวัญในทัศนะของฮิฮิด้วย โดยเอาคำขวัญวันเด็กที่เคยมีมาทั้งหมดมารวมๆ กันให้ครบทุกด้าน ได้ความว่า

&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รักษาความสะอาด รักความก้าวหน้า รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาวัฒนธรรมไทย ขยัน อดทน สามัคคี มีวินัย นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม นำประชาธิปไตย ห่างไกลยาเสพติด คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยีเสียแต่บัดนี้&lt;/strong&gt;
&lt;/span&gt;
กร้ากกกกก สาบานได้นะว่านี่คือคำขวัญวันเด็ก

ถ้ายังไม่ฮิพอ เปิดไปดูคอลัมน์ ฮิ สตอรี่ พี่แกขุดเกมเขี่ยสติ๊กเกอร์มาให้รำลึกถึง พร้อมกติกา เทคนิค และภาพประกอบ ต้องไปดูกันเองแล้วล่ะ

เปิดไปอีกหน่อย กรี๊ดดดดดด เฟเดอริกส์ เดอะกูรู ผู้เชี่ยวชาญในตำนานปรากฏตัวแล้ว เล่มแรก เฟเดอริกส์ เดอะกูรู ก็เสนอสิบวิธียืนบนรถไฟฟ้าไม่ให้ล้มไปแล้ว มาเล่มนี้ ท่านนำเสนอวิธีถ่ายรูปอย่างไรให้ดูดีดูเด่น โดยแบ่งเป็นสามประเภท คือ รูปเดี่ยว รูปคู่ และรูปหมู่ ทั้งหมดนี้จัดแสดงพร้อมภาพประกอบ และคำอธิบายอย่างละเอียด อ่านแค่นี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างการถ่ายรูปเดี่ยวให้ดูเด่นดูดีละกัน ท่านเฟเดอริกส์ เดอะกูรู กล่าวไว้ดังนี้

&lt;em&gt;รูปเดี่ยว หมายถึงรูปที่ทั้งรูปมีคุณอยู่คนเดียว และมีฉากหลังเป็นอะไรใดใดก็ตาม เทคนิคในการถ่ายรูปเดี่ยวนี้ทุกคนอาจเคยได้ยินที่ใครๆ มักพูดกันว่า สำคัญที่มุมกล้อง แต่ความจริงไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่แค่มุมกล้อง เพราะมุมกล้องนั้นสำหรับบางคนไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่ได้แปลว่าคุณถ่ายรูปให้ดูดีไม่ได้ เพราะเคล็ดลับที่แท้จริงของการถ่ายรูปเดี่ยวคือ อารมณ์
&lt;/em&gt;
&lt;em&gt;เราสามารถแบ่งอารมณ์ในการถ่ายรูปเดี่ยวออกได้เป็น 3 อารมณ์หลักๆ คือ การยิ้ม การหัวเราะ และการเสียใจ เพราะนอกจาก 3 อารมณ์หลักนี้จะเป็นอารมณ์ที่ยากจะเฉพาะเจาะจงถึงการทำให้ดูดีได้ เช่น น้อยใจ เปล่าเปลี่ยว โหยหา เย่อหยิ่ง งอน ขวยเขิน งอนตุปัดตุป่อง ฯลฯ คงต้องยกให้เป็นการฝึกฝนส่วนบุคคลในระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น
&lt;/em&gt;
อ่านแค่นี้ก็คงยังไม่เห็นภาพ เพราะฉะนั้น ท่านเฟเดอริกส์ เดอะกูรู จึงนำเสนอภาพประกอบการแสดงอารมณ์หลักทั้งสาม ซึ่งอธิบายได้ยาก เอาเป็นว่าไปซื้อมาซะ แล้วดูภาพ ก็จะเข้าใจว่าควรจะทำหน้ายังไงถึงจะแสดงอารมณ์เหล่านี้ได้ นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น &lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ยิ้มแบบเป็นคนดี ยิ้มแบบญาติเสีย เศร้าแบบเป๋าตังค์หาย เศร้าแบบมือถือหาย เศร้าแบบมือถือหายแต่ได้เป๋าตังค์คืน หัวเราะแบบระเบิดอารมณ์ หัวเราะแบบระเบิ๊ดระเบิดอารมณ์ หัวเราะแบบระเบิดระเบิ๊ดระเบิดอารมณ์&lt;/span&gt; ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้มีภาพประกอบให้ดูด้วย สุดยอดเลยท่านเฟเดอริกส์

เริ่มเหนื่อยแล้ว อะไรนะ ยังไม่ไปซื้ออีก งั้นเอาที่เหลือไปลองอ่านดูประกอบการตัดสินใจ หากท่านซื้อเล่มนี้ ท่านจะได้อ่าน &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;36 วิธีโชคดีรับตรุษจีน สุดยอดนักแสดงประกอบขอบขอบจอ ดราก้อนบอลกับพรวิเศษทั้ง 13 ประการ สรุปเหตุการณ์ในรอบปีจากอนาคต 5 ปีข้างหน้า ดาราน่าเอาเงินไปทำอะไร&lt;/span&gt; พร้อมด้วยเกมชิงรางวัล ที่เก๋ไก๋ที่สุดในจักรวาลนี้ ว่าแล้วก็กำเงิน 55 บาท ไปถามหาฮิฮิ ที่แผงหนังสือใกล้บ้านท่านด่วน

ฮิฮิ ฮิฮิ ฮิฮิ ฮิฮิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116943398838845247?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116943398838845247/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116943398838845247&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116943398838845247'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116943398838845247'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2007/01/blog-post_22.html' title='ฮิฮิ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116831514011352672</id><published>2007-01-09T10:59:00.000-08:00</published><updated>2007-01-08T20:13:23.433-08:00</updated><title type='text'>โดน Tag กับเขาบ้างแล้ว</title><content type='html'>แหม Blog Tag นี่มันกำลังอินจริงๆ เลย เราโดน Tag จาก &lt;a href="http://lostbo.blogspot.com" target="_blank"&gt;โบตรัย&lt;/a&gt; ซึ่งใจกล้ามาก เพราะเปิดเผย 5 เรื่องลับของตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมา Tag ก่อนด้วย แนวมั่กๆ

Blob Tag คืออะไร คือการที่ จขบ.ที่ได้รับ Tag จะต้องเล่าเรื่องของตัวเองมา 5 ข้อ แล้วส่งต่อให้เพื่อนอีก 5 คน มันคือ บล็อกลูกโซ่ หรือการแปะโป้งกันดีๆ นี่เอง ผู้เริ่มคนแรกคือ Jeff Pulver เขาเรียกมันว่า Blog-Tag: A Game for a Virtual Cocktail Party ตอนนี้มันขยายวงมาให้บล็อกเกอร์เมืองไทยได้ร่วมค็อกเทลปาร์ตี้เสมือนจริงนี่กันแล้ว (เครดิตจากบล็อก&lt;a href = http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=a-wild-sheep-chase&amp;month=01-2007&amp;group=4&amp;date=08&amp;blog=1 target=_blank&gt;พี่ grappa&lt;/a&gt;)

เอาล่ะ 5 เรื่องลับๆ แต่เปิดเผยได้ของเรามีอะหยังกันบ้าง ไปเบิ่งโล้ดดดดด

1. สมัยประถม เราเป็นเด็กเนิร์ดแบบครบสูตร ใส่แว่นตั้งแต่ ป.สาม นอกจากกระเป๋านักเรียนใบตุงแล้ว ยังจะต้องมีกระเป๋าหิ้วอีกใบ เอาไว้ใส่หนังสืออ่านเสริม เป็นเด็กเรียนเก่งแบบโคตรๆ มีประกาศนียบัตรสะสมเกือบ 20 ใบ ตอนจบ ป.หกสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับสองของโรงเรียนอีกต่างหาก

2. สมัยโน้นนนนนน ที่ยังมีเคเบิ้ลของไทยสกายทีวี มีเกมชิงรางวัลใหญ่มาก คำถามประมาณว่าให้บอกชื่อเพลงที่ฟังแล้วโรแมนติก หรือน่ารัก หรืออะไรซักอย่างแนวๆ นี้ เราก็เลยโทรไปหลังไมค์ ตอบว่า Tonight, tonight ของฟักทองบด Smashing Pumpkins นั่นแหละ พร้อมเหตุผลแถๆ อะไรซักอย่าง ปรากฏว่าชนะได้ของรางวัลด้วย ของรางวัลที่ว่าคือ CD single Boxset ของ Nirvana

3. เรามีชื่อภาษาปกากะญอสามชื่อ (เขียนอย่างนี้ป่าวหว่า) ได้มาตอนไปค่ายสร้างที่หมู่บ้านกะเหรี่ยง สองชื่อแรก ได้มาตอนไปออกค่ายที่แม่ฮ่องสอน ชื่อแรกชื่อ เตตาดุ ชื่อนี้ให้พ่อกับแม่ตั้ง เพราะอยากได้ชื่อที่แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ อะไรประมาณนั้น แต่น้องสาวแม่ ซึ่งอยู่บ้านข้างๆ บอกว่าชื่อนี้แปลว่าเสียงใหญ่ ก็เลยให้เปลี่ยนดีกว่า ว่าแล้วก็เลยได้ชื่อ ทอเนมู แปลว่า สูงกว่าฟ้า (ยิ่งใหญ่ไหมล่ะ) ส่วนชื่อที่สามได้มาตอนไปออกค่ายที่ตาก ค่ายนี้เป็นกรรมการค่าย แล้วอยู่โครงเด็กอีกต่างหาก เด็กๆ ที่โรงเรียเลยตั้งชื่อให้ว่า พะกะแน แปลว่า ผึ้ง เพราะว่าเราขยันทำงานเหมือนผึ้ง

4. หนังโป๊เรื่องแรกที่ได้ดู เป็นของค่าย Private ชื่อ Private Triple XXX volume ที่เท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เห็น X เยอะขนาดนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะ Hardcore ขนาดไหน เปิดเรื่องมาก็เจอ Foursome เข้าไปเต็มๆ แถมยัง outdoor อีกต่างหาก ม้วนนี้ (ยังเป็นวิดีโออยู่เลย) มีตั้งแต่หนึ่งหญิงหนึ่งชาย หนึ่งหญิงสองชาย หนึ่งหญิงสามชาย........................ เอ่อ เอาเป็นว่าพอแล้วละกัน เริ่มจะติดเรตแล้ว

5. อยากจะร้องเพลงที่กำลังได้ยินอยู่นี้ในวันแต่งงาน

ส่วนห้าคนต่อไปนี้ คือรายชื่อคนโดน Tag เล่าเรื่องลับๆ 5 เรื่องของตัวเองมาเลย

&lt;a href="http://natnfl.blogspot.com" target="_blank"&gt;natnfl&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://lukasti.blogspot.com" target="_blank"&gt;lukasti&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://ksamphan.blogspot.com" target="_blank"&gt;ksamphan&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://epsie.wordpress.com/" target="_blank"&gt;epsilon&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://sakunasaesung.blogspot.com/" target="_blank"&gt;sakunasaesung&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116831514011352672?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116831514011352672/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116831514011352672&amp;isPopup=true' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116831514011352672'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116831514011352672'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2007/01/tag.html' title='โดน Tag กับเขาบ้างแล้ว'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116798292601476859</id><published>2007-01-05T14:42:00.000-08:00</published><updated>2007-01-04T23:42:06.030-08:00</updated><title type='text'>สวัสดีปีหมู</title><content type='html'>&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#ffff00;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#ff9900;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;HAPPY NEW YEAR&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116798292601476859?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116798292601476859/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116798292601476859&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116798292601476859'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116798292601476859'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='สวัสดีปีหมู'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116652108277530929</id><published>2006-12-19T16:35:00.000-08:00</published><updated>2006-12-19T03:28:59.586-08:00</updated><title type='text'>ไหนดูซิ โพสรูปได้หรือยัง</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.mychemicalromance.com/themes/mcr/images/press/mcr_press3.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.mychemicalromance.com/themes/mcr/images/press/mcr_press3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;a href="http://www.mychemicalromance.com/themes/mcr/images/press/mcr_press2.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.mychemicalromance.com/themes/mcr/images/press/mcr_press2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;
&lt;strong&gt;โอ้ววววววว โพสได้แล้ววววววววว

welcome to the black parade again!!!!!!&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116652108277530929?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116652108277530929/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116652108277530929&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116652108277530929'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116652108277530929'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='ไหนดูซิ โพสรูปได้หรือยัง'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116451092445500583</id><published>2006-11-26T10:06:00.000-08:00</published><updated>2006-12-19T01:41:28.496-08:00</updated><title type='text'>Sigma 70-300 APO DG macro กับ Thesis Proposal</title><content type='html'>หลังจากที่วันสอบ proposal ต้องล่าช้าไปมากกว่าที่ใจคิด ทำให้แผนที่จะซื้อ Sigma 70-300 APO DG macro ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ตอนแรกตั้งใจว่า จะซื้อเจ้า Sigma เป็นรางวัลให้ตัวเองหลังจากสอบ proposal แล้ว ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้รีบทำ proposal ให้เสร็จเร็วๆ แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากตัวเองทั้งน้านนนนน) กับความแร่ดอยากได้เจ้า Sigma มาผสมพันธ์กับหนอนน้อย Canon เร็วๆ จึงขอลัดคิวควักแบงค์พันแปดใบจากกองทุนที่สะสมไว้เพื่อสร้างอนาคต (แต่ดูเหมือนนับวันมันจะร่อยหรอลงไปทุกที) มาถอยเจ้า Sigma ในที่สุด

Sigma 70-300 APO DG macro คืออะไร มันก็คือเลนส์กล้องยี่ห้อ Sigma มีระยะซูมในช่วง 70-300 mm ขนาดรูรับแสง F4-5.6 และถ่าย macro ได้ด้วย (การถ่ายภาพชนิดใกล้มากกกกก เช่น แมลง เกสรดอกไม้ และวัตถุขนาดจิ๋วๆ) นับจากวันที่ถอยหนอนน้อย Canon 350D มาเมื่อเดือนมิถุนายน ก็นับรวมได้เกือบครึ่งปีแล้วที่ปลุกปล้ำอยู่กับเลนส์ kit เพียงตัวเดียว (เลนส์ที่ขายพ่วงมากับกล้อง kit ของ 350D มีระยะซูมในช่วง 18-55 mm ขนาดรูรับแสง F3.5-5.6) โดยที่ไม่เคยได้ถอดเลนส์ออกมาเปลี่ยนให้สมกับที่เป็นกล้อง DSLR เลย (DSLR คือ Digital SLR คือกล้องดิจิตอลที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้เหมือนกล้อง SLR แบบฟิล์มนั่นแหละ)

ก่อนจะฟันธงกับเจ้า Sigma ก็ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าเลนส์ตัวนี้เป็นอย่างดี (นี่แหละ ที่ทำให้ proposal ล่าช้า) อย่างแรก มันเป็นเลนส์ในช่วงเทเล (สามารถถ่ายซูมวัตถุที่อยู่ไกลๆ ได้) ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะเข้ากับลักษณะการถ่ายรูปของเรา ที่ชอบซูม หรือชอบถ่ายภาพทีเผลอของคน อย่างที่สอง เห็นภาพในเน็ตจากเลนส์ตัวนี้ ก็สวยใช้ได้ และอย่างสุดท้าย (ซึ่งสำคัญที่สุด) นั่นคือมันราคาถูกมาก (เมื่อเทียบกับเลนส์ในช่วงเดียวกัน) และให้ภาพคุ้มเกินราคา

นั่นแหละ จึงได้ตัดสินใจถอยเจ้า Sigma มาคู่กับหนอนน้อยเมื่ออาทิตย์ก่อน วันแรกก็ลองไปส่องไฟที่ข้าวสาร ด้วยความที่ยังไม่ชินเลนส์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลากลางคืน (ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเจ้า Sigma ตัวนี้ กล่าวคือจะโฟกัสวืดวาดในที่ที่แสงน้อย) ก็เลยได้ภาพเสียปนกับภาพดีในสัดส่วนที่เยอะมาก

ถัดมาอีกไม่กี่วัน เราก็ได้วันสอบ proposal พอดี ซึ่งเราก็เตรียม power point และเอกสารต่างๆ เอาไว้พร้อมกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ในช่วงรอวันสอบนี้เอง ก็เลยหาโอกาสไปลองเจ้า Sigma อีกครั้ง คราวนี้เลือกไปที่เขาดิน ซึ่งเป็นครั้งที่สองที่เราไปเขาดินเพื่อไปถ่ายรูป คราวก่อนมากับหนอนน้อยและเลนส์ kit ทำให้ถ่ายสัตว์ได้ไม่จุใจเท่าไหร่ เพราะซูมยังไงก็ห่างไกลกันเหลือเกิน แต่วันนี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทั้งนี้เพราะเราจับ Sigma มาผสมพันธ์กับหนอนน้อย ก่อเกิดเป็นปืนกระบอกยาว ที่ส่องไกลได้ทะลุทะลวงมากๆ

ไล่ไปตั้งแต่ช้างสามเชือก อูฐยืนฉี่ ฝูงฟลามิงโก เสือขาว ยีราฟคอยาว ม้าลายกับอีกา หรือแม่มะลิกับลูก ล้วนเสร็จเราหมดสิ้น คราวนี้ภาพเสียกับภาพสวยก็ยังมีปะปนกัน แต่ภาพสวยเริ่มมีสัดส่วนแซงหน้าแล้ว และขอบอกว่า “สวยสัตว์ๆ” (เพราะมันเป็นสัตว์นี่นา) นอกจากนั้น ดอกไม้หลายดอกก็ตกเป็นเหยื่อ macro ของเรา ซึ่งทำให้เกิดหลงใหลเสน่ห์ macro อย่างบอกไม่ถูก

ส่วนวันศุกร์ที่ผ่านมา เราก็สอบ proposal ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ หนทางวิทยานิพนธ์ของเรายังเหลืออีกยาวไกลนัก เฮ้ออออออ คิดแล้วเหนื่อย

ปล. เนื่องด้วยความห่วยของ blogspot เลยทำให้โพสรูปไม่ได้ซักที ก็เลยถือโอกาสนี้เปิดบล็อกใหม่ซะเลย เข้าไปชมกันได้ที่นี่ครับ &lt;a href="http://pickmegadance2.blogspot.com"&gt;http://pickmegadance2.blogspot.com&lt;/a&gt;

ปล.2 ลบลิงก์ข้างบนทิ้งไปแล้วอ่ะ แบบว่าเป็นโรคจิต และขี้เกียจอธิบายเหตุผล&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116451092445500583?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116451092445500583/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116451092445500583&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116451092445500583'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116451092445500583'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/11/sigma-70-300-apo-dg-macro-thesis.html' title='Sigma 70-300 APO DG macro กับ Thesis Proposal'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116365145393710890</id><published>2006-11-16T11:23:00.000-08:00</published><updated>2006-11-15T20:30:53.970-08:00</updated><title type='text'>FAT Fest 6 ภาคจบบริบูรณ์</title><content type='html'>หลังจากเตรียมตัวกันไปแล้วเมื่อบล็อกก่อน ในบล็อกนี้จะพาตะลุยงาน FAT Fest 6 กันเสียที ถือว่าเป็นบล็อกปิดท้ายไตรภาคแฟตเฟสไปในตัวเลย

&lt;strong&gt;เสาร์ 11 พฤศจิกายน 2549&lt;/strong&gt;

เริ่มต้นมาก็ผิดพลาดเสียแล้ว เริ่มจากกะเวลาออกจากบ้านผิด รอรถก็นาน เลยโทรไปบอก 009 ให้เดินทางไปก่อนเลย เดี๋ยวจะรีบบึ่งรถฟรีตามไป ไปถึงจตุจักรประมาณบ่ายโมง รถพาไปงานแฟตฟรีอยู่ตรงไหนหว่า ในวิทยุก็บอกว่าจะมีออกทุกๆ สิบนาที ไอ้เราก็รอ ร้อ รอ ซะจนอ่อนใจ เพราะผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถจะมา ไอ้ที่นั่งสุมๆ กันตรงป้ายก็น่าจะเป็นเด็กแฟตกันทั้งนั้น แล้วก็เดาไม่ผิด เพราะรถมาถึงตอนบ่ายสองโมง ชาวแฟตแถวนั้นก็พร้อมใจกันวิ่งตามรถฟรี ชนิดที่แทบจะกระโดดขึ้นตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทด้วยซ้ำ ที่กวนโมโหอีกก็คือ ก่อนจะขึ้นรถ ผู้ชายที่ท่าทางเหมือนจะเป็นลูกจ้างของสปอนเซอร์ก็กล่าวว่า

“เฉพาะผู้ที่มีโทรศัพท์…….. เท่านั้นนะครับ”

อ่าว ไหนดีเจบอกว่า ให้โชว์บัตรแฟตไม่ใช่เหรอ (จะให้กูมารอเหงือกแห้งทำไมเนี่ยะ เสียเวลานะโว้ยยยยย)

“ถ้ามากับเพื่อน เพื่อนมี……..ก็ไปได้แล้วครับ”

ว่าดังนั้น ทุกคนก็พร้อมใจจะเป็นเพื่อนที่มาด้วยกันทันที (ซึ้งใจมากกกกกกกกก เพราะมีชาวแฟตหลายคนเลยชูโทรศัพท์……..ขึ้น แล้วบอกว่ามาด้วยกันหมดเลย) แล้วก็กรูกันไปขึ้นรถ โดยที่เจ้าหน้าที่แม่งไม่ได้ตรวจอะไรซักอย่าง

ไปถึงชาเลนเจอร์ฮอลล์ตอนบ่ายสาม แน่นอนว่าพลาดโชว์แรกที่อยากดูไปแล้ว (ญารินดา) ก็เลยเดินชิวๆ ไม่รีบร้อนอะไร เข้าไปก็ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของสถานที่มาก แล้วก็ต๊กกะใจยิ่งกว่า เมื่อเห็นแถวผู้ชายต่อกันยาวเหยียด (ส่วนแถวผู้หญิงสั้นจิ๊ดเดียว) แต่ที่ต๊กกะใจที่สุดคือ เขาปล่อยแถวเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยอ่ะ แบบตอนแรกนึกว่าจะนานกว่านี้ แถมการตรวจร่างกายก็โอเคเลยทีเดียว ถือว่าสอบผ่าน

หลุดเข้ามาในงานได้แล้ว อุแม่เจ้า!!!! อะไรมันจะกว้างขวางขนาดนี้ เดินเหวอๆ อยู่พักนึง ก็ลุยเข้าไปในตลาดเขาวงกตก่อนเลย ตอนแรกกะว่าจะสำรวจตลาดก่อน แต่เดินวนไปวนมา เริ่มรู้สึกว่าแผนนี้ไม่เวิร์ค เพราะหลงทางอยู่ในนั้น เลยเปลี่ยนใจ ไม่สำรวจตลาดแล้ว แต่เริ่มช้อปรายการซีดีที่เตรียมมาเลยดีกว่า ตอนนั้นอยู่ตรงบูธ No more belts ส่วนบูธข้างๆ พี่บอยตรัยกำลังนั่งเซ็นหนังสือ ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว ไอ้เราก็ชะเง้อที่บูธ No more belts อยู่เป็นนาน ไม่เห็นมีหนังสือขายเลย สอบถามได้ความว่า ต้องไปซื้อหนังสือที่บูธ a day ซึ่งอยู่ในโซนขายหนังสือ แถมหนังสือยังมีจำนวนจำกัดอีกต่างหาก ว่าแล้วเลยรีบแจ้นไปหาบูธ a day แล้วก็โชคดีโคตรๆ อยู่ๆ ก็เดินเจอ เลยรีบหยิบไปจ่ายเงินเลยสองเล่ม (เพื่อนฝากซื้อหนึ่งเล่ม) แล้วก็รีบเดินกลับมาขอลายเซ็นต์พี่บอยที่บูธ

ถึงตอนนี้จึงรู้ว่า แผนที่ที่ได้มาไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะมันเขาวงกตสมชื่อจริงๆ คือบางทีจะเดินออก ยังไปเจอทางตันเลยอ่ะ บูธบางบูธต้องใช้เวลาหานานมาก (อย่างบูธของ Dry Flowers ที่มีรายการซีดีที่อยากได้อยู่สองแผ่น) บางบูธก็เจอแล้วเจออีก (smallroom นี่เดินยังไงก็เจอ) โซนของเบดรูมก็มีเดินแว้บๆ เข้าไปหน่อย แต่ดูโหรงเหรงมากๆ

เดินโง่ๆ งงๆ อยู่พักใหญ่ (พร้อมจำนวนซีดีที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วพอๆ กับเงินในกระเป๋าที่หายไป) ก็สมควรแก่เวลาไปดูคอนเสิร์ตได้แล้ว

เวทีปีนี้หาง่ายดี ไม่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย เหลือบดูตารางโชว์ คิวต่อไปที่อยากดูอยู่ที่เวทีนรก คือ Black Belts จากค่าย no more belts ประกอบไปด้วย Moon กับ Morning Surfers วงแรกเพิ่งจะมีเพลงส่งมาที่แฟตเพลงเดียว แต่คนรู้จักเยอะเพราะว่าตานักร้อง เป็นคนร้องนำหลายๆ เพลงของ Sleeper 1 ตอนแรกนึกว่าโชว์ของวงนี้จะง่วงๆ ช้าๆ (เพราะเพลงเปิดตัวเป็นเพลงช้า) ที่ไหนได้ ร็อกหนักแน่นมากเลย เสียงร้องเริ่ดมาก ส่วน Morning Surfers เป็นครั้งแรกที่ได้ดูโชว์ของวงนี้ แล้วก็ประทับใจมาก เพราะเล่นได้แบบมันจริงๆ พอ Morning Surfers เล่นเสร็จ ก็ต่อด้วยวงในตำนานอย่าง Siam Secret Service (ที่มาแบบพ่วง อะไรจ๊ะ กับ อพาร์ตเม้นท์คุณป้า) แต่ต้องขอบาย เพราะว่าไม่ได้เป็นแฟนเพลงวงเหล่านี้เท่าไหร่ แถมมีตารางจะต้องไปดู Basket Band เลยแว้บไปที่เวทีอเวจีเลย (ซึ่งทั้งนรกและอเวจีนี่ร้อนตับแตกพอๆ กัน)

ไปถึงก็มีวงอะไรก็ไม่รู้เล่นอยู่ นั่งดูอยู่ซักพัก Basket Band ก็ยังไม่ได้ขึ้นเล่น เลยกลับเข้าไปตากแอร์ข้างใน โต๋เต๋อยู่พักใหญ่ ก็กลับมาตอนที่ Basket Band จะเล่นพอดี วันนี้ทางวงเอาเพลงจากอัลบั้มใหม่ (ที่ทำยังไม่เสร็จ) มาเล่นให้ฟังกัน บรรยากาศกร่อยเล็กน้อย เพราะเป็นเพลงที่คนยังไม่รู้จัก ระบบไฟมีปัญหา ไมค์นักร้องเสียงเบามาก เพลงที่สามจึงเริ่มเข้าที่ ทางวงเล่นเพลงที่ (น่าจะ) ดังที่สุดอย่าง “คำตอบ” และปิดท้ายด้วยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มใหม่ “พราว” สองเพลงหลังเป็นเพลงที่ชอบมากๆ และทำให้ลืมความหงอยในช่วงแรกไปเลย (หวังว่าจะมีตังค์ทำอัลบั้มใหม่ให้เสร็จนะครับ) ตอนนี้แยกกับ 009 อย่างสมบูรณ์แบบแล้วครับ (เหมือนมางานคนเดียวอีกแล้ว)

กลับเข้ามาตากแอร์ข้างใน ตอนนี้ตั้งใจว่าจะต้องหาอะไรยัดใส่ท้องเป็นการด่วน เพราะว่าจะต้องไปสิงสถิตอยู่ที่เวทีนรกตั้งแต่หกโมงครึ่ง (และคาดว่าจะออกมาอีกทีตอนสามทุ่มครึ่ง) เดินไปต่อคิวซื้อข้าวหน้าเป็ด MK (เหตุผลเพราะว่าไม่ต้องแลกคูปอง ซึ่งแถวคูปองก็ยาวมากกกกกก) รออยู่นานเพราะกำลังหุงข้าวอยู่ ซักพักใหญ่ๆ เขาก็เอาข้าวกล่องของ Yayoi ซึ่งขายอยู่ข้างๆ (เห็น 009 บอกว่ามันเป็นของ MK เหมือนกัน) มาเพิ่ม ไอ้เราก็เปลี่ยนแถวไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่ไปยืนรอหยิบข้าวกล่องนั้น หม้อหุงข้าวหน้าเป็ด MK ก็เปิดออก ก่อนที่ทัพพีจะโกยข้าวใส่กล่องอย่างรวดเร็ว โอ้ววววว กูต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 21 บาทหรือเนี่ยะ (แต่ข้าวกล่อง Yayoi อร่อยดีอ่ะ อิ่มด้วย)

กิน กิน กิน แบบยัดๆ ใส่ปาก เพราะดูเหมือน Saliva Bastards กำลังจะเล่นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว ตอนนั้นรสชาติไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ (แต่มันอร่อยจริงๆ นะ) พอหมดก็รีบแจ้นไปลงนรกทันที

Saliva Bastards เริ่มเล่นไปหน่อยนึง คือดูวงนี้เล่นแล้วก็แบบว่า โอ้โหหหหหหห ไม่เคยได้ฟังเพลงของวงนี้มาก่อนเลย แต่ดูเล่นสดแล้วก็ชอบเลย เล่นดีมากกกกกกก มีเสน่ห์แบบแปลกๆ อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน แต่ชอบจริงๆ (อัลบั้มก็เริ่ดมากกกกกกก อย่าลืมซื้อหามาฟังกัน)

ต่อด้วย Lemon Soup (ดูครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม) ดูไปดูมาก็โอเคขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ แต่ว่าไม่ได้พิสวาทเท่าไหร่ ก็เลยเหมือนเป็นการวอร์มอัพก่อนไปเจอกับวงต่อไป

นั่นก็คือ Slur (กรี๊ดดดดดดด) คนที่เริ่มแน่นตั้งแต่ Lemon Soup พอถึงคิวของ Slur ก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนต่อไหน แน่นไปหมด (แต่ยังมีโชว์ที่คนแน่นกว่านี้อีก) อยากจะบอกว่าดู Slur ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ และเป็นครั้งที่ประทับใจที่สุด อย่างที่ได้เคยบอกไว้ในบล็อกก่อน ว่างานนี้น่าจะเป็นที่ทางของวงมากที่สุด และอารมณ์ร่วมน่าจะพุ่งปรี๊ด ซึ่งก็ปรี๊ดปรอทแตกมากๆ คนร้องตามกันกระหึ่ม (ขนาดเพลงที่ไม่ได้เป็นเพลงโปรโมต คนยังร้องตามกันเพียบเลยอ่ะ) ถึงตอนนี้ก็โยกแบบข้าไม่ค่อยได้สนใจใครแล้ว (เริ่มชินกับการดูคอนเสิร์ตคนเดียวยังไงไม่รู้) มันสุดยอด ยกให้เป็นโชว์ที่สุดเหวี่ยงที่สุดที่ได้ดูในวันแรกไปเลย

Goose ขึ้นเล่นเป็นวงต่อมา คนออกไปเยอะมาก เลยรีบพุ่งไปข้างหน้า Goose เล่นหลายเพลงมาก และซาวด์ก็อื้ออึงมาก คือได้ยินแต่เสียงกลอง กับเสียงแตกของกีต้าร์ แต่ไม่ได้ยินเสียงกีต้าร์เลย ดู Goose คราวนี้เลยรู้สึกทรมานตัวเองยังไงไม่รู้ คือกูจะต้องทนเมื่อยเพื่อฟังอะไรไม่รู้เรื่องอย่างนี้ด้วยหรือเนี่ยะ

ปิดท้ายโชว์ของวันแรกด้วย Diva International ที่ติดใจมาจาก myspace วงนี้มาจากเยอรมัน นักร้องนำท่าทางแร่ดได้ใจมากๆ กรีดกรายนิ้วได้แบบสุดๆ จริง ดนตรีเล่นกันแน่นดี แต่แอบรู้สึกว่ายังไม่โดนใจเท่าที่คาดหวังเอาไว้ เพราะตอนฟังใน myspace นี่ชอบมากๆ คิดว่าเล่นสดน่าจะมันกว่านี้ ไม่รู้เป็นเพราะว่าคนดูโหรงเหรงแบบสุดๆ ด้วยหรือเปล่า อารมณ์ร่วมเลยไม่ค่อยมี (แต่ได้ซีดีของวงนี้พร้อมลายเซ็นต์ด้วย เจ๋งสุดๆ)

&lt;strong&gt;อาทิตย์ 12 พฤศจิกายน 2549
&lt;/strong&gt;
วันนี้จะต้องไม่พลาดแบบเมื่อวาน ว่าแล้วผู้ที่มีใบขับขี่ยังไม่ครบหนึ่งปี แถมยังไม่ชินเส้นทางแถวเมืองทองอีกต่างหากอย่างเจ้าของบล็อก เลยขับรถบึ่งไปเองเลย ซึ่งก็ทำเวลาได้ดีมาก เพราะว่าไปถึงชาเลนเจอร์ฮอลล์ประมาณบ่ายโมงครึ่ง วันนี้ตั้งใจจะมาดูคอนเสิร์ตเป็นหลัก ส่วนซีดีก็ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อ เพราะเมื่อวานเสียเงินไปมหาศาล (แต่ก็ยังอุตส่าห์กดเงินเตรียมมาอีกพันนึง)

หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่แปปนึง ก็เข้าไปนั่งแป้นแล้นอยู่ที่เวทีสวรรค์เพื่อดู Euphoria อยากจะบอกว่าการแสดงของ Euphoria น่าประทับใจมากกกกกกกกกกกกก พลังอัดแน่นท้วมท้นจนแทบจะทะลักออกไปข้างนอก สามหนุ่มปล่อยลีลากันสุดฤทธิ์ ดนตรีของ Euphoria คือบทพิสูจน์ว่า ดนตรีคือภาษาสากลอย่างแท้จริง เพราะขณะนั่งดูอยู่นั้น จู่ๆ อารมณ์ตื้นตันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมา จนเกือบจะทะลักออกมาเป็นน้ำตาเลย ดูเสร็จก็รีบแจ้นไปที่บูธของ Luxi จ่ายเงินซื้อแผ่น Euphoria ทันที ว่าแล้วก็เลยถามพี่คนขายที่บูธว่า Euphoria จะมาแจกลายเซ็นต์ไหม เขาก็บอกว่ามาบ่ายสามโมง ไอ้เราก็เลยไปดูการแสดงของคนอื่นจนเพลิน กลับมาที่บูธ Euphoria มาแจกลายเซ็นต์แล้ว แถวยาวมาก แถมอัลบั้มเต็มก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว (เหลือแต่ Ep. ที่อยากได้เหมือนกัน แต่ตังค์ไม่พอแล้ว) ด้วยความขี้เกียจต่อแถว ก็เลยไปเดินโต๋เต๋ที่อื่นก่อน แล้วก็เผลอเข้าไปดูเวทีโน้นนี้ จนลืม Euphoria ไปเลย กลับมาอีกทีตอนห้าโมงกว่า พี่คนขายบอกว่า เขาไม่มาแล้วน้อง แป่วววววว

กลับมาเรื่องคอนเสิร์ตต่อละกัน หลังจากดู Euphoria เสร็จ และซื้อแผ่นเรียบร้อยแล้ว ก็รีบบึ่งไปที่เวทีโลก (ทั้ง 009 และโบตรัยอยู่ที่เวทีนี้ แต่นั่งแยกกัน) ดูสองเพลงสุดท้ายของพี่บอยตรัย คนเยอะมาก แต่ก็ไม่ถึงกับแน่น ยังมีนั่งดูกันชิวๆ พอให้หอมปากหอมคอ พี่บอยตรัยเล่นเสร็จก็เป็นคิวของละอองฟอง แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเสียงร้องของวงนี้เท่าไหร่ ก็เลยออกไปเดินในเขาวงกตแปปนึง พอดีโบตรัยออกไปเอาเสื้อแฟนคลับหรืออะไรซักอย่างของพี่บอย ก็เลยแยกกันไป ว่าแล้วก็กลับไปที่เวทีโลก เพราะว่าวงต่อไปที่จะขึ้นเล่นคือ Sqweez Animal กลับมาตอนละอองฟองเล่นเพลงสุดท้าย มีคัตโตะจากลิปตามาร่วมแจมด้วย ดูไปดูมาก็ดีกว่าที่คิดแฮะ ส่วน Sqweez Animal มาเร็วไปเร็วยังไงไม่รู้ รู้สึกว่าเล่นเพลงน้อยไปหน่อย แต่ก็ดีใจมากที่ได้ฟัง “ฉันไม่เหงา” แบบสดๆ เป็นครั้งที่สอง เพลงนี้ฟังกี่ทีก็จี๊ดใจทุกที

พอ Sqweez Animal เล่นเสร็จ ก็รีบแจ้นออกไปที่เวทีนรก เพื่อดู Slot Machine ตอนแรกไม่คิดว่าคนจะเยอะ ที่ไหนได้ ทะลักทลายมากกกกก คนแน่นชนิดต้องไหลตามกันไปเท่านั้น ก็เลยไหลตามเข้าไปจนเกือบถึงที่คุมเสียง Slot Machine ปิดท้ายด้วยเพลง “ผ่าน” ซึ่งสุดยอดมากจริงๆ คนร้องกันกระหึ่มมาก พอเล่นเสร็จปุ๊ป คนก็ไหลออกปั๊ป วงต่อไปที่ขึ้นเล่นชื่อ Knock the Knock แต่ไม่รู้จักวงนี้เลย (รู้อย่างเดียวว่าเมื่อก่อนวงนี้คือวง Lucy Suicide ที่รู้จักอยู่เพลงเดียวคือ กลางวันที่หายไป) แถมดูเวลาแล้ว จะต้องกลับมาสิงสถิตอยู่ในนรกอีกนาน เลยกลับเข้าไปเติมพลังท้องดีกว่า (ตอนนี้กลับมาเจอโบตรัยอีกครั้ง ส่วน 009 ยังไม่เจอหน้ากันเลย)

แล้วก็เหมือนเมื่อวานเป๊ะ คือพุ่งเข้าไปที่ข้าวหน้าเป็ด MK ก่อนเลย แต่วันนี้ไม่ต้องรอคิวเหมือนเมื่อวาน เพราะว่าบรรจุใส่กล่องมาเรียบร้อย แกะกล่องกินด้วยความหิวโหยอย่างรวดเร็ว เพราะว่าอยากจะรีบกลับนรกไปดู Paradox แต่เห็นปริมาณคนมหาศาลแบบมหาศาลสุดๆ คือล้นเข้ามาถึงข้างใน ก็เลยยอมตัดใจ นั่งพักกินข้าวเอาแรงดีกว่า ว่าแล้วก็เลยซัดข้าวกล่อง Yayoi เพิ่มอีกกล่อง (แบบเดียวกับเมื่อวานเป๊ะ ทั้งที่มันมีให้เลือกตั้งหลายแบบ) กินเสร็จแทบจะจุกคาชาเลนเจอร์ฮอลล์ เอาวะ อย่างน้อยค่ำคืนนี้ก็ถึงไหนถึงกัน

แว้บๆ ไปทางเข้านรก ได้ยินเพลง “นักมายากล” แว่วๆ มา แสดงว่า Paradox ยังเล่นไม่เสร็จ แต่ดูท่าทางจะมันสุดเหวี่ยง ตอนนี้กะว่าพอ Paradox เล่นเสร็จ คนน่าจะทยอยออกกันเยอะ (จะได้แทรกตัวเข้าไปใกล้ๆ เวที) ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาอีกที ก็เลยเอาซีดีที่ซื้อวันนี้ไปเก็บที่รถ (อืมมม ขับรถไปมันดีอย่างนี้นี่เอง) เพราะคิดว่า ถ้าไม่ต้องถือของ คงจะดูคอนเสิร์ตแบบสุขสุดๆ แน่ๆ (แล้วก็สุขสุดๆ จริงๆ คือไม่เมื่อยนิ้วเหมือนทุกทีอ่ะ)

กลับมาตอน Rivermaya เล่นไปได้หน่อยแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่ค่อยมีคนดู Rivermaya เท่าไหร่ เพราะเป็นศิลปินต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าผิดคาด เพราะว่าวงนี้เล่นได้มันสาดดดดดดดดดดดด คนโดดกันฮึ่มเลย เล่นมันโคตรๆ เพลงสุดท้าย มีนักร้องนำของ Ebola มาแจมด้วย

พอ Rivermaya เล่นเสร็จ คนเดินออกเยอะเหมือนกัน แต่คนเดินเข้าเยอะยิ่งกว่า ก็เลยพยายามไหลตามกระแสคนเข้าไปให้ใกล้เวทีอีกนิด โชคดีที่เข้ามาตั้งแต่ Rivermaya ก็เลยเขยิบเข้าไปได้เยอะพอสมควรทีเดียว ที่คนไหลมามากนี่เพราะว่าตารางโชว์วงต่อไปได้แก่ Big Ass ซึ่งเขาก็ประกาศแล้วว่าวันนี้มาเล่นไม่ได้ เพราะว่าพี่กบมือกลองมีปัญหาสุขภาพ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่รู้เข้ามาเยอะทีเดียว

ส่วนโชว์ที่มาแทน Big Ass นี่ต้องเรียกว่ากล้าจริงๆ เพราะคือทีมนักแสดงจากเรื่องเก๋า ซึ่งประกอบไปด้วย โจอี้บอย สองพาราดอกซ์ และโป้โยคี (นอกนั้นก็มีโบ โอโซน ที่ไม่ได้แนวเข้าพวกเลย) แต่งองค์ทรงเครื่องกันแบบครบครันมากๆ มาถึงก็บรรเลงเพลง อาบาอาบีอาโบอาเบ (เพลงในหนังอ่ะ ไม่รู้ชื่อเพลงเหมือนกัน) ที่เด็ดคือเป็นการลิปซิงค์ทั้งวง ทั้งคนร้องคนเล่น โดยเฉพาะพี่สองนี่เน้นโพสท่ามากๆ ขนาดท่อนที่เสียงเบสเด่นมากๆ พี่แกยังแอ๊กท่าเฉยเลย

จบเพลงปุ๊บ ก็เดินกลับปั๊ป (สงสัยว่าจะใช้เวลาแต่งตัวนานกว่าขึ้นแสดงซะอีก) แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือ Flure ซึ่งท่าทางว่าเป็นขวัญใจเด็กแฟตมาก (ในเว็บของแฟต Flure คือศิลปินที่มีความหนาแน่นของผู้ชมมากที่สุด) แต่ท่าทางว่าของดีจะต้องรอนาน เพราะว่าเซ็ตเครื่องกันนานมากกกกก ถึงตรงนี้ ก็ขอบ่นหน่อยว่าปีนี้ใช้งานดีเจน้อยไปหน่อยหรือเปล่า คือปีก่อนๆ ระหว่างรอเซ็ตเครื่อง ก็จะมีดีเจมาคุยโน่นนี่ ทำให้ไม่เบื่อเกินไปนัก แต่นี่เห็นออกมาแป๊ปๆ พูดเสร็จก็กลับเข้าไปปล่อยให้รอกันหงอยๆ อย่างนั้นแหละ (เหมือนว่าจะเป็นทุกเวทีด้วยนะ) แถมนรกตอนนี้ก็นรกสมชื่อจริงๆ เพราะร้อนสาดดดดดดดด ลมไม่กระดิกซักแอะ แถมคนเบียดกันมาชนิดที่แทบจะได้เสียกับคนข้างหน้าเลย

แต่ทันทีที่ Flure เดินออกมา เสียงกรี๊ดถล่มทลายก็เปลี่ยนนรกให้กลายเป็นสวรรค์ พลังงานล้นปรี่ถูกขับเคลื่อนผ่านเสียงดนตรีของพวกเขา คนร้องตามกระหึ่มแบบสุดๆ ของสุดๆ ตอนนี้อยากจะลงไปกราบตีนคิวซักรอบ เพราะพลังล้นเหลือจริงๆ (ไอ้เราแค่ร้องตามยังเหนื่อยแทบตาย) มือกลองผู้หญิงที่มาตีแทนเอิร์ธชื่อจุก ตีได้หนักหน่วงดีแท้ เผอิญว่าตำแหน่งที่ยืนอยู่นั้นมองไม่ค่อยเห็นมือกลอง เลยไม่ค่อยเห็นลีลา (เห็นแต่มือกับหัว) แต่ก็คาดว่าน่าจะมันสุดๆ เหมือนกัน ที่เซอไพรส์สุดๆ น่าจะเป็นการขึ้นเวทีร่วมกันระหว่าง Flure กับป้าอรอรีย์ (ที่เหมือนแม่บ้านชาวญี่ปุ่นหน้าจืดๆ มากกกกก) และร้องเพลง “มีเธอ” ซึ่งเป็นเพลงพิเศษสำหรับงานแฟตครั้งนี้ แต่ป้าอรมาเพลงเดียวจริงๆ จบปุ๊ปก็เดินกลับปั๊ป Flure ปิดท้ายการแสดงสุดยอดเยี่ยมด้วย “ฤดูที่ฉันเหงา” ที่ขนลุกตั้งแต่โน้ตตัวแรกดังขึ้น

หลัง Flure เล่นเสร็จ คนหลั่งไหลออกไปชนิดที่อากาศไหลเข้ามาแทนแทบไม่ทัน ตอนนี้ก็เลยรีบพุ่งไปข้างหน้า ห่างจากรั้วกั้นข้างหน้าไม่กี่แถวเอง Shitdisco จะขึ้นเล่นเป็นวงต่อไป วงนี้มาจากสก็อตแลนด์ ได้ฟังใน myspace แล้วท่าทางว่าจะมันใช่ย่อย เลยตั้งใจรอดูเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ติดเวทีมาก หรือเพราะเครื่องเสียงเริ่มห่วยอีกแล้ว แต่เสียงที่ออกมาอื้ออึงชนิดที่ Goose ต้องชิดซ้ายไปเลย แถมวงนี้บางทีก็เล่นเบสสองตัวซะด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซาวด์จะมึนตึ้บขนาดไหน แต่โชว์ของ Shitdisco บอกได้คำเดียวว่ามันสาดดดดดดดดดดดดด ทั้งๆ ที่ฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย สี่หนุ่มบนเวทีวาดลวดลายกันแบบเพี้ยนสุดกู่ แต่พลังล้นเหลือมาก มือกลองทั้งๆ ที่แขนเจ็บ แต่ก็บ้าดีแท้ มือเบสวงนี้ท่าทางบ้าพลังมาก เล่นซะเหงื่อโทรมกายเชียว (ที่รู้เพราะว่าไอ้หมอนี่มันถอดเสื้อเล่น) คนที่ดูเหมือนจะปกติน่าจะเป็นมือกีต้าร์ กับอาตี๋หน้าเอเชีย สองคนเท่านั้น (ซึ่งก็แอบคิดว่าไอ้สองคนนี่ก็คงไม่ปกติเท่าไหร่หรอก) ดูจบแล้วเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ซื้อซีดีของวงนี้เอาไว้ ตอนไปดู เห็นเหลืออยู่แผ่นเดียว แถมเป็นซิงเกิ้ล มีสามเพลง ราคาสองร้อยบาท (วงนี้ยังไม่มีอัลบั้มเต็มเป็นของตัวเองนะ) ก็เลยไม่เอา แถมพอดีตอนนั้น วง Loves ก็มาขายแผ่นเหมือนกัน เป็นซิงเกิ้ล สองเพลง หนึ่งร้อยบาท (แต่เป็นแผ่นไรท์อีกต่างหาก) ตอนแรกก็ว่าจะไม่เอาหรอก แต่คนขายเชียร์อยู่ได้ แถมแอบสงสารยายนักร้องผู้หญิง กลัวจะขายไม่ได้ ก็เลยควักตังค์ซื้อมาแผ่นนึง (ทั้งๆ ที่ไม่เคยฟังเพลง ไม่ได้ดูโชว์ของวงนี้เลย) ได้ลายเซ็นต์มาประดับกล่องด้วย (ตูจะเอามาทำไมฟะ) ยังดีที่เปิดมาแล้วเพลงของวงนี้เริ่ดมากกกกก ไม่อย่างนั้นน้ำตาคงจะเช็ดหัวเข่า

ต่อจาก Shitdisco ก็เป็น Futon ที่มากันแค่สี่คน (จีน โอ๋ ไซม่อน และบี) แล้วก็มีมือกีต้าร์ (จากอพาร์ตเม้นท์คุณป้าหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) มาช่วยเล่นอีกคน (มาตามอ่านในบอร์ดเลยรู้ว่าโมโมโกะ กับเดวิดออกจากวงไปแล้ว เศร้าอ่ะ) จีนแต่งตัวได้เริ่ดสะแมนแต๊นแต๋มากๆ รู้สึกว่า Futon จะลดความเป็นอิเล็กโทรลงไปเยอะมาก แล้วเพิ่มสัดส่วนความเป็นร็อกเข้ามาเต็มๆ ก็เลยรู้สึกว่าโชว์ของ Futon คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่เคยดู (แอบรู้สึกว่าความเปรี้ยวมันหายไปเยอะเลย) มีแขกรับเชิญพิเศษสองคนด้วย คือพี่ทวน เดย์ทริปเปอร์ กับเมธี โมเดิร์นด๊อก (โอ้ววววว ร็อกกันจริงๆ)

หลังจาก Futon ก็เป็น Silly Fools (ในวันที่ไม่มีพี่โต) เป็นวงปิดท้ายงาน แต่พลังงานหมดจนเกือบเป็นศูนย์ คอแห้งและหิวน้ำสุดๆ ถ้ายืนต่อไปคงจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น เลยออกจากนรกกลับเข้าไปตากแอร์ข้างใน สิ่งแรกที่ทำคือพุ่งเข้าไปหาน้ำเย็นกิน ปรากฏว่ามีแต่น้ำไม่ได้แช่ (ซึ่งมีอยู่แล้วในรถ) ก็เลยยอมทนหิวน้ำไปก่อน ตอนนี้เมื่อยขาแบบสุดๆ แต่ต้องรอ 009 ดู Silly Fools เลยไปนั่งพักขาที่เวทีสวรรค์ ดู Lullaby เป็นการปิดท้ายแฟตเฟสครั้งนี้

เข้าไปถึง Lullaby คงจะเล่นไปหลายเพลงแล้ว แถมเวทีสวรรค์คนน้อยมากกกกกกกกกกกกก ตอนแรกเข้าไปนั่งข้างหลังสุด (เพราะไม่อยากจะเดินต่อไปอีกแล้ว) แต่ไม่ได้ยินเสียงร้องเลยแม้แต่นิด เลยขยับเข้าไปนั่งแถวที่คุมเสียง (ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ยินอยู่ดี กว่าเสียงจะเข้าที่ ก็เกือบจบแล้วอ่ะ) ตอนนี้อย่างกับสวรรค์ คือได้นั่งเหยียดขา ฟังเพลงเริ่ดๆ แล้วก็ตากแอร์เย็นๆ สุขสโมสรมากๆ Lullaby เล่นสดใช้ได้ แต่ตอนได้ดู มีเพลงช้าเยอะไปหน่อย ก็เลยรู้สึกว่ามันเอื่อยๆ ไป (แต่เพลง “หนาว” สุดยอดมาก) ที่ปิดท้ายด้วยเพลงเร็วนี่ซิ (สยามบันเทิง) มันมากกกกกก นักร้องเสียงเริ่ดเลอประเสริฐศรีเป็นที่สุด

กลับถึงบ้าน แทบหมดสภาพ (แถมหมดตูดอีกต่างหาก) หลับเป็นตายเลย

&lt;strong&gt;ชอบ/ ไม่ชอบ
&lt;/strong&gt;ไปงานแฟตเฟสครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ สิ่งที่ชอบมากคือ ครั้งนี้ได้ดูโชว์ที่อยากดูเยอะมาก แถมไม่ค่อยเขินที่จะต้องดูคอนเสิร์ตคนเดียวเท่าไหร่แล้ว ก็เลยมีอารมณ์ร่วมมากเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือแอร์เย็นฉ่ำ ฝนก็ไม่ตก แดดก็ไม่ออก อะไรจะดีไปกว่านี้อีกเนี่ยะ ส่วนตลาดเขาวงกตก็งงสมชื่อจริงๆ เรียกได้ว่าสอบผ่านตามคอนเซปท์ที่ตั้งใจไว้ แต่ไม่ผ่านในแง่ของการใช้งาน เพราะว่าเดินยากมาก ถ้าไม่มีรายการซีดีที่อยากได้อยู่ในหัว แต่ใช้วิธีเดินสำรวจเอา คงจะพลาดไปหลายรายการ โซนเบดรูมเข้าไปเดินไม่เกินสองรอบ (เพราะหลงเข้าไป) แถมดูโหรงเหรงมาก โซนหนังสือก็เดินผ่านๆ (เพราะเป็นทางผ่านไปเวทีนรกกับอเวจี) แต่โซนที่อยู่ติดกับเวทีโลกนี่ไม่ได้เดินเข้าไปเลย (เพิ่งเห็นในวันที่สองว่าบูธของ Bioscope ตั้งอยู่ติดเวทีโลกเลย แต่ใครจะไปหาเจอฟะ)

อีกอย่างที่เริ่ดมากคือไม่มีเบียร์เป็นสปอนเซอร์ ก็เลยไม่ต้องทนเห็นเด็กแนวเหียกๆ เดินถือเบียร์กระป๋องทำเท่ (ซึ่งส่วนใหญ่ไอ้พวกที่ทำแล้วน่าหมั่นไส้ มันจะเป็นพวกอายุต่ำกว่าสิบแปดทั้งนั้นเลย) และเนื่องจากเป็นห้องแอร์ พวกสิงห์อมควันเลยต้องไปรวมตัวกันด้านนอก (ระหว่างนรกกับอเวจี) ซึ่งดีมากเลย มันจะได้ไปรวมตัวกันเป็นมะเร็งปอดแบบไม่ต้องเดือดร้อนผู้อื่น มีโอกาสเดินผ่านไปบริเวณนั้นครั้งหนึ่ง แทบจะสำลักควันตาย (ไอ้พวกเสี้ยนๆ ที่เผอิญบุหรี่หมด แค่ไปยืนสูดควันตรงบริเวณนั้น ก็มีโอกาสหายเสี้ยนได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์) แต่ก็ยังอุตส่าห์เห็นพวกจิตสำนึกต่ำ พ่นควันกันประปรายอยู่หน้าเวทีนรกซะงั้น อีกไม่นานมันคงได้ไปนรกจริงๆ แหละ

&lt;strong&gt;โชว์ที่ได้ดู&lt;/strong&gt;

&lt;em&gt;เสาร์ 11 พฤศจิกายน 2549&lt;/em&gt;
Moon (นรก) 8/10
Morning Surfers (นรก) 9/10
Basket Band (อเวจี) 7/10
Saliva Bastards (นรก) 9/10
Lemon Soup (นรก) 8/10
Slur (นรก) 10/10
Goose (นรก) 7/10
Diva International (นรก) 7/10

&lt;em&gt;อาทิตย์ 12 พฤศจิกายน 2549&lt;/em&gt;
Euphoria (สวรรค์) 10/10
บอย ตรัย (โลก) 8/10
Sqweez Animal (โลก) 8/10
Slot Machine (นรก) 8/10
Rivermaya (นรก) 9/10
เก๋า (นรก) 6/10
Flure (นรก) 20/10
Shitdisco (นรก) 9/10
Futon (นรก) 8/10
Lullaby (สวรรค์) 8/10

&lt;strong&gt;รายการซีดี (และอื่นๆ) ที่ได้จากงานครั้งนี้
&lt;/strong&gt;1. อัศจรรย์จักรวาล: Ep. (TH)
2. Desktop Error: Ep. Instinct (TH)
3. ริค วัชิรปิลันธิ์: Trois (TH)
4. Luxi Magic (TH/ JAP)
5. Diva Int. (GER)
6. Euphoria: Eternal Gift from the Moment (JAP)
7. Katsue: And so it goes…. (TH)
8. Saliva Bastards (TH)
9. Death of a Salesman (TH)
10. Tattoo Colour: Hong Ser (TH)
11. Friday: Friend (TH)
12. Sleeper 1: Finale (TH)
13. Soundlanding: Ep. Post (TH)
14. Futon: single “ฝัน” (TH)
15. Loves: single (JAP)
16. Sqweez Animal: single “เริ่มใหม่” (TH)
17. บอยตรัย: หนังสือ “ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว”
18. FAT Code 3 (แถมฟรีพร้อมบัตรแบบ 300 บาท)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116365145393710890?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116365145393710890/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116365145393710890&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116365145393710890'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116365145393710890'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/11/fat-fest-6.html' title='FAT Fest 6 ภาคจบบริบูรณ์'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116271427143279467</id><published>2006-11-05T15:06:00.000-08:00</published><updated>2006-11-05T00:19:17.556-08:00</updated><title type='text'>เตรียมตัวไป FAT Fest 6 ภาค 2: โชว์ที่ไม่น่าพลาด</title><content type='html'>เกิดปัญหากับบล็อกที่ผ่านมา สงสัยว่าจะเป็นเพราะทำลิงก์เยอะเกินไป ก็เลยขี้เกียจเอาเรื่องเก่ามาลง เอาเรื่องใหม่มาลงเลยดีกว่า เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าจะเตรียมตัวไป FAT Fest 6 จะขึ้นต้นที่ภาค 2 เลย

เพิ่งเข้าไปเช็คตารางโชว์ใหม่ในแฟต ปรากฏว่ามีการสลับตารางเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่ได้มีผลกับเจ้าของบล็อกเท่าไหร่นัก ขอแค่จำรายชื่อศิลปินที่อยากดูเอาไว้ในหัวให้แม่น ถึงเวลาก็มั่วๆ ได้เองแหละ หุ หุ หุ

ว่าแล้วก็เลยเอาโชว์ที่อยากดูมาเขียนถึงดีกว่า รายการต่อไปนี้จะเป็นโชว์ของศิลปินที่เจ้าของบล็อกอยากดูมากถึงมากที่สุด ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากพลาดซักราย (ส่วนรายที่ไม่ได้เขียนถึง คือไม่ค่อยรู้จัก กับไม่ค่อยชอบ) มีโชว์ของผู้ใดบ้าง ไปดูกันเลย

&lt;strong&gt;เสาร์ 11 พฤศจิกายน 2549&lt;/strong&gt;

&lt;strong&gt;เวทีโลก:&lt;/strong&gt; ไม่ค่อยมีวงที่อยากดูเท่าไหร่ ที่เข้าตาก็มี Crescendo กับ 7th Scene วงแรกคงรู้จักกันดี ส่วนวงหลังมีนักร้องนำที่ชื่อสแตมป์ (คนที่ร้องเพลงสมมติของพี่บอยด์นั่นแหละ) แต่เพลงในนามวง 7th Scene เคยฟังแค่เพลงเดียว (ที่อยู่ใน Compilation ของ Love is) แต่เป็นเพลงเดียวที่ชอบมาก ไคโจบราเธอร์นี่ก็เล่นสดมันมากกกกกก แต่ว่าสามารถพลาดได้ เพราะไม่ได้เป็นแฟนเพลงเท่าไหร่นัก ที่ไม่เข้าใจคือ Skalaxy เล่นสดได้ทื่อมาก (ขออภัยคนที่ชอบด้วย) แต่เด็กแฟตชอบกันจัง สรุปว่าเวทีนี้คงแวะผ่านไปผ่านมา เหมือนวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดนั่นแหละ

&lt;strong&gt;เวทีสวรรค์:&lt;/strong&gt; อิอิอิ กะจะขึ้นสวรรค์ตั้งแต่บ่ายเลย เพราะว่าญารินดาและผองเพื่อนขึ้นโชว์ตอนบ่ายสอง แถมก่อนญารินดาก็ยังมี Calories Blah Blah ด้วย ชอบเสียงคุณป๊อปมาตั้งแต่ First Stage แล้ว ถ้าไม่มาสาย หรือช็อปซีดีนานเกินไปก็คงจะได้ดูด้วย ที่เข้าตาอีกก็มี Whit Belts (ซึ่งเป็นโชว์รวมของศิลปินจาก no more belts ที่มาในแบบสบายๆ) กับ Werk Record (เป็นโชว์รวมเหมือนกัน รายที่อยากดูคือบีม จารุวรรณ กับ Kati Pacific ซึ่งนักร้องนำคือดีเจอุ๋ยนั่นเอง) โชว์อื่นก็อยู่ในระดับเฉยๆ ไม่ตื่นตัวเท่าไหร่ ตกค่ำเป็นรายการของเหล่าฮิปฮอป อยากดู Buddha Bless แต่เกรงว่าจะเหมือนกะเหรี่ยงตื่นกรุงกลางดงฮิปฮอป เลยยอมตัดใจดีกว่า

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาดญารินดา &lt;/em&gt;เพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอเพราะมากกกก ละเมียดละไมมากกกก แถมสวยและเก่งอีกต่างหาก

&lt;strong&gt;เวทีนรก:&lt;/strong&gt; เอาล่ะ หาที่ทางลงได้แล้ว โดยเฉพาะตอนบ่ายแก่ๆ ไปจนดึก เวทีนี้นรกแตกตั้งแต่เริ่ม เพราะเปิดด้วย Brand New Sunset กับ Ebola แต่ที่อยากดูจริงๆ เริ่มประมาณสี่โมงครึ่ง คือ Black Belts อันประกอบไปด้วย Morning Surfers, Soundlanding, Sleeper1 และ Moon ทั้งๆ ที่ชอบเพลงจากค่ายนี้มาก แต่ยังไม่เคยดูการแสดงของศิลปินเหล่านี้เลยซักวง โดยเฉพาะ Morning Surfers กับ Sleeper 1 อยากดูมากทีเดียว อีกวงที่โคตรอยากดูคือ Saliva Bastards

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Saliva Bastards&lt;/em&gt; วงโนเนมที่ยังไม่มีผลงานวางขาย (และจะวางที่แรกในงานแฟตครั้งนี้) มีนักร้องนำที่ชื่อจีน มหาสมุทร (เขาเคยมีอัลบั้มออกมาหนึ่งชุดในงานแฟตครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นงานที่ดิบ ซื่อ และจริงใจมาก และใช่แล้ว เขาคือคนที่เป็นพระเอกในหนังเรื่องหมานครนั่นเอง) มีโปรดิวเซอร์ที่ชื่อป๊อด ณ Modern Dog แค่นี้ก็น่าสนใจมากแล้วมิใช่หรือ

ถัดมาก็เป็น Lemon Soup ซึ่งคงจะดูเพื่อฆ่าเวลารอ Slur และ Goose ที่มาแบบต่อกันเลย (กรี๊ดดดดดด)

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Slur&lt;/em&gt; ได้ดูการแสดงของวงนี้มาแล้วสามครั้ง และมันส์ทุกครั้ง (แม้ว่าเซ็ตเพลงจะไม่ค่อยเปลี่ยนเลยก็เหอะ) แถมครั้งนี้ยังเป็นการแสดงในพื้นที่ที่น่าจะเป็นที่ทางของวงมากที่สุดอีกด้วย เพราะฉะนั้นอารมณ์ร่วมคงจะพุ่งปรี๊ดกว่าเดิมอีก

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Goose&lt;/em&gt; นี่คือวงดนตรีที่หาที่ทางของตัวเองได้ชัดเจนที่สุดในบรรดาวงดนตรีร่วมรุ่นเดียวกัน มีพลังงานล้นเหลือ และมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นวงดนตรีแถวหน้าในอนาคต หาก Slur คือความสว่างสดใสของท้องฟ้าในฤดูร้อน Goose ก็เหมือนฟ้าหม่นๆ กับพายุลูกโตๆ

ต่อจาก Goose ก็เป็นวงดนตรีจากต่างประเทศที่ชื่อว่า Diva (เปลี่ยนเวลามาเป็นสองทุ่มสี่สิบห้า) เห็นชื่อตอนแรก ก็พาลให้เข้าใจผิดว่าเป็นดีว่าสาวโชว์พลังเสียง จวบจนได้ไปอ่านใน &lt;a href="http://www.yesindie.com" target="_blank"&gt;yesindie&lt;/a&gt; จึงถึงบางอ้อ ชื่อเต็มของวงนี้คือ Diva International ทำเพลงได้เริ่ดและมันส์มาก

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Diva&lt;/em&gt; ช่วงนี้เข้าไป&lt;a href="http://www.myspace.com/divainternational" target="_blank"&gt;ลองฟังเพลง&lt;/a&gt;ของวงนี้บ่อยมาก (มีให้ฟังทั้งอัลบั้มเลย) ยิ่งฟังยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งอยากดูการแสดงเข้าไปอีก และก็เป็นไปได้มากๆ ว่านี่คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะได้ดูวงนี้ในเมืองไทยด้วย

&lt;strong&gt;เวทีอเวจี:&lt;/strong&gt; ส่วนใหญ่เป็นวงหน้าใหม่ หรือวงจากเบดรูม ซึ่งไม่ค่อยรู้จักเลย แต่ที่ไม่น่าจะพลาดคือ Basket Band ซึ่งเจ้าของบล็อกซื้อซีดีของวงนี้ทุกปี และได้ลายเซ็นทุกปี (อัลบั้มชุดใหม่จะวางในงานครั้งนี้ด้วย) Basket Band ขึ้นเล่นเวลาห้าโมงยี่สิบห้า

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Basket Band&lt;/em&gt; นอกจากผู้นำของสหกรณ์ดนตรีแห่งนี้จะเป็นนักเขียน (อรินธรณ์) และการแสดงของวงก็อบอุ่นและเป็นกันเองมากๆ เจ้าของบล็อกยังมีอะไรๆ กับเพลงของวงนี้เยอะมาก โดยเฉพาะเนื้อเพลง ที่สามารถเป็นไดอารี่ของเจ้าของบล็อกได้เลยอ่ะ

&lt;strong&gt;อาทิตย์ 12 พฤศจิกายน 2549
&lt;/strong&gt;
&lt;strong&gt;เวทีโลก:&lt;/strong&gt; พี่บอยตรัย ขวัญใจเด็กแฟต (โดยเฉพาะผู้หญิง) ขึ้นเล่นตั้งแต่สองโมงสี่สิบห้า ถือว่าเร็วมากสำหรับศิลปินระดับนี้ พี่บอยดูหลายครั้งแล้ว สามารถพลาดได้ ที่อยากดูมากกว่าคือ Sqweez Animal

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Sqweez Animal&lt;/em&gt; ได้ดูการแสดงของวงนี้เมื่องาน Melody of Life ที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าบทเพลงเนิบๆ จะนำมาเล่นสดได้มีพลังขนาดนี้ แถมเพลงใหม่ที่ได้ฟังในงานคราวนั้นก็เข้าขั้นยอดเยี่ยม ได้ฟังสัมภาษณ์ว่า อัลบั้มใหม่ของวงเสร็จไม่ทันงานแฟต เลยทำอีพีพิเศษมาขายแทน

เหลือบตาดูตารางเวทีนี้ ส่วนใหญ่มาโทนเดียวกันมากเลย (ไม่เหมือนวันเสาร์) รายชื่อที่เข้าตามี Save da last piece แล้วก็โต๋ เบน เค้ก ณ B5 เวทีนี้เจ้าของบล็อกไม่เคยได้อยู่แบบเต็มๆ เลยแฮะ

&lt;strong&gt;เวทีสวรรค์:&lt;/strong&gt; ต้องเบียดเวลากับพี่บอยตรัย ก็คือ Euphoria วงดนตรีจากญี่ปุ่น ที่ทำดนตรีได้ละเมียดมากๆ

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Euphoria&lt;/em&gt; แค่ดนตรีที่เอามาเปิดให้ชิมในวิทยุ ก็ติดหูซะขนาดนั้น แต่เมื่อได้เข้าไป &lt;a href="http://www.myspace.com/euphoriamyspace" target="_blank"&gt;แอบฟัง&lt;/a&gt; เพลงอื่นๆ ถึงรู้ว่าวงนี้มีดีซ่อนอยู่เยอะทีเดียว เช่นเดียวกับ Diva ที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ดูในเมืองไทยอีกไหม เพราะฉะนั้นดูซะ!
ที่เข้าตาอีกก็ได้แก่ Red20 (วงดนตรีที่ได้ข่าวว่าชอบทำลายข้าวของบนเวที) Superstring (ชอบเพลงที่เปิดในแฟต แต่ยังบ่ได้ซื้ออัลบั้มเลย) แล้วก็ Sofa แต่คงต้องขอผ่าน (ชอบไปลงนรกอ่ะ) จะกลับมาเวทีนี้อีกครั้งตอนสามทุ่มครึ่งเพื่อดู Lullaby

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Lullaby&lt;/em&gt; เพลงวงนี้เจ๋งมาก เสียงนักร้องนำกินขาดมาก (ตั้งแต่ฟังในซีดีแล้ว) แล้วก็ได้ดูการแสดงที่ Melody of Life แม้จะเป็นเพลงสุดท้ายแค่เพลงเดียว แต่ก็ตื่นตะลึงกับลีลาของนักร้องนำมากจนต้องขอดูเต็มๆ ให้ได้

&lt;strong&gt;เวทีนรก:&lt;/strong&gt; นรกแตกแน่ๆ แค่ดูรายชื่อไล่มาตั้งแต่ พี่เหน่ง Y NOT 7, More Music, Blackhead และอรอรีย์ (ซึ่งท่าทางว่าจะเป็นขวัญใจเด็กแฟตเหมือนกันแฮะ) แต่ที่อยากดูคือ Slot Machine อ่ะ

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Slot Machine&lt;/em&gt; อัลบั้ม mutation เริ่ดมาก มีเพลงที่เหมาะแก่การเล่นสดเยอะมาก นักร้องเสียงดีมาก แต่เพื่อนเคยบอกว่านักร้องวงนี้ร้องสดไม่ดี ไม่เชื่อเด็ดขาดจนกว่าจะเห็นด้วยสองตา ได้ยินกับสองหู เพราะฉะนั้นต้องดูเพื่อพิสูจน์

ตั้งแต่ห้าโมงครึ่งเป็นต้นไป คือช่วงเวลาจิตแตกของเจ้าของบล็อก เริ่มต้นด้วย Paradox, Rivermaya, Big Ass, Flure, Shitdisco และ Futon ซึ่ง must see ทุกราย

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Paradox&lt;/em&gt; อัลบั้มใหม่เพิ่งออก และมีแต่เพลงที่เหมาะกับการเล่นสดเยอะมาก แถมกรุเพลงในอัลบั้มเก่าที่ต้องขนมาเล่นก็ยังมีอีกเพียบ วงนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความเพี้ยนและมันส์ แค่เดาว่าพี่สองมือเบสจะแต่งตัวเป็นอะไรก็สนุกแล้ว

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Rivermaya&lt;/em&gt; ได้ยินชื่อมาหลายครั้ง แถมเคยมาเล่นที่เมืองไทยแล้วด้วย เลยอยากดูให้เป็นบุญตาว่าเจ๋งจริงไหม

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Big Ass&lt;/em&gt; เล่นสดโคตรมันส์ มันส์ และมันส์ เพลงฮิต ร้องตามได้ ท่าทางว่าคนจะเยอะมาก ที่จริงไม่ค่อยชอบคนเยอะเท่าไหร่ ครั้งก่อนๆ ที่ Big Ass เล่น เลยหลบไปดูเวทีอื่น แต่ครั้งนี้มาอยู่ในช่วงที่ต้องดูต่อเนื่องก็เลยได้ดูไปโดยปริยาย เจ๋งโคตรรรร

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Flure&lt;/em&gt; แม้จะบอกว่าชอบการแสดงของวงนี้มาก แต่นับจริงๆ แล้วเคยดูการแสดงของ Flure ไม่เกินห้าครั้ง แต่เป็นไม่เกินห้าครั้งที่เยี่ยมทุกครั้ง แม้ว่าจะยังไม่มีงานใหม่ให้ฟัง แถมมือกลองก็ไปเรียนต่อซะอีก แต่เชื่อได้ว่าพลังงานยังคงล้นเหลือ ปฏิกิริยาในการลุกของเส้นขนน่าจะทำงานตลอดเวลา ที่สำคัญคือมือกลองที่เข้ามาตีแทนเป็นผู้หญิง และได้ข่าวว่าบ้าพลังไม่แพ้กัน

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Shitdisco&lt;/em&gt; รู้จักวงนี้จากบล็อกของคุณ newpanda เลยเข้าไปลองรู้จักวงนี้จากบล็อกของคุณ newpanda เลยเข้าไปลอง &lt;a href="http://www.myspace.com/shitdisco" target="_blank"&gt;ฟังเพลง&lt;/a&gt; ซึ่งเจ๋งสมกับที่แนะนำจริงๆ ดูท่าทางว่าการแสดงสดจะมันส์นรกแตก แถมเล่นติดกับ Futon อีกต่างตาก โอ้ยยย ตายไปเลย ซึ่งเจ๋งสมกับที่แนะนำจริงๆ ดูท่าทางว่าการแสดงสดจะมันส์นรกแตก แถมเล่นติดกับ Futon อีกต่างตาก โอ้ยยย ตายไปเลย

&lt;em&gt;ทำไมจึงไม่ควรพลาด Futon&lt;/em&gt; เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะว่าเวลาโชว์ของ Futon กับ Lullaby เหลื่อมกันชนิดว่าต้องเลือกวงใดวงหนึ่งเท่านั้น (Futon เล่นสามทุ่มสิบห้า) ตั้งแต่ออกอัลบั้มที่สองมาก็ยังไม่ได้ดู Futon เล่นสดเลย (การันตีว่ามันส์มาก) ยิ่งตอนนี้มี Simon ณ Suede มาเสริมทัพในตำแหน่งมือกลอง กับคุณโอ๋ในตำแหน่งมือเบส ก็น่าจะทำให้ความมันส์พุ่งปรู๊ดขึ้นไปอีก

&lt;strong&gt;เวทีอเวจี:&lt;/strong&gt; เอ่อ ไม่รู้จักเลยซักวง ไม่แวะดีกว่า โอะ โอะ โอะ เหลือบไปเห็น Desktop Error กับอัศจรรย์จักรวาล เล่นเป็นสองวงปิดท้าย (ซึ่งคงไม่ได้ดู เพราะว่ากำลังนรกแตกกันอยู่) อยากดูสองวงนี้เหมือนกันแฮะ ดนตรีหลอนๆ ลอยๆ เคยฟังเพลงอยู่บ้าง อ่อ เวทีนี้มี The Real Surreal ด้วย (วงของพี่สอง ณ Paradox มีสมาชิกอีกสามคนเป็นผู้หญิงล้วน) ไม่เคยดูเลยอ่ะ แต่เพลงวิงเวียนดีแท้

ที่จริงวงต่างประเทศก็อยากดูเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยรู้จักเลยอ่ะ ถ้ามีเวลา จะลองไปหา myspace ของแต่ละวงมาลองฟังเพลงดู ถ้าเจอเด็ดๆ จะเอามาบอกกันนะครับ

ใครมีวงไหนแนะนำบ้างไหมอ่ะ บอกได้นะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116271427143279467?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116271427143279467/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116271427143279467&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116271427143279467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116271427143279467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/11/fat-fest-6-2.html' title='เตรียมตัวไป FAT Fest 6 ภาค 2: โชว์ที่ไม่น่าพลาด'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116220810171808732</id><published>2006-10-30T18:27:00.000-08:00</published><updated>2006-10-30T03:40:12.740-08:00</updated><title type='text'>อารมณ์เริ่มแจ่มใส เลยมาอัพบล็อกอุ่นเครื่องสำหรับ FAT FEST 6</title><content type='html'>แม้ว่าวิทยานิพนธ์ของข้าพเจ้าจะยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร แต่ก็เริ่มมีนิมิตหมายอันดี หลังจากที่มัวงมโข่งอยู่นาน เพราะฉะนั้น จึงขอโอกาสอันครึ้มอกครึ้มใจนี้อัพบล็อกแบบเร่งด่วน ด้วยการเอาของเก่ามาหากินซ้ำอีกรอบ ถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับบล็อกงาน FAT FEST 6 ซึ่งคงจะมีตามมาอีกหลายระลอกละกันนะ

ใครสนใจจะอ่านแบบเต็มๆ ก็เข้าไปได้ที่นี่ครับ
&lt;a href="http://pickmegadance.blogspot.com/2005/11/blog-post_08.html" target="_blank"&gt;สร้างขุมทองที่หนองฮี กับเทศกาลดนตรีแฟตเฟสติวัล&lt;/a&gt;

บล็อกนี้จะตัดตอนมาเฉพาะงาน FAT FEST 5 นะครับ

&lt;strong&gt;11/8/2005
&lt;/strong&gt;
สดๆ ร้อนๆ ที่แดนเนรมิต เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง สำหรับเทศกาลดนตรีแฟตเฟสติวัล ของ 104.5 แฟตเรดิโอ คราวนี้ก็จัดมาเป็นปีที่ 5 แล้ว หลังจากคราวที่แล้ว (สนามม้านางเลิ้ง) คนเยอะถล่มทลาย (เกินไป) งานคราวนี้ก็เลยขอเก็บค่าบัตรผ่านประตู 200 บาท แต่ได้ซีดี fat code 2 ซึ่งบรรจุเพลงพิเศษเอาไว้ถึง 2 แผ่นเลยทีเดียว ด้วยความที่โบตรัยไปเรียนแดนไกล แถมมีการเก็บค่าบัตรอีก เราก็เลยไม่ได้ชวนใคร (เพราะไม่รู้จะชวนใครให้มาเสียตังค์ด้วย) เลยตัดสินใจลุยเดี่ยวไปเลย (แนวไหมล่ะ)

จะเล่ารวมๆ กันไปทั้งสองวันเลยละกันนะ วันแรกเราไปถึงช่วงบ่ายๆ ซึ่งคนเริ่มเยอะแล้ว ไอ้พวกที่ใส่เข็มขัดแบบหัวหมุดหรือหัวใหญ่ถูกถอดเข็มขัดกันเป็นทิวแถว ถ้าเอาไปขายคงได้เป็นหมื่นเลยอ่ะ เพราะว่าเยอะมาก กว่าจะผ่านเข้าไปก็ค้นตัวกันสองสามรอบแน่ะ ค้นแล้วค้นอีก ซึ่งเราก็ว่าดีนะ เข้าไปในงานก็เหวอๆ ไปแป๊ปนึง ด้วยยังไม่คุ้นกับสถานที่ (กว่าจะหาจุดแลกซีดี fat code 2 ก็วนตั้งหลายรอบ) อย่างที่บอกว่าไอ้ช่วงที่เราเข้าไป คนมันเริ่มเยอะแล้ว เราเลยพลาดดูโชว์ไปเลย (ที่จริงตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องเวทีเลยอ่ะ เพราะว่ากำลังตื่นตาตื่นใจอยู่ในโซนขายซีดีเสียนาน) วิธีของเราคือเดินวนดูก่อนในรอบแรก ว่ามีอะไรที่จะซื้อ หมายตาอะไรไว้บ้าง และมีศิลปินที่ชอบอยู่ในบูธหรือเปล่า ถ้าเป็นศิลปินที่ชอบมาก และเรายังไม่มีแผ่น อันนี้มักจะไม่ค่อยคิดมาก เพราะซื้อแล้วให้เซ็นเลย บางแผ่นก็หมายตาไว้นานแล้ว แต่รอซื้อในงานเพราะราคาถูกกว่า หรือไม่ก็รู้ว่าใครจะมีอะไรออกใหม่ในงานบ้าง แล้วก็มองๆ หาไปเรื่อยๆ เดินรอบที่สองสามสี่นี่แหละ ถึงจะเริ่มซื้อ แถมปีนี้ยังมีเงินเยอะ เพราะว่าเก็บเงินได้เยอะมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แถมไปค่ายก็ยังไม่ได้ใช้เงินซักบาท เงินเลยเหลือบานตะไท ก็คนมันรวยอะนะ ช่วยไม่ได้ (ถ้าใครจะให้ช่วยเรื่องการเงินก็คงไม่ช่วย เพราะตอนนี้หมดตูดแล้ว) วันที่สอง เราไปเร็วหน่อย เพราะอยากเดินสบายๆ แถมมีโชว์ที่หมายตาเอาไว้เยอะกว่าวันแรกอีก

ฝนตก! นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งในงานคราวนี้เลย และเราว่าเป็นอุปสรรคใหญ่เลยอ่ะ เพราะแดนเนรมิตมันโล่งไปหมด ไม่มีซุ้มที่กำบังหลบฝนได้เลย (ขนาดบูธขายของยังต้องเก็บเลย เพราะเอาไม่อยู่จริงๆ) ตอนบ่ายมันตกมาช่วงหนึ่ง (ตอนนั้นเราก็เพิ่งมาได้ไม่นานเอง) แล้วก็หยุด ก่อนจะกลายเป็นพายุฝนกระหน่ำในตอนเย็น (เรากลับก่อนพายุแค่แป๊ปเดียวเอง) ปัญหาอีกอันก็คือไอ้เจ้าแผ่น Siamese Twin (ของบอยตรัยกับคมสัน นัทจิต) เพลงใหม่ชื่อ จ.ม. เด็กแนว ก็มาในแบบแนวจริงๆ เพราะว่าเล่นทำ package เป็นแผ่นเสียงขนาดใหญ่ยักษ์มาก มากเกินกว่าจะมีถุงที่ขนาดใหญ่พอจะใส่แผ่นนี้ได้ แถมเรายังรีบซื้อแผ่นนี้อีก (ให้โบตรัยแผ่นนึงด้วย) เพราะพี่บอยตรัยกำลังแจกลายเซ็นอยู่ในบูธ ไอ้ซีดีสองแผ่นใหญ่นี้ก็เลยเป็นภาระของเราในการเดินเที่ยวงานไปอย่างช่วยไม่ได้ เท่านั้นไม่พอ มันยังเป็นภาระในการกลับบ้านของเราอีก เพราะระหว่างทางกลับ สภาพฟ้าฝนที่เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด ทำให้เราไม่สามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะกลัวแผ่นเปียกเยินก่อนกลับถึงบ้านนะซิ (แต่เพลงนี้เปิดฟังแล้วคุ้มมากเลย ฮามากๆ) กลับไปเรื่องคอนเสิร์ตดีกว่า มีหลายวงที่ไม่ได้ขึ้นเล่นเพราะฝนนี่แหละ เราเองก็อยู่ไม่ถึงช่วงนั้นด้วย เห็นท่าไม่ดีก็เลยรีบบึ่งออกมาก่อนเลย

สำหรับโชว์ที่เราได้ดู เริ่มจากวันเสาร์ก่อนนะ ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่ที่เวทีปราสาท เวทีรถไฟเหาะ ซึ่งเป็นเวทีใหญ่นี่เราไม่ได้เดินไปเลยอ่ะ คนเยอะมาก วงแรกที่ได้ดูคือ Endorphine ที่เวทีไวกิ้ง เพิ่งเคยดู Endorphine เล่นเป็นครั้งแรกนี่แหละ ดูไปแค่เพลงเดียว แต่เป็นเพลงที่เราชอบมาก (ชื่อเพลงน้ำเต็มแก้ว) เล่นสดดีจังเลย ส่วนเวทีปราสาท ก็ผ่านตา Superbaker กับ Penguin Villa แบบแว้บๆ มาดูอีกทีก็ตอน The Observatory เป็นวงจากสิงคโปร์ขึ้นเล่น เห็นพิธีกรชมซะหรูเลิศก็เลยอยากดู แต่เราเฉยๆ นะ ดูไปได้ไม่กี่เพลงเราก็เดินไปทำอย่างอื่น (ในการดูคอนเสิร์ต อาจจะไม่ค่อยปะติดปะต่อนะ เพราะว่าเดี๋ยวก็เดินไปดูซีดีบ้าง เดี๋ยวก็เปลี่ยนเวทีแบบชั่วคราวบ้าง) มาดูครบโชว์จริงๆ ก็ที่วง KIIIIIII เป็นวงดนตรีร็อกจากญี่ปุ่นที่มีแค่นักร้องกับกลอง แถมสมาชิกวงนี้ยังเป็นผู้หญิงทั้งสองคนเลย (ถ้า yasu ยังอยู่ก็คงดี) การแสดงของวงนี้บ้าและหลุดโลกมาก ตอนเริ่ม ทั้งสองสาวก็เอาสายรุ้งบ้าง ตุ๊กตาบ้าง แล้วก็ของเล่นอะไรต่อมิอะไรมาวางเกลื่อนเวทีเลย แล้วก็เริ่มการแสดงด้วยการกรีดร้อง ตบมือ แล้วก็ท่าเต้นสุดพิสดาร การแสดงของ KIIIIIII ทำให้โชว์ของ Paradox ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเลย และการแต่งกายทั้งสองสาว ก็บ้าขนาดที่คุณสอง มือเบสของ Paradox จะเรียกแม่ได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่ภายใต้ความหลุดโลก ความเพี้ยน และท่าทางขำๆ เหมือนคนไม่เต็มเต็ง ทั้งสองสาวก็มีทักษะทางดนตรีที่เราว่าเจ๋งเลยอ่ะ คือเฉพาะตีกลองอย่างเดียวก็เยี่ยมแล้ว นี่ยังต้องร้อง (รวมทั้งแหกปาก ตะโกน งึมงำ และก็อะไรต่อมิอะไรอีก) ไปด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องดนตรีอื่นให้จับ ลองไปทำดูดิ เราว่ามันยากนะ แถมยังมีเพลงที่โชว์การร้องประสานอีก เด็ดไหมล่ะ

อีกวงที่ได้ดูเต็มโชว์ก็คือ Goose ที่จริงเราตั้งใจจะรอดูวงนี้เล่นเลยอ่ะ ในตารางบอกขึ้นเล่นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง แต่เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ อยู่ๆ โชว์ของ Goose ก็เลื่อนขึ้นมาเป็น 6 โมงเย็น (ฝนกำลังตั้งเค้าเลย) การแสดงของ Goose เข้ากับบรรยากาศมากๆ คือดนตรีของวงนี้มันจะเหมือนนิ่งๆ แต่ว่ารุนแรงอ่ะ งงไหม เหมือนน้ำก็ได้ อารมณ์น้ำนิ่งไหลลึกนะ ยังงงไหม ถ้างงก็ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่ามันเข้ากับบรรยากาศจริงๆ นะ เมฆฝนมันก็ค่อยๆ รวมตัวกัน ฟ้าก็เริ่มดำขึ้นเรื่อยๆ แสงสีบนเวทีที่สาดไปยังปราสาทที่เป็นฉากหลังก็ยิ่งเสริมกันเข้าไปใหญ่ ประทับใจมากเลยอ่ะ โดยเฉพาะเพลงที่ชื่อ สิ่งดีดี ไม่คิดว่าจะได้ดูนะเนี่ยะ

วันแรกก็ได้ดูแค่นี้แหละ (ไม่ค่อยมีที่อยากดูเท่าไหร่) ส่วนวันที่สอง เรามีเป้าหมายหลักอยู่ที่เวทีรถไฟเหาะ แต่ก็กลัวฝนตกด้วย เลยอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ แต่วันนี้ได้ดูเยอะทีเดียว เริ่มจาก Eastbound Downers อันนี้เป็นวงแบบที่ยังไม่ดัง แต่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง เลยอยากดู แล้วก็ไปทันดูตอนเล่นเพลงสุดท้ายกำลังจะจบ แต่ก็มันจริงๆ นะ ถ้าได้ดูเยอะกว่านี้อาจจะชอบไปเลยก็ได้ ต่อจากวงนี้เป็นคิวของ Modern Dog คนเดินกันมาจากทั่วทุกหย่อมหญ้าเลย เยอะมากๆ แต่เรามันเด็กแนวจัดไง เลยเดินสวนทางกับคนอื่นไปซะงั้น ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่ค่อยชอบคนเยอะอ่ะ แถมเคยดู MD หลายทีแล้ว ก็ชอบระดับหนึ่งอ่ะ ไม่ได้ชอบมาก กลับมาที่เวทีปราสาทอีกครั้ง นั่งแหมะอยู่อย่างไม่รู้จะไปไหน เหมือนโชคช่วย Basket Band กำลังจะขึ้นเล่น! นี่ก็เป็นอีกวงที่เราตั้งใจมาดู แต่ดูเหมือนเวลาโชว์จริงกับในตารางไม่เหมือนกัน โชคดีอีกแล้วไหมล่ะ Basket Band เล่นชนกับ MD และตอบแทนแฟนเพลงที่อยู่ที่เวทีนี้ด้วยเพลงเพราะๆ และเข้ากับบรรยากาศมากๆ (ตอนนั้นฟ้ากำลังใส แดดกำลังจัดเลยทีเดียว) รวมทั้งเพลงดังสร้างชื่อโคตรฮิต แต่นักร้องไม่ค่อยชอบร้อง (และไม่ค่อยได้ร้อง) อย่างเพลง คำตอบ เป็นเพลงปิดท้ายด้วย ประทับใจโคตร

ดู Basket Band เสร็จก็แว้บไปซื้อซีดี ทั้งๆ ที่วันนี้ตั้งใจจะซื้อแค่นิดเดียว (แล้วก็ซื้อที่โบตรัยฝากมา) ก็ดันเสียไปอีกหลายบาท (รวมทั้ง Crescendo ที่กำลังแจกลายเซ็นอยู่ด้วย) หอบหิ้วถุงกลับไปที่เวทีรถไฟเหาะอีกครั้ง ไปถึงตอน Armchair กำลังปิดโชว์ด้วย ไปด้วยกันหรือเปล่า พอดี คนเยอะมาก เราหลบมานั่งพักข้างๆ รอ Armchair เล่นเสร็จ คนทยอยออกเพียบ เราแนวจัด เดินสวนคน (อีกแล้ว) ไปทางเวที ช่วงนี้เป็นช่วงที่รอดูเลย เริ่มจาก Big and Super Band ครูบิ๊กแห่ง AF2 นั่นแหละ ขนมาโชว์ 4 เพลง เจ๋งทุกเพลง ดนตรีแน่นปึ๊ก เสียงร้องเยี่ยม โดยเฉพาะเพลง คำเชยๆ นี่ขนหัวขนแขนลุกเลยอ่ะ เสียงสุดยอดมาก ต่อด้วยวงที่โบตรัย และน้องเตย (อ้างถึงไว้ใน PART 1) คงอยากดูมากที่สุด นั่นก็คือ Friday ขึ้นเล่น 4 เพลงเหมือนกัน เริ่มจากชั่วโมงต้องมนต์ (คนเดินมาจากไหนไม่รู้ เต็มไปหมด) ต่อด้วยอยู่คนเดียวอีกแล้ว (ส่วนใหญ่มันแต่งตัวฮิปฮอปทั้งนั้นเลยนี่หว่า) ตามด้วยนิดนึงพอ (เราเดาว่ามันต้องมารอดู Thaitanium แหงๆ) แล้วปิดด้วยกลับมา (คนร้องตามกระหึ่มมาก รวมทั้งเด็กฮิปฮอปด้วย) Friday ก็เหมือนทุกทีอ่ะ พี่บอยตรัยขี้อายเหมือนเดิม แต่ก็เป็นเสน่ห์ของเขาอ่ะนะ (ส่วนพี่หนึ่ง sleeper1 ท่าเล่นกีต้าร์เท่มาก ขอบอก)

จบจาก Friday แล้ว พิธีกรก็ประกาศรายชื่อวงที่จะเล่นต่อๆ ไป เด็กฮิปก็เริ่มทยอยมามากขึ้นเรื่อยๆ เลย เดาว่าคงรอดูไทเท (ซึ่งเราไม่แนวด้วย) วงที่มาต่อจาก Friday ไปเป็นวงที่ไม่ค่อยแนวเท่าไหร่อย่าง 4Gotten คนก็เลยเดินออกเยอะเหมือนกัน เราดูไปหน่อยนึง มันดีเหมือนกัน แต่ไม่ไหวแล้ว เริ่มเหม็นควันบุหรี่ และเหม็นหน้าไอ้พวกส้นตีนที่สูบบุหรี่ในที่ที่ไม่ควรสูบ (ทั้งๆ ที่เขาก็จัดที่ไว้ให้สูบแล้วนะ) เลยไปดีกว่า ไม่อยากอารมณ์เสีย แล้วก็เห็นท่าทางว่าฝนจะตกด้วย เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า ยอมอดดูวงที่อยากดูที่สุดในงานอย่าง Flure ซึ่งในตารางบอกว่าเล่น 2 ทุ่มครึ่ง ไม่อยากเสี่ยงว่าฝนจะตกหรือเปล่า แล้ว Flure จะได้เล่นหรือเปล่า (ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตกลง Flure ได้เล่นไหม) ตอนออกดันแวะไปที่บูธของแฟต เลยเสียเงินซื้อ Fat Story 2 ไปอีกแผ่น (เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับงานแฟตครั้งที่แล้วที่นางเลิ้ง ดูแล้ว แจ๋วมาก) วันนี้ขากลับโชคดี กลับถึงบ้านได้โดยไม่เปียกเลย

งานในคราวนี้ดีที่ไม่มีเด็กแนวป่วนเหมือนงานคราวก่อน แต่ยังมีไอ้พวกสมองกลวงยัดขี้เลื่อยไว้คั่นหูอย่างไอ้พวกสูบบุหรี่แบบไม่รู้จักสถานที่อยู่อีกเยอะเหมือนกัน เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเยี่ยม (แถมแดนเนรมิตยังอยู่ติดกับกองปราบอีก) สถานที่ก็โอเค กว้างโล่งดี แต่เรื่องฟ้าฝนซึ่งควบคุมไม่ได้ก็ทำให้รู้ว่า ถ้ามีสถานที่กำบังฝนซักหน่อยก็น่าจะดีมากเลยล่ะ (รวมทั้งที่นั่งพักด้วย) แอบเห็นคนเดินคนเดียวเยอะเหมือนกัน แถมเราก็ไม่ค่อยรู้สึกเหวอเท่าไหร่นะที่เดินคนเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกดีนั่นแหละ สุดท้าย สำหรับคนที่ซื้อซีดีเยอะๆ ให้รู้ไว้เลยว่าเวลาไปดูโชว์ จะเมื่อยนิ้วมาก (เพราะต้องหิ้วถุงไว้ตลอดเวลา) เพราะฉะนั้นต้องอดทน สู้ต่อไป ทาเคชิ!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116220810171808732?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116220810171808732/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116220810171808732&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116220810171808732'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116220810171808732'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/10/fat-fest-6.html' title='อารมณ์เริ่มแจ่มใส เลยมาอัพบล็อกอุ่นเครื่องสำหรับ FAT FEST 6'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116160585282877749</id><published>2006-10-23T19:12:00.000-07:00</published><updated>2006-10-24T19:31:45.096-07:00</updated><title type='text'>The Third Day @ Melody of Life</title><content type='html'>อย่างที่ได้เคยบอกเอาไว้ในบล็อกก่อน ว่าตอนนี้กำลังคลั่งไคล้ Slur มาก จึงเกิดปฏิบัติการทำตัวเป็นกรุ๊ปปี้แฟนคลับชนิดอ่อนๆ ด้วยการตามดูคอนเสิร์ต Slur ในช่วงวันหยุด ซึ่งเช็คจากตารางในเว็บไซท์แล้ว ได้ความว่า เราจะไปดู Slur สองที่ คือที่ถนนข้าวสาร และที่งาน Melody of Life กิจกรรม Me with Slur จึงเริ่มต้นขึ้นดังนี้

&lt;strong&gt;วันพฤหัส:&lt;/strong&gt; ดู Slur มาสัมภาษณ์ในรายการ I AM SIAM ทาง Channel V ตาเย่นักร้องนำไม่พูดอะไรซักคำ คงคอนเซปท์กวนตีนได้ใจดีมาก ตาบู้มือเบสกับตาเอมมือกลอง ก็ฮาเข้าคู่กันได้ดีทีเดียว โดยมีตาเป้มือกีต้าร์สอดแทรกเข้ามาเป็นลูกคู่อยู่เป็นระยะ ส่วนตาแบงก์มือทรัมเป็ดนี่พูดบ้างไม่พูดบ้าง แต่ดูท่าทางจะพูดน้อย และพูดไม่ทันเพื่อน ปิดท้ายด้วยอคูสติกโชว์สองเพลง คือโรคจิต กับ ไม่แน่นอน

&lt;strong&gt;วันศุกร์:&lt;/strong&gt; เนื่องจากว่าอยู่ใกล้มหาลัย การเดินทางไปข้าวสารจึงไม่ได้มีความยากลำบากเลย ออกจากมหาลัยทุ่มกว่าๆ แวะกินข้าวเย็นที่เล็กซัง แต่รอนานมาก กว่าจะกินเสร็นก็สองทุ่มเลยครึ่งไปแล้ว ซึ่งตามตารางแล้ว Slur มีคิวจะขึ้นเล่นเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ว่าแล้วเลยรีบเดินจ้ำอย่างรวดเร็ว ไปถึงตอนที่ Slur เริ่มเล่นเพลงแรกไปหน่อยนึง คนเยอะพอสมควร (แต่ดูเหมือนว่าพวกที่นั่งดูส่วนใหญ่จะไม่ได้มารอดู Slur กันนะ) Slur เล่นไปประมาณเจ็ดเพลง แต่เป็นเจ็ดเพลงที่อัดกันอย่างเมามันมาก

&lt;strong&gt;วันเสาร์:&lt;/strong&gt; เหมือนว่า Slur มีตารางเล่นแถวๆ สยามด้วย แต่ขี้เกียจออกจากบ้าน

&lt;strong&gt;วันอาทิตย์:&lt;/strong&gt; วันนี้ตั้งใจมาก เพราะนอกจาก Slur แล้ว ยังมี Lemon Soup, Lullaby, Sqeeze Animal, Palmy, Crescendo และ Modern Dog ไปเตร็ดเตร่อยู่แถวเซ็นทรัลเวิร์ลประมาณสี่โมงครึ่ง เพราะตามตาราง Slur มีคิวเล่นตอนสี่โมงครึ่ง ซึ่งก็คิดว่าคงจะมีเลื่อนแน่ๆ เพราะว่าไม่เคยเห็นคอนเสิร์ตไหนตรงเวลาซักครั้ง แล้วก็จริงตามคาด คือประมาณห้าโมงกว่าแล้ว ยังทำซาวด์เช็คไม่เสร็จเลย ยืนรอซักพัก เมื่อยก็เมื่อย หิวก็หิว สมควรไปหาอะไรรองท้องเป็นที่สุด ก็เลยเข้าไปในเซ็นทรัลเวิร์ลเพื่อนหาอะไรกระแทกปากซักหน่อย ด้วยความที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ เดินวนไปวนมาก็ไม่เจอซักร้าน ไม่รู้ย้ายไปตรงไหนกันหมด (แล้วก็ไม่อยากข้ามไปกินฝั่งบิ๊กซี เพราะกลัวกลับมาไม่ทัน) ยิ่งเดินยึ่งเหนื่อย เลยตัดสินใจกลับไปนั่งรอหน้าเวทีดีกว่า พอเดินออกไปอีกครั้ง ลุงเบิร์ดกับลุงฮาร์ทก็ขึ้นเล่นแล้ว โอ้ววว ตอนแรกนึกว่าพลาด เพราะตามตารางแล้ว ลุงๆ ต้องขึ้นเล่นประมาณทุ่ม ไอ้เราก็เลยไม่รู้ว่า Slur เล่นไปแล้วหรือยัง (แล้วก็ไม่อยากเดินมั่วไปมั่วมาแล้ว เพราะยิ่งเดินยิ่งหิว) เลยตัดสินใจนั่งดูลุงเบิร์ดกับลุงฮาร์ท ซึ่งร้องและเล่นดีสมเป็นรุ่นใหญ่จริงๆ แถมปล่อยมุขกันตลอด และก็ได้รู้จากปากของสองลุงว่า วันนี้มาเล่นเป็นวงเปิดของวงเปิด (ซะงั้น!) ตอนนี้ 009 ตามมาสมทบแล้ว

หลังจากลุงลงไป ก็ถึงคิวของ Lemon Soup ซึ่งเล่นดีกว่าตอนคอนเสิร์ต Another Sound อย่างบอกไม่ถูก ถือว่าเรียกคะแนนกลับคืนมาได้พอควร แล้วก็ตามด้วย Slur ซึ่งได้รับเสียงกรี๊ดเยอะกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมาก Slur ก็ยังเมามันกันเหมือนเดิม Set List ก็คล้ายๆ เดิม แต่วันนี้ได้ฟัง “บันดาล” ด้วย (เป็นครั้งแรกที่เห็น Slur เล่นเพลงนี้) เสียดายที่ไม่ได้เล่นเพลง “คล้าย” ซึ่งเป็นเพลงที่ชอบมากเป็นการส่วนตัว การแสดงของ Slur ก็คุ้มค่าสมกับที่อุตส่าห์หิ้วท้องรอดูจริงๆ

Sleeping Sheep เป็นวงต่อมาที่ขึ้นเล่น แต่วงนี้เพิ่งดูตอนขึ้นแสดงที่เวทีเล็กในห้าง (คือวงนี้ขึ้นสองเวทีในวันเดียวกันเลย) ก็เลยไปเติมพลังอาหารดีกว่า ดีที่คราวนี้มี 009 และน้องสาว 009 (ซึ่งเป็นคนในพื้นที่มากๆ) ก็เลยหาฟู้ดเซ็นเตอร์เจอจนได้ (โดยทำเลที่ตั้งนี่เหียกมาก ใครจะไปหาเจอวะ) แถมเป็นฟู้ดเซ็นเตอร์ที่ไม่ค่อยมีอะไรให้กินเลย งั้นสั่งอาหารสิ้นคิดละกัน เอากระเพราทะเล อุวะ! เสือกเหลือแต่กุ้ง งั้นเอากระเพรากุ้งก็ได้ จ่ายเงินไปสี่สิบบาท กินไปน้ำตาไหลไป เพราะเผ็ดสาดดดดดด จนอยากจะเปลี่ยนชื่อเป็นข้าวกระเพราพริก

กลับขึ้นมา Lullaby กำลังเล่นเพลงสุดท้ายพอดี นักร้องนำเสียงดีมาก แต่ไม่ได้ดูวงนี้แสดงทั้งหมด ก็เลยไม่มีคอมเม้นท์ละกัน (เอาไว้ไปรอดูในแฟตเฟส) พอ Lullaby เล่นเสร็จ ก็แว้บไปดูเวทีเล็กข้างใน ส้ม อมรา (ซึ่งแต่งตัวได้เปรี้ยวมาก) กำลังขึ้นเล่น แต่ไม่ค่อยถูกโฉลกกับเพลงแนวนั้นเท่าไหร่ เลยกลับมาที่เวทีใหญ่อีกครั้ง Sqweeze Animal เล่นเพลงแรก (อาจยังไม่สาย) ไปค่อนเพลงแล้ว วันนี้ Sqweeze Animal ขนเพลงใหม่จากอัลบั้มที่กำลังจะออกมาให้เล่นฟังเยอะทีเดียวเชียว ไม่คิดเหมือนกันว่า Sqweeze Animal จะเล่นสดได้สนุกขนาดนี้ เพราะว่าเพลงของวงนี้จะออกแนวฟังสบายๆ แต่วันนั้นมาแบบหนักแน่นกันเลยทีเดียว ประทับใจเพลง “ฉันไม่เหงา” มาก เพิ่งเคยฟังเพลงนี้แบบสดๆ ครั้งแรกที่นี่แหละ ซึ่งเริ่ดมาก อีกเพลงที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “ไม่มีความหมาย” ซึ่งร้องตามกันกระหึ่มทีเดียว

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของงาน ปาล์มมี่นั่นเอง เคยเห็นการแสดงสดของปาล์มมี่ในทีวีมาแล้วหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ดูแบบเล่นสดตัวเป็นๆ แถมอยู่ห่างแค่สามช่วงแขนเอื้อมเอง การแสดงสดของปาล์มมี่คือช่วงเวลามหัศจรรย์สุดๆ ทันทีที่เสียงกลองเม็ดแรกดังขึ้น เสียงกรี๊ดที่ดังรออยู่แล้ว ก็ยิ่งดังถล่มทลายมากขึ้นไปอีก สาวน้อยในชุดกระโปรงสีเขียว หมวกคาวบอย และเท้าเปล่า ออกมาวาดลวดลาย และสะกดให้คนทั่วทั้งลานเซ็นทรัลเวิร์ลเมามันจนแทบคลั่ง หลังจากเพลงแรกจบลง (ติ๊กต่อก) ปาล์มมี่ก็ทักทายคนดูเล็กน้อย แล้วบอกว่า สี่สิบนาทีต่อจากนี้ เราจะสนุกด้วยกัน เท่านั้นแหละ เสียงกรี๊ดถล่มทลายกันอีกรอบ ทั้งเพลงเร็วเพลงช้าถูกนำมาเล่นอย่างต่อเนื่อง ปาล์มมี่โปรยเสน่ห์ของเธอไปทั่วเวที ไม่ว่าจะเป็นการร้อง การเต้น หรือการพูดคุยกับคนดู ล้วนเรียกเสียงกรี๊ดได้ทั้งนั้น ทุกเพลงคนร้องตามกันกระหึ่ม เวลาผ่านไปไม่รู้เท่าไหร่ (เพราะไม่ได้ดูนาฬิกาเลย) เหมือนว่าจะหมดเวลาของปาล์มมี่แล้ว เธอก็หันไปทางสต๊าฟหลังเวทีบอกว่าขอร้องอีกเพลงละกัน (กรี๊ด) จบเพลงนั้นไปแล้ว ก็มีแถมอีกเพลง (กรี๊ดดดด) แล้วก็ขอต่ออีกเพลงชนิดไม่ยอมลง (กรี๊ดดดดดดดด) ปาล์มมี่ปิดท้ายโชว์ของเธอด้วยเพลงโคตรฮิต “อยากร้องดังๆ” ที่เล่นต่อเนื่องกับติ๊กต่อก แบบทิ้งท้ายให้มันกันสมอยาก

ดูจบแล้วอยากจะลงไปกราบตีนปาล์มมี่ เสียงร้องไม่มีแกว่งไม่มีตกเลยแม้แต่น้อย แถมพลังในการสะกดคนดูก็มากมายมหาศาล กลายเป็นว่าวงที่ดูผ่านมาทั้งหมด กลายเป็นวงเปิดให้ปาล์มมี่ไปโดยปริยาย (ความเมามันของ Slur จืดไปเลยอ่ะเมื่อเทียบกับปาล์มมี่) หลังจากประกาศตัวไปแล้วหนึ่งรอบในบล็อกก่อน บล็อกนี้ขอประกาศตัวเป็นสาวกผู้จงรักภักดีต่อเธอคนนี้ ตราบเท่าที่ยังทำเพลงดีๆ และแสดงคอนเสิร์ตได้โคตรเยี่ยมอย่างนี้ตลอดไป

ต่อจากปาล์มมี่ ก็เป็นคิวของริธึ่มแอนบอยด์อีเลฟเว่น (ซึ่งได้แต่สงสารว่าจะรวมพลังไปสู้ปาล์มมี่ตัวคนเดียวได้ไหมเนี่ยะ) แต่เหลือบดูเวลาสามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว กลัวไม่มีรถกลับบ้าน (ไม่อยากเสียเงินค่าแท็กซี่) แถม Crescendo กับ Modern Dog ก็เคยดูหลายครั้งแล้ว (ซึ่งก็แอบหวั่นใจแทนว่าสองวงนี้จะมีแรงพอสู้ปาล์มมี่ไหวไหม) ก็เลยตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า

สรุปว่าปาล์มมี่ชนะเลิศ เป็นนางฟ้าของ Melody of Life โดยแท้จริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116160585282877749?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116160585282877749/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116160585282877749&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116160585282877749'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116160585282877749'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/10/third-day-melody-of-life.html' title='The Third Day @ Melody of Life'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116055625560399845</id><published>2006-10-11T15:41:00.000-07:00</published><updated>2006-10-11T01:44:15.616-07:00</updated><title type='text'>ขอเชิญสมาคมคนเสือกทุกท่าน</title><content type='html'>เรียนสมาคมชมรมคนชอบเสือก
มาทำ quiz ของเรากันหน่อย
&lt;a href="http://pickmegadance.funtest.biz/"&gt;http://pickmegadance.funtest.biz/&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116055625560399845?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116055625560399845/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116055625560399845&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116055625560399845'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116055625560399845'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/10/blog-post_11.html' title='ขอเชิญสมาคมคนเสือกทุกท่าน'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-116039687872491591</id><published>2006-10-09T19:25:00.000-07:00</published><updated>2006-10-09T07:22:17.473-07:00</updated><title type='text'>Another Sound in the Room: alone in the universe</title><content type='html'>เป็นเวรเป็นกรรมที่เสือกฟังเพลงที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฟัง ผลกรรมนั้นทำให้ต้องจำใจควักกระเป๋า ซื้อบัตรดูคอนเสิร์ต Another Sound in the Room เพียงใบเดียว นั่นก็หมายความว่า ต้องไปดูคนเดียวนะซิ

Another Sound in the Room เป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ไม่ต้องไปต่อคิวเพื่อแย่งจองบัตร จัดโดย smallroom ค่าเพลงทางเลือกอีกหนึ่งค่ายในบ้านเรา โดยทั่วไป เพลงของ smallroom จะเป็นเพลงป๊อป ฟังสบาย (ยกตัวอย่างเช่นอาร์มแชร์) แต่คอนเสิร์ตคราวนี้นำเสนอดนตรีที่ค่อนข้างออกไปทางร็อก เลยทำให้มีชื่อคอนเสิร์ตว่า Another Sound in the Room นี่แหละ ซึ่งวงที่จะขึ้นเล่นได้แก่ Death of a Salesman, Goose, Lemon Soup และ Slur

สำหรับคนที่ไม่แนวเท่าไหร่ อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อวงเหล่านี้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้น จะขอเขียนถึงแต่ละวงเท่าที่รู้แบบย่อๆ ให้ได้รู้จักกันก่อนพอสังเขป สำหรับวงแรก Death of a Salesman เคยเป็นเจ้าของเพลงอันดับหนึ่งแห่งปี ในการจัดอันดับเพลงประจำปีครั้งแรกของ FAT radio ด้วย เราเคยฟังเพลงของวงนี้บ้าง แต่ไม่ถึงกับติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด แต่รู้มาว่าวงนี้ไปเล่นที่ญี่ปุ่นบ่อยมาก

วงที่สองคือ Goose กรี๊ดดดดดด นี่คือวงขวัญใจของเราอย่างแท้จริง เรารู้จักวงนี้ตั้งแต่ยังเป็น Bedroom Studio (คือวงที่ทำเพลงกันเองแบบยังไม่มีสังกัดหรือค่าย แล้วส่งมาให้ FAT เปิด) ก่อนจะออกอัลบั้มแรกแบบทำเองขายเอง กับสังกัดของตัวเอง (ซึ่งตอนนี้อัลบั้มแรก เวอร์ชั่นดั้งเดิมกลายเป็นของหายากไปแล้ว) ต่อมาก็ย้ายมาสังกัด smallroom แล้วออกอัลบั้มที่สอง ซึ่งทวีความยอดเยี่ยมมากขึ้นไปอีก Goose คือเหตุผลหลักที่ทำให้อยากไปดูคอนเสิร์ตครั้งนี้

วงที่สาม Lemon Soup วงนี้น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุด เพราะเพลงป๊อปที่สุดในสี่วงข้างต้นแล้ว โดยเฉพาะเพลง “ระหว่างทาง” ที่คนไม่แนวก็ต้องเคยได้ยิน วงนี้เพิ่งออกอัลบั้มแรกกับ smallroom

วงสุดท้ายคือ Slur เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน ว่าเป็นวงใหม่ของ smallroom แต่ไม่เคยได้ฟังเพลงซักที จนกระทั่งปล่อยซิงเกิ้ลแรกที่ชื่อ “โรคจิต” นั่นแหละ ถึงกับทำให้กรี๊ดแตก เพราะเพลงเริ่ดสะแมนแตนมาก เพิ่งออกอัลบั้มชุดแรกเช่นกัน (อัลบั้มนี้วางแผงก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม 3 วัน และอัลบั้มนี้นี่เอง ที่เป็นเหตุผลที่สองที่ทำให้อยากดูคอนเสิร์ตนี้)

หลังจากโทรไปหาเพื่อนที่เราคิดว่าแนวอยู่หลายคน ปรากฏว่าไม่มีใครไปซักคน สาเหตุก็เพราะต่อมความแนวยังแนวไม่พอ กลายเป็นว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักวงที่กล่าวถึงข้างต้นเลย เราก็ลังเลว่าจะไปคนเดียวดีหรือไม่ดี ช่วงลังเลใจนั้น เราจึงจับ Goose, Lemon Soup และ Slur (ไม่มี Death of a Salesman เพราะไม่ได้ซื้อ) ยัดใส่ Creative muvo ติดตัวไว้ฟังตลอด

หลังจากมั่นใจว่า คงไม่มีใครไปดูด้วยแล้ว เราก็ยิ่งเปิด Goose กับ Slur กรอกหูตัวเองบ่อยมาก ในที่สุด พลังของ Goose บวก Slur ก็ผลักดันให้เรายอมเสียเงิน 270 บาท (ได้ลด 30 บาท ขอขอบคุณสุนทร ที่เอื้อเฟื้อบัตรเติมเงิน 1-2-call สำหรับใช้เป็นส่วนลด) ถือบัตรออกมาจาก Thai Ticket Master จนได้

สี่โมงเย็นของวันอาทิตย์ที่แปด เราขับรถออกจากบ้าน มุ่งตรงไป Moon Star Studio สถานที่จัดคอนเสิร์ต ซึ่งตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 80 โชคดีที่เป็นลาดพร้าวถิ่นเก่า เลยทำให้อาการเหวอจากการต้องไปดูคอนเสิร์ตคนเดียวมีไม่มากเกินไปนัก อันที่จริง นอกจากไปดูหนังคนเดียวแล้ว เราก็เคยไปงาน FAT festival คนเดียวหนนึง (งาน FAT Fest Five) ซึ่งคราวนั้นก็เหวอเหมือนกันแต่ไม่มาก เพราะว่ามันมีโน่นนี่ให้เดินดูเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นงานคอนเสิร์ตที่เป็นคอนเสิร์ตอย่างเดียวแล้วล่ะก็ นี่เป็นครั้งแรกที่เรามาดูคอนเสิร์ตคนเดียว เพราะฉะนั้นจึงเหวอหนัก แบบไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ยิ่งตอนขับรถมาถึง Moon Star เห็นเด็กแนวมากันเป็นกลุ่มๆ ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งฟีบเข้าไปอีก

ดังนั้น เมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อย จึงกดโทรศัพท์หาโบตรัยคนแรก ทั้งนี้เพราะแนวที่สุดเท่าที่จะคุยได้แล้ว ที่จริงก็ไม่มีเรื่องจะคุยหรอก แต่เหมือนโทรไปแก้เขินเพราะไม่รู้จะทำอะไรมากกว่า (โชคดีที่วันนั้น st. erato ก็โทรมาถามเรื่องซื้อกล้องด้วย เลยมีคนให้คุยแก้เขินสองคน ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้)

คุยเสร็จ เราก็ลงจากรถ แล้วเดินไปที่ซุ้มหน้าประตูทางเข้าคอนเสิร์ต เพื่อไปรับการ์ดซีดีเพลงพิเศษจากสี่วงที่จะเล่นในวันนี้ (แถม 1-2-call ยังแจกซิมการ์ดให้อีกต่างหาก) แล้วก็เดินหาข้าวกิน

แผนการเดิม เรากะจะมาถึง Moon Star ประมาณห้าโมงเย็น แล้วก็กินอาหารเย็นชิลล์ๆ หนึ่งชั่วโมง พอหกโมง ก็ได้เวลาประตูเปิดพอดี ปรากฏว่าผิดแผน คือแถวนั้นไม่มีร้านอาหารเลย หลังจากรับการ์ดซีดีแล้ว เราเดินมั่วๆ ปรากฏว่าเจอห้องที่เขียนว่าโรงอาหาร เราจึงไม่รอช้า เดินตรงไปทันที ก่อนจะพบกระดาษแปะที่หน้าประตูว่า Staff Only

หันซ้ายแลขวา เห็นแต่คน คน คน มากันเป็นกลุ่มทั้งนั้น ไอ้เราไม่รู้จะทำอะไร เลยเข้าห้องน้ำแก้เก้อก่อน แล้วก็เอาของที่ได้แจกไปเก็บที่รถ จากนั้นก็เข้าร้านขายขนม ที่อยู่ติดกับที่จอดรถพอดี (รถเราจอดใกล้ร้านมากๆ) ไอ้ร้านนี้มันก็ขายขนมแบบที่เป็นขนมจริงๆ พวกขนมขบเคี้ยวแบบไม่มีอิ่มแน่นอน เหลือบตามอง เห็นกลุ่มเด็กแนวกำลังโซ้ยมาม่าถ้วยกันอยู่ เราก็เลยเอาบ้าง หยิบมาม่าต้มยำน้ำข้น จ่ายเงิน แล้วต้มน้ำ แดกแทนข้าวเย็นก็ได้วะ

ที่จริงร้านขายขนมก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มันมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งด้วย เผอิญว่าเด็กแนวจับจองกันเต็มหมดแล้ว เราจึงจำใจต้องไปนั่งริมฟุตบาธ มองหาทำเลอยู่ซักพัก ไอ้ฝั่งหน้าร้าน เด็กแนวมันนั่งกันเป็นทิวแถว แบบไม่มีที่จะให้เราหย่อนตูด เราก็เลยว่าจะไปกินในรถแทน ว่าแล้วจึงเดินอ้อมไปด้านหลัง สายตาก็เหลือบเห็นฟุตบาธชนิดว่างโล่งตลอด ไม่มีคนนั่งเลยซักคนเดียว เราเสือกคิดในใจว่า มาคนเดียวไม่เห็นต้องอายเลย ว่าแล้วจึงหย่อนตูดนั่งโซ้ยมาม่าถ้วยอยู่ตรงนั้น

เนื่องจากร้านขนมอยู่ติดกับที่จอดรถ ทำเลที่เรานั่งตรงนี้ มันเหมือนเป็นทางผ่าน ที่คนที่จอดรถเสร็จจะต้องเดินผ่านเพื่อไปสตูดิโอ ระหว่างโซ้ยมาม่าถ้วย ก็จะมีกลุ่มเด็กแนวเดินผ่านไปตลอด จนเราอดด่าตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมกูไม่ไปนั่งในรถเนี่ยะ

ลองนึกภาพดูซิ ผู้ชายใส่แว่น หน้าตาและการแต่งกายแนวน้อยที่สุดในหมู่คนที่มารวมตัวกันวันนั้น นั่งโซ้ยบะหมี่อยู่ริมฟุตบาธเปลี่ยวผู้คนเพียงลำพัง แอบมองคนเดินผ่านไปมา โธ่ มันน่าสมเพชขนาดไหน

เมื่อโซ้ยหมด ก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงโทรศัพท์หาโบตรัยแก้เก้อเป็นระยะ แล้วก็ไปเดินเตร่อยู่แถวประตูคอนเสิร์ต เห็นกลุ่มเด็กแนวแล้วสงสารความอาภัพของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากรอเวลาประตูเปิด ก็เลยเดี๋ยวยืนเดี๋ยวนั่ง เดินไปเดินมานิดหน่อย แล้วก็แว้บเข้าห้องน้ำแก้เขินบ่อยมาก ตอนนั้นก็พยายามมองหาว่า มีใครมาคนเดียวหรือเปล่า เผื่อจะได้บากหน้าไปขอสร้างไมตรีด้วย ก็ไม่เจอซักคน

เอาล่ะ ประตูเปิดแล้ว ตอนแรกกะจะรอให้เขาเข้าไปกันก่อน แต่รออยู่ซักพักก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดซักที แถม Slur จะเล่นเป็นวงแรกด้วย เพราะกลัวพลาด เราเลยเข้าไปข้างในเลยก็ได้วะ เข้าไปแล้วก็หาทำเลนั่ง เหลือบตา (อีกแล้ว) เห็นเขานั่งกันเป็นกลุ่มๆ หย่อมๆ เราเลยไม่กล้าหย่อนตูดนั่งเป็นหมาหัวเน่าคนเดียว เลยทำเป็นเดินๆ ไปข้างหลัง แถวที่พวกทีมงานอยู่กัน

ยืนอยู่ซักพักก็เริ่มเมื่อย แล้วก็เริ่มเขินด้วย เลยตัดสินใจไปนั่งดีกว่า ว่าแล้วจึงไปนั่งเนียนๆ ตรงที่คนเยอะๆ มีเสียงประกาศว่าให้คนที่เข้ามาก่อนเลื่อนไปข้างหน้าหน่อย เพราะคนข้างหลังเข้ามาไม่ได้ เราเลยอาศัยจังหวะนี้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า อยู่ห่างจากเวทีไม่มาก ประมาณคนยืนต่อแถวกันสิบคนเอง จุดที่เราอยู่ เป็นจุดที่ตรงกับลำโพงฝั่งซ้ายของเวทีพอดี

นั่งรออีกซักพัก เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าคอนเสิร์ตกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

วงแรกที่ขึ้นเล่นก็คือ Slur ที่เราตั้งใจมาดูมาก เพราะไม่เคยเห็น Slur เล่นสดมาก่อนเลย (เคยแต่ได้ยินเสียงร่ำลือ) ปรากฏว่าผิดคาด เพราะ Slur เล่นดีกว่าที่คิดเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คือไม่อยากจะอวดอ่ะนะ แต่ขออวดหน่อยเหอะ คือเราจะเป็นคนมีเซ้นส์มากว่าวงไหนเล่นดี วงไหนเล่นไม่ดี วงไหนจะดัง วงไหนไม่ดัง เพลงไหนจะฮิต เพลงไหนจะดับ (อันนี้ไม่เชื่อไปถามโบตรัยได้นะ) แล้ว Slur เล่นดีแบบสุดยอดสุดยอดสุดยอดเลยนะ อันนี้วัดจากการลุกของเส้นขนในร่างกาย วงที่เล่นดีจะทำให้เส้นขนในร่างกายลุกอยู่ตลอดเวลา แบบที่เรียกว่าขนลุกซู่อ่ะ ตอนดู Slur เล่นนี่ขนลุกตลอด อารมณ์เดียวกับตอนได้ดู Flure เล่นสดครั้งแรกเลย แอบสังเกตคนอื่น ก็เห็นโยกกันตลอด ขนาดว่าอัลบั้มเพิ่งวางได้ไม่กี่วัน เพลงก็ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ แต่สร้างอารมณ์ร่วมได้ขนาดนี้ ไม่เจ๋งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

แต่ขอบ่นหน่อยเหอะ ว่าทำไมเด็กแนวทั้งหลายไม่ค่อยดิ้นกันเลยเนี่ยะ คือไอ้ที่เราบอกว่าโยกอ่ะ ที่จริงมันเหมือนการผงกหัวมากกว่า (เท่าที่มองก็เป็นท่านี้กันทุกคนเลยนะ) แล้วก็เขย่าขา ประมาณว่ากูมันของกูอยู่คนเดียว มันอยู่ข้างในอะไรประมาณนั้น แบบที่ออกสเต็ปไม่เห็นมีเลยอ่ะ แบบโดดๆ ก็ไม่ค่อยมี (มีแบบส่วนน้อยมาก และก็ไม่ได้อยู่ตรงจุดที่เรายืนด้วย) เราเลยต้องจำใจทำท่านี้ไปด้วย (ทำทั้งคอนเสิร์ตเลย) ทั้งที่ในใจอยากออกสเต็ปใจจะขาด (โอกาสหน้า ต้องหาทางไปดู so cool ให้ดู)

วงที่สองที่ขึ้นเล่นคือ Lemon Soup เมื่อเทียบกับ Slur แล้ว การแสดงของ Lemon Soup เหมือนแกงจืดที่เย็นชืด นักร้องนำพยายามจะกระโดดไปมา แต่ก็ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้เท่ากับที่ Slur ทำได้แม้แต่น้อย การเอานางเอกมิวสิควิดีโอเพลงระหว่างทางมาร่วมแจมหนึ่งเพลง ก็เหมือนความพยายามที่สูญเปล่า นอกจากจะไม่น่าจดจำแล้ว ยังต้องถามว่าจะทำไปทำไม การแสดงของ Lemon Soup มีช่วงที่ขนลุกอยู่สองช่วง ช่วงแรกคือตอนเล่นเพลง “ระหว่างทาง” (ที่เล่นได้หนักหน่วงกว่าในอัลบั้มมาก) อีกช่วงคือเพลงสุดท้าย (ขออภัย จำไม่ได้ว่าเล่นเพลงอะไร) ที่มันจริงๆ (แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว)

Goose มาเป็นวงที่สาม หากการแสดงของ Slur คือความมันที่อยู่ในความสว่างสดใส การแสดงของ Goose คือความมันที่อยู่ในขั้วตรงข้าม Goose คือ Another Sound in the Room อย่างแท้จริง มันคือดนตรีร็อกที่รุนแรง เร่าร้อน เกรี้ยวกราด หลอกหลอน และงดงาม การแสดงของ Goose ทำให้เราจมอยู่ในภวังค์แห่งสรรพเสียง ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งอารมณ์ เราดู Goose แสดงสดมาแล้วสามครั้ง ครั้งแรกที่ FAT Fest Five ครั้งที่สองที่ศิลปากร และครั้งที่สามคือครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่เต็มอิ่มในอารมณ์ที่สุดแล้ว (โดยเฉพาะเพลง Disappear Son เวอร์ชั่นอคูสติก ที่มีเพียงกีต้าร์อคูสติกตัวเดียว แต่กลับเล่นได้อย่างเยี่ยมยุทธ์และเข้าถึงอารมณ์สุดๆ ชนิดที่ว่าเพลงนี้เพลงเดียวก็เจ๋งกว่าการแสดงทั้งหมดของ Lemon Soup รวมกันเลยด้วยซ้ำ)

ปิดท้ายด้วย Death of a Salesman ซึ่งเป็นวงที่เราเฉยๆ แต่ท่าทางว่าจะเป็นขวัญใจของเด็กแนวมาก เพราะเป็นวงที่คนกรี๊ดเยอะที่สุด (ดูเหมือนสาวๆ จะกรี๊ดนักร้องนำวงนี้เป็นพิเศษ) มีอารมณ์ร่วมมากที่สุด และร้องตามดังที่สุด Death of a Salesman ก็เล่นได้ดีจริงๆ จนเราอยากหาอัลบั้มของพวกเขามาฟังบ้าง (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอัลบั้มหายากไปแล้ว) แต่เนื่องจากไม่ได้ผูกพันอะไรมากเป็นพิเศษ การแสดงของ Death of a Salesman ก็เหมือนของแถมสำหรับเราไปโดยปริยาย

หลังการแสดงของ Death of a Salesman จบ คอนเสิร์ตก็จบจริงๆ โดยไม่มีอังกอร์เลย ตอนแรกเรานึกว่าจะมีเพลงพิเศษที่แบบแต่ละวงออกมาร้องเล่นด้วยกัน แต่ก็ไม่มีแฮะ เซอร์ไพรส์สำหรับเราก็คือการไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรเลยในคอนเสิร์ตนี่แหละ

สรุปว่า Slur กับ Goose ได้ใจเราไปเต็มๆ เราจึงขอประกาศตัวไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะเป็นสาวกผู้จงรักภักดีต่อทั้งสองวง ตราบเท่าที่ยังทำเพลงดีๆ และแสดงคอนเสิร์ตเจ๋งๆ อย่างนี้ตลอดไป

กลับถึงบ้าน ก็ซัดข้าวรอบดึกหนึ่งจาน แล้วจึงอาบน้ำเข้านอน รู้สึกว่าปวดขามาก ที่ปวดนี่ไม่ใช่เพราะแดนซ์มากนะ แต่เป็นเพราะยืนนานต่างหาก ที่จริงตอนที่ Lemon Soup หรือ Death of a Salesman เล่น เราจะออกมานั่งพักก็ได้ แต่ก็ไม่เอา เพราะเสียค่าบัตรไปแล้ว จึงต้องยืนให้คุ้ม แม้ว่าจะเมื่อยแสนเมื่อยเพียงใดก็ตาม คอนเสิร์ตจบจึงรู้ว่า สังขารเริ่มไม่เอื้อซะแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-116039687872491591?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/116039687872491591/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=116039687872491591&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116039687872491591'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/116039687872491591'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/10/another-sound-in-room-alone-in.html' title='Another Sound in the Room: alone in the universe'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115975917521509270</id><published>2006-10-02T10:12:00.000-07:00</published><updated>2006-10-01T20:19:35.243-07:00</updated><title type='text'>สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เรียกว่าหิ่งห้อย</title><content type='html'>อันที่จริงไม่อยากออกจากบ้านเท่าไหร่ แต่เพราะแม่อยากไปดูหิ่งห้อย ประกอบกับกล้องเราเก็บตัวเงียบอยู่ในกล่อง เกรงว่าฝ้าจะถามหา ราจะขึ้น จึงตัดสินใจพักวิทยานิพนธ์ไว้ก่อน แล้วไปดูหิ่งห้อยกับครอบครัวดีกว่า

ทริปนี้ประกอบด้วยเจ้าของบล็อก พ่อกับแม่ และเพื่อนพ่ออีกหนึ่งคน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพประมาณชั่วโมงนิดๆ เราก็มาถึงตลาดน้ำอัมพวา เวลาประมาณห้าโมงกว่า สอบถามได้ความว่า เรือชมหิ่งห้อยเที่ยวแรกจะออกประมาณหกโมงครึ่ง หากไม่ทันรอบนี้ก็ต้องรอรอบสองทุ่ม เราจึงไปจองตั๋วเรือกันก่อน ตกหัวละ 60 บาท (สำหรับผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ สามารถจะเหมาเรือได้ แต่ไม่รู้ราคาเหมือนกัน เพราะไม่ได้ถาม) จากนั้นก็หาอะไรกิน

ด้วยความที่เป็นวันเสาร์ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเย็นย่ำ ซึ่งคงจะมีคนมารอดูหิ่งห้อยเหมือนกับเรา ทำให้คนเยอะเป็นพิเศษ แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นตลาดน้ำ แต่เท่าที่เห็น ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ขายกันอยู่ริมฝั่ง ส่วนที่เป็นเรือขายอยู่ในน้ำ ก็เกาะกลุ่มกันอยู่ริมตลิ่ง ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะต้องไปขายในเรือทำไม เพราะไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหนเลย แถมเรือส่วนใหญ่ (อันที่จริงต้องบอกว่าเท่าที่ตาเห็นทั้งหมด) ก็ติดเครื่อง ไม่ได้ใช้ฝีพายกันแล้ว เลยทำให้เสน่ห์แบบตลาดน้ำที่เราวาดภาพเอาไว้ผิดจากที่เห็นมากทีเดียว แต่อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไปตอนเย็นย่ำหรือเปล่า ตอนกลางวันอาจจะเป็นอีกอย่างก็ได้

สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบชาวบ้านริมน้ำ ก็สามารถเหมาเรือเที่ยวได้ แต่ถ้าจะนั่งเรือเพื่อซึมซับบรรยากาศตลาดน้ำเพียงอย่างเดียว ก็ดูจะไม่คุ้มเท่าไหร่ เพราะตลาดไม่ได้ใหญ่โตมาก พ่อค้าแม่ขายก็ไม่ได้พายเรือสวนไปมาให้ได้เลือกซื้ออะไรกันนัก นอกเสียจากว่าจะนั่งออกไปไกลๆ เพื่อชมภาพและบรรยากาศของบ้านเรือนริมน้ำด้วยนั่นแหละ (ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นช่วงเวลาเย็น ซึ่งน่าจะไม่เหมือนช่วงกลางวัน) แต่เย็นขนาดพระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ไม่รู้ว่านั่งเรือออกไปจะมองเห็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยไม่ค่อยเห็นคนนั่งเรือกันเท่าไหร่

แต่ที่เห็นคนเยอะมาก ก็คือคาราโอเกะแบบโล่งโจ้ง ตั้งอยู่ริมน้ำ พร้อมเครื่องเสียงขนาดใหญ่ ชนิดที่ได้ยินกันไปทั่วคุ้ง แถมร้องฟรีอีกต่างหาก คนยืนดูกันเต็มไปหมด ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ขนาดมีคนดูเยอะขนาดนั้น ยังจะมีคนต่อคิวรอร้องเพลงกันเพียบ ชนิดไม่มีอายกันเลย ทำให้เชื่อเลยว่า คนไทยเป็นพวกรักสนุกจริงๆ

หลังจากอิ่มกับอาหารเย็น เราก็นั่งรอเวลาเรือออก ตอนนี้แหละที่มั่นใจว่า คนเยอะเพราะส่วนใหญ่มารอดูหิ่งห้อยกัน ท่าเรือต่างๆ เริ่มเรียกลูกค้ากันแล้ว เราก็ไปที่ท่าที่เราจองตั๋วไว้ ใส่เสื้อชูชีพสีส้มแป๊ด

แล้วก็ได้เวลาเรือออก (เรือที่เรานั่งไม่มีหลังคาอีกต่างหาก ซึ่งเริ่ดมาก เพราะลมจะเย็นสบาย แต่จะแย่มากถ้าฝนตก เพราะเปียกแบบไม่ต้องหลบเลย) เรือค่อยๆ แล่นผ่านตลาด ไฟจากร้านรวงสองข้างทางส่องแสงระยิบบนพื้นน้ำ พระจันทร์เคลื่อนตัวหลบอยู่หลังเมฆ ฟ้าแลบแปลบปลาบส่องแสงวับๆ อยู่ไกลๆ ให้หวั่นใจว่าฝนจะตกซะเหลือเกิน

ลมเย็นพัดสวนกับทางที่เรือแล่นผ่าน พ้นจากตลาดออกมาก็เป็นแม่น้ำผืนใหญ่ แสงไฟสว่างจ้าเมื่อครู่ค่อยๆ ทยอยหายไป ความพลุ่กพล่านถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศยามค่ำของบ้านริมน้ำ จะมีคึกคักอยู่บ้างบางบ้านที่เปิดเป็นโฮมสเตย์

พ้นออกมาไม่นาน ความเงียบก็เริ่มเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงเครื่องเรือดังตัดอากาศ กับเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ ทุกสายตาบนเรือคงจะคอยสอดส่ายมองหาหิ่งห้อย แต่ก็ยังไม่ปรากฏแสงวับวาวให้ได้ชื่นใจ

เรือแล่นห่างจากจุดเริ่มต้นไกลขึ้นเรื่อยๆ มีร้านอาหารเปิดให้บริการอยู่หลายร้าน ตกแต่งสวยงาม ซึ่งคนที่ได้นั่งเรือเที่ยวคงจะได้แวะทานกันอย่างอิ่มหนำ แถมบ้านแบบโฮมสเตย์ก็ยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งที่อยู่ไกลจากตลาดเหลือเกิน แต่บรรยากาศก็ดีมากจริงๆ

แสงนีออนจากบ้านริมน้ำ ปรากฏแทรกเงาตะคุ่มของไม้ใหญ่เป็นระยะ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้าหิ่งห้อย

เรือเครื่องเคลื่อนตามกันไปนับสิบ (แต่มีเรือเราลำเดียวที่ไม่มีหลังคา เท่ไหมล่ะ) เสียงเครื่องเรือเราเบาไปเลย เมื่อเทียบกับเรือใหญ่ แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ ระหว่างที่เรากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศสงบอยู่นั้น เรือที่โคตรใหญ่ก็แล่นสวนมาอีกฝั่ง (ให้นึกถึงเรือสวนอาหารที่เห็นตามเจ้าพระยา แต่ไม่ใหญ่เท่า) พร้อมกับเสียงเพลงคาราโอเกะชนิดโคตรดัง นึกสาปแช่งอยู่ในใจว่า หิ่งห้อยมันกลัวขี้หดตดหายก็เพราะพวกมึงนี่แหละ

แล้วแสงแรกของหิ่งห้อยก็ปรากฏให้เห็น มันวาววับริบหรี่อยู่เพียงครู่ แล้วก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว เรือเคลื่อนแหวกน้ำผ่านระลอกคลื่นไปอีกประมาณนึง แสงที่สองของหิ่งห้อยก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะใจดี เพราะมีให้เห็นถึงสามตัว

เมื่อผ่านแสงที่สองนี้ไปแล้ว ความมืดเหมือนจะเยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายอีกครั้ง นานจนเราคิดในใจว่า 60 บาทที่เราเสียไป ได้เห็นหิ่งห้อยสี่ตัว ช่างคุ้มเสียนี่กระไร

จะว่าไปแล้ว คนเราก็หากินกับอะไรไปได้เรื่อยๆ ขนาดหิ่งห้อยตัวกะจ้อยร่อยยังเป็นเงินเป็นทองเลย

สำหรับเราแล้ว หิ่งห้อยเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่ง ว่ากันตามจริง จะมีใครซักกี่คนที่รู้จักรูปร่างหน้าตาจริงๆ ของหิ่งห้อย มันมีขากี่ขา มีปีกกี่ปีก หรือมีหนวดกี่เส้น นอกจากนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องสัตว์พวกนี้แล้ว เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักหิ่งห้อยในฐานะสัตว์ชนิดหนึ่งที่เปล่งแสงได้เท่านั้นเอง

แต่แค่ความสามารถในการเปล่งแสงนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่ทำให้หิ่งห้อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่สุดแสนจะมหัศจรรย์ แสงสีเหลืองวับวาวของหิ่งห้อยไม่เพียงจะแต่งแต้มสีสันให้ค่ำคืนและเงาไม้ หากยังสว่างวาบไม่แพ้ระยิบดาวบนท้องฟ้าในจินตนาการของเด็กๆ ด้วย

เรือแล่นฝ่าความมืดไปเรื่อยๆ ระลอกคลื่นบนผิวน้ำกระทบกราบเรือแล้วแตกไป ลมเย็นยังพัดโชย หลังจากเลิกหวังว่าจะได้เห็นหิ่งห้อยตัวที่ห้าแล้ว คุณแม่ของครอบครัวที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ชี้มือชี้ไม้ บอกเด็กชายตัวน้อยให้มองไปที่พุ่มไม้ใหญ่

แสงระยิบระยับของหิ่งห้อยนับสิบปรากฏให้เห็นในพุ่มไม้นั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115975917521509270?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115975917521509270/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115975917521509270&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115975917521509270'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115975917521509270'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เรียกว่าหิ่งห้อย'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115949796100121060</id><published>2006-09-29T09:40:00.000-07:00</published><updated>2006-09-28T19:55:49.626-07:00</updated><title type='text'>Another Sound in the Room</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/bbanner.gif"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/bbanner.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; One-2-Call! Freedom Music&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;presents
&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;"&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Another sound in the room&lt;/span&gt;” by Smallroom"&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;พบศิลปิน 4 วงคนดนตรี Slur, Lemon Soup, Goose และ Death of a salesman&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/smallroom.php"&gt;http://www.thaiticketmaster.com/concert/smallroom.php&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;SLUR&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Style : Rock N' Roll&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/1slur.gif" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;SLUR กบฏทางคนตรีที่มากับเครื่องเป่า การรวมตัวกันของ 5 หนุ่มที่มีใจรักในแนวเพลงสไตล์ “Rock N' Roll” โดยพวกเขาได้ผสมผสานความเป็น Rock และ Pop เข้าไว้ด้วยกันจนเกิดเป็นเพลงทางเลือกใหม่ที่ฟังง่าย ฟังสนุก และพ่วงความหฤหรรษ์ ด้วยการแทรกเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองอย่าง “ ทรัมเป็ต ” เข้าไปไว้ในบทเพลงของพวกเขา เพื่อช่วยเพิ่มสีสัน ความสนุก และจังหวะที่ชวนให้ต้องขยับแข้งขยับขาเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง บวกกับความตั้งใจจริงด้วยการ Produce เพลงของพวกเขาเองทั้งหมด ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง ด้วยการแสดงสดแบบสุดมันส์ ปนความสนุกสนานของจังหวะดนตรีที่คึกคัก ชวนเต้นรำในสไตล์ ROCK N' ROLL จนเข้าตาถูกแนวทางของค่ายเพลงอย่าง สมอลล์รูม คว้ามาเป็นศิลปินในสังกัด ด้วยลีลา และภาพลักษณ์ที่สะดุดตา ทั้ง แนวทางงานเพลง บวกกับบุคลิdท่าทางในสไตล์ส่วนตัวของแต่ละคน ที่เรียกได้ว่าสุดๆ แบบไม่ยอมใคร &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;Lemon Soup&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Style : College Sound&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/2lemonsoup.gif"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/2lemonsoup.gif"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/2lemonsoup.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;เด็กหนุ่ม 4 คนจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับแนวดนตรีในรูปแบบ “College Sound” ด้วยพื้นฐานของเพลง Pop จากฝั่งอังกฤษผนวกกับเนื้อหา ที่สัมพันธ์กับแนวคิดทางการออกแบบ และเรื่องราวในชีวิตประจำวันจากสังคมไทย มาร้อยเรียงต่อกัน แทรกแนวความคิดในมุมมองใหม่ๆของพวกเค้า ที่สื่อให้เห็นถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อีกหลากหลายแง่มุม ผสมผสานกับรูปแบบของท่วงท่า จังหวะทำนองที่โดดเด่นในสไตล์ของพวกเค้า ซาวด์กีต้าร์ที่มีชั้นเชิง แถมอัดแน่นด้วยเสียงเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้น บวกกับเสียงร้องนุ่มๆ ชวนฟังของนักร้องนำ ที่จะทำให้แฟนๆเพลงที่ได้ลิ้มลองรสชาติของ “ เลม่อน ซุป ” ถ้วยนี้แล้วยากที่จะวาง&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;DEATH OF A SALESMAN&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Style : Pop Rock&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/3deathof.gif"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/3deathof.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/4goose.gif"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;div align="left"&gt;ในปี 2002 พวกเขาทั้งสองได้สร้างปรากฏการณ์ ทางด้านงานเพลง ด้วยการส่งอัลบั้มเต็มครั้งแรกในชื่อเดียวกับชื่อวงว่า “DEATH OF A SALESMAN” ที่สร้างกระแส ด้วยแนวทางงานเพลงแบบ POP ROCK จากจุดเริ่มต้น ด้วยการทำเพลงจากซีเควนเซอร์ ก่อนที่จะได้รู้จักเครื่องอัด 8 แทรคในเวลาต่อมา อัลบั้มนี้ประกอบด้วยความหลากหลาย ในแนวทางของดนตรี และรายละเอียดเครื่องดนตรี แต่ด้วยความลงตัว และเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านทำนอง การเรียบเรียง รวมถึงเนื้อหาที่ถ่ายทอดความสดของตัวศิลปิน และเรื่องราวที่แตกต่าง และคมคาย จึงทำให้อวสานเซลล์แมน เป็นวง Guitar band ที่มีความโดดเด่นมากวงหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;Goose&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Style : Post Rock&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/4goose.gif"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.thaiticketmaster.com/concert/images/another_sound_in_the_room/4goose.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;5 หนุ่มวง Goose เคยฝากอัลบั้มสุดเท่ ที่ใช้ชื่ออัลบั้มเป็นชื่อเดียวกับชื่อวงไปแล้ว เมื่อปลายปี 2547 ที่มีผลงานเพลงอย่าง “ ทิ้งฉันไว้ ” หรือ “ สิ่งดีๆ ” ได้กระแสการตอบรับจากแฟนเพลงอินดี้อย่างท่วมท้น และกลายเป็นวงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุดวงหนึ่ง มาวันนี้พวกเขาพร้อมที่จะนำเสนอผลงานชิ้นใหม่ล่าสุด กับอัลบั้มที่ยังคงความเป็น ROCK มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของพวกเขาทั้ง 5 คน อัลบั้ม 20 guns pointing in your face อัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ที่หนักแน่นไปด้วยพลัง กับความรู้สึกที่อยากจะบอกความเป็นตัวตน และมุมมองเกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่หลายๆคนอาจมองข้ามไป อย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย ผ่านการเล่าเรื่องแบบซื่อตรง ไม่มีการปรับแต่งสีสันแล้วนำมาร้อยเป็นบทเพลง ในอัลบั้ม บวกกับดนตรีสไตล์ Rock ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงที่หาตัวจับได้ยาก ด้วยการเพิ่มความหนักหน่วงของท่วงทำนอง และจังหวะของดนตรี ผสมผสานกับเครื่องดนตรีอิเลคโทรนิค อย่าง Synthesizer , Sampling ที่รวมกันได้อย่างลงตัว และแน่นอนพวกเขาทั้ง 5 ยังคงความเป็น Rock ที่ดุดันเอาไว้ได้อย่างลงตัว &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115949796100121060?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115949796100121060/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115949796100121060&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115949796100121060'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115949796100121060'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/another-sound-in-room.html' title='Another Sound in the Room'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115874242043932458</id><published>2006-09-20T15:52:00.000-07:00</published><updated>2006-09-20T01:53:40.456-07:00</updated><title type='text'>การใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ในวันที่ 19 กันยายน 2549</title><content type='html'>เช้าวันที่ 19 ก็เหมือนเกือบทุกๆ เช้า ที่เราจะตื่นไปมหาลัยแต่ตรู่ เพราะจะได้ไปพร้อมพ่อ ประหยัดค่ารถและเวลา ขี้ อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เสร็จเรียบร้อย ก็นั่งฟังเพลงรอพ่อ ประมาณเจ็ดโมงครึ่งก็ออกจากบ้าน

แปดโมงก็มาถึงท่าพระจันทร์แล้ว สิ่งแรกคือแวะเข้าร้านดอกหญ้า มองหานิตยสารออกใหม่ ยังไม่ออกแฮะ ว่าแล้วก็เดินไปร้านนายอินทร์ มองหานิตยสารออกใหม่อีกเหมือนกัน ยังไม่มีอะไรออกซักเล่ม ก่อนเข้ามหาลัย แวะซื้อข้าวเหนียวกับไก่ผงชูรสหนึ่งขีด

เข้าห้องปริญญาโท เห็นพี่ต้นนั่งอ่านหนังสือแต่เช้าเชียว เรายอมน้อยหน้าได้ที่ไหน ว่าแล้วจึงวางสัมภาระ หยิบถุงข้าวเหนียวไก่ออกมานั่งแทะ และคุยกับพี่ต้นซะเลย

กินเสร็จก็ได้ฤกษ์อ่านหนังสือของตัวเองบ้าง หยิบชีทไปนั่งอ่านรับลมริมระเบียงหน้าห้อง เสียบหูฟังวิทยุไปด้วยอีกต่างหาก อ่านไปได้เกือบจบแล้ว น้องมุ่ยก็มานั่งคุยด้วยจนเกือบสิบโมง มุ่ยมันก็ไปเรียน ส่วนเราอ่านจบแล้ว ก็เลยเคลื่อนตัวไปห้องคอม

ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาดาวน์โหลดข่าวที่เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ตัวเอง ปรากฏว่าเข้าฐานข้อมูลไม่ได้ซะงั้น ก็เลยเปลี่ยนมาหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตแทน โดยเข้าห้องเฉลิมไทยกับห้องกล้องในพันทิป เข้าบล็อกตัวเอง เข้าบล็อกคนอื่น เปิดดูเว็บขายซีดีเพลง หาเพลงฟัง แชต MSN แต่ละอย่างมีประโยชน์ทั้งนั้น ใกล้เที่ยง ท้องเริ่มร้อง เลยกลับไปที่ห้องปริญญาโท

ปรากฏว่ายังมีคนไม่ค่อยหิว ก็เลยรอ โดยการนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลง จนเกือบเที่ยงครึ่งเลยได้เคลื่อนกำลังพลไปท่าพระจันทร์ กินข้าวที่ร้านคุณเอก

หลังกินข้าวเสร็จ เราอยากไปคุยกับร้านน้อง เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ของเรา แต่คนแน่นร้านมาก ก็เลยยังไม่ได้คุย กลับเข้ามหาลัย ปรากฏว่าอาจารย์แม่เรียกพบ ให้ไปเอาการบ้านมาตรวจ ก็เลยนั่งตรวจการบ้านมันซะเลย

ตรวจเสร็จก็สมาธิแตกซ่าน ไม่ค่อยอยากอ่านหนังสือแล้ว  ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็เลยเดินไปเดินมา แวะอ่านแปปนึง เดินไปเดินมาอีกรอบ เดี๋ยวก็เดินไปห้องคอม กลับลงมาห้องปริญญาโท เดินไปเดินมา อ่านอีกแปปนึง คุย คุย คุย หมดเวลาไปค่อนวันอย่างมีประโยชน์มาก

หยิบกีต้าร์มาเล่นอีกรอบ พอหกโมงก็ออกไปท่าพระจันทร์ หาอะไรกระแทกปาก แวะไปร้านน้องอีกรอบ คนซื้อไม่เยอะเท่าไหร่ แต่คนขายแน่นร้านมาก ก็เลยเปลี่ยนใจ ค่อยไปคุยวันหลังดีกว่า เราซื้อลูกชิ้นยี่สิบบาท กินเสร็จก็คุย คุยเสร็จก็มานั่งที่โต๊ะ หยิบชีทมาพลิกๆ หน่อยนึง เดินไปเดินมา ใกล้ๆ สองทุ่ม ห้องจะปิดแล้ว มีคนเปิดวงไพ่ ก็เลยแจมสลาฟซักหน่อย และด้วยความเก่งกาจ เราก็เลยเป็นคิงเลย เล่นได้หนึ่งตาก็กลับบ้าน ติดรถพี่แอร์ไก่มาลงเหมือนเคย

ถึงบ้าน กินข้าวเรียบร้อย ก็ได้เวลาดูทีวี มีเหยื่อมารเป็นช่องหลัก สลับไปกับผู้พิทักษ์รักเธอ สัญญาแค้นแสนรัก และแชนแนลวี วันนี้ง่วงๆ ยังไงไม่รู้ แอบหลับไปหน่อยนึง มาเต็มตื่นก็ตอนเจอการแสดงของป้าคุณหนูลดามณีในเหยื่อมาร น่ากลัวมาก เท่านั้นไม่พอ กดรีโมตไปเจอลองของในยูบีซีอีกต่างหาก น่ากลัวกำลังสอง กดไปกดมาสองช่องนี้แหละ ตื่นเลย

เอ...ทำไมช่องห้าเปิดเพลงในหลวงหว่า ไม่ได้สนใจ ดูเหยื่อมารต่อไป แล้วเปาก็โทรมา บอกว่าพรุ่งนี้จะมีรัฐประหาร เราก็เลยตอบไปว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่รู้เหมือนกัน สรุปว่ารอดูเหตุการณ์พรุ่งนี้

อย่ากระนั้นเลย โทรไปหาแฟนพันธ์แท้คุณทักษิณดีกว่า ว่าแล้วเลยจิ้มโทรศัพท์ไปหาเก้า ถามว่าพรุ่งนี้เขาจะมีปฏิวัติกันเหรอ เก้าบอกว่าไม่ใช่พรุ่งนี้แล้ว ตอนนี้แหละ เก้าก็กำลังเช็คข่าวอย่างเมามัน สมเป็นแฟนพันธ์แท้จริงๆ คุยไปนิดนึง ก็วางหู เปิดดู CNN กับ BBC พูดเร็วมาก ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เอ...โทรกลับไปบอกเปาดีกว่าว่าเขาเริ่มกันแล้ว

กลับมาดูช่องธรรมดา ตอนนี้เป็นเพลงในหลวงหมดแล้ว ว่าแล้วเลยรีบไปอาบน้ำ แล้วมานั่งมั่วกับ CNN และ BBC ต่อไป กูจะรู้เรื่องไหมเนี่ยะ เออ ไปเอาโน้ตบุ๊คมาต่อเน็ตเต่าดีกว่า วิ่งไปข้างบน หยิบโน้ตบุ๊คมาข้างล่าง ดึงสายโทรศัพท์ออก แล้วต่อเน็ตเต่า เข้า MSN มีคนออนไลน์สามสิบคน

เปิดห้อง MA ประกอบด้วย 009 myindiglo และ sterato มีคุยกับ vfc ห้องนึง แล้วก็ toom110 อีกห้องนึง แชตกันอย่างเมามัน ระหว่างแชตเราก็วิ่งไปดูข่าวด้วย เพราะไม่ได้นั่งหน้าทีวี เหนื่อยมากมาย

vfc กับ toom110 ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ห้อง MA นี่เกาะติดสถานการณ์มาก โดยเฉพาะ 009 ที่พิมพ์ไปสะใจไป แถมยังแนะนำเว็บ managerradio ให้ไปฟังอีกต่างหาก ซึ่งเป็นกลางมากกกกกกกกกกกกกกกก ถึงกับประกาศว่า พรุ่งนี้หุ้นขึ้นแน่ เพราะประชาธิปไตยเบ่งบาน ฟ้าเปิดแล้ว ตอนนี้เราปิดทีวีไปแล้ว เพราะดูไม่ได้ซักช่อง ขนาด CNN กับ BBC ก็ดูไม่ได้ ฟังได้แต่ managerradio นี่แหละ

เกาะติดสถานการณ์ซักพัก คราวนี้ managerradio ก็เริ่มฟังไม่ได้แล้ว เน็ตเต่าเราก็ช้ามาก จะเข้าเว็บก็ไม่ค่อยจะได้ เข้าได้ก็ไม่ค่อยทันใจ แถมหนังตาเริ่มหนัก ตาเริ่มลาย เหลือบดูเวลา นี่มันตีหนึ่งกว่าแล้ว กูไปนอนดีกว่า

เรื่องจะไปมหาลัยหรือเปล่าเลยไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป เพราะถึงสถานการณ์จะออกไปได้ แต่ว่าก็คงตื่นสายอยู่ดี ก็เลยตัดสินใจไม่ไปมหาลัยแล้ว ดีที่เอาอะไรกลับมาอ่านที่บ้านบ้าง ไม่งั้นงานคงไม่เดินแน่ แต่จะว่าไป เอากลับมาก็ใช่ว่าจะได้อ่านเนาะ เฮ้อ

โอ้วววววววว วันนี้เราใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์จริงๆ

ปล. วันนี้เก้ากลับบ้านเร็วแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่บอกกันบ้างเลยนะ แล้วถ้าเปาไม่โทรมา เราก็คงไปนอนโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยแน่ๆ ถ้าเป็นตอนที่เราอยู่หอคงยิ่งแล้วใหญ่ คงงมโข่งอยู่ในกะลาสุดๆ เพราะตอนอยู่หอ เราไม่มีทีวี ไม่มีเน็ต มีแต่วิทยุ ซึ่งก็คงไม่ช่วยให้รู้ข่าวอะไรได้มากขึ้น เพราะโดนปิดหมด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115874242043932458?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115874242043932458/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115874242043932458&amp;isPopup=true' title='17 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115874242043932458'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115874242043932458'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/19-2549.html' title='การใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์ในวันที่ 19 กันยายน 2549'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>17</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115847833750244521</id><published>2006-09-17T14:30:00.000-07:00</published><updated>2006-09-17T00:32:17.520-07:00</updated><title type='text'>17 กันยายน 2524</title><content type='html'>ย้อนกลับไปเมื่อเราย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ได้ไม่นาน วันนั้นแม่กำลังรื้อค้นและจัดการเอกสารและกระดาษกองเกือบมหึมา เศษกระดาษก็ทิ้งไป พวกเอกสารสำคัญก็เก็บเอาไว้ แยกเป็นกองๆ แล้วแม่เราก็เจอกระดาษใบหนึ่ง

มันเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ เก่าจนเหลือง และเปื่อยจนเกือบกรอบ กระดาษแผ่นนั้นตัดมาจากหนังสือพิมพ์ และที่ไม่ธรรมดาก็คือ มันตัดมาจากหนังสือพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2524 โน่น

กระดาษแผ่นที่ว่า ตัดมาจากคอลัมน์ดวงดาวของท่าน โดยอาจารย์นพ ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากหนังสือพิมพ์อะไร เดาเอาว่าเป็นเดลินิวส์ หรือไม่ก็ไทยรัฐ แต่เป็นฉบับวันที่ 17 กันยายน 2524 ซึ่งเราเพิ่งลืมตาดูโลกมาได้ยังไม่ครบวันเลย แม่บอกว่าพ่อตัดเก็บเอาไว้ในวันที่เราเกิด ตอนนี้เราเก็บกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ จึงเอามาพิมพ์ให้อ่านเนื่องในโอกาสครบเบญจเพส ดังนี้

&lt;em&gt;ดวงดาวของท่าน โดยอาจารย์นพ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2524 แรม 4 ค่ำ เดือน 10 ปีระกา จุลศักราช 1343 วันนี้ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีกันย์ เวลา 08.10 นาฬิกา ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็น “ศรี” ประกอบการมงคลดี เด็กเกิดวันนี้ หากเกิดเป็นชายเป็นคนฉลาดหลักแหลมแลกล้าหาญเก่งกล้ามีความสามารถเฉพาะตัว เติบใหญ่ไม่ต้องกลัวที่จะเป็นรองคน ทั้งเรื่องความคิดและการกระทำคำพูดแล หากเกิดเป็นหญิงเป็นคนขยันขันแข็งเอาจริงทั้งร่ำเรียนและดิ้นรนแสวงหาชื่อเสียงเงินตรา เติบใหญ่ฐานะหรูหรามั่นคงนักแล&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115847833750244521?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115847833750244521/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115847833750244521&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115847833750244521'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115847833750244521'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/17-2524.html' title='17 กันยายน 2524'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115794590375786434</id><published>2006-09-11T10:35:00.001-07:00</published><updated>2006-09-10T20:47:10.893-07:00</updated><title type='text'>11 Sept.</title><content type='html'>Summer has come and passed
The innocent can never last
wake me up when september ends

like my fathers come to pass
seven years has gone so fast
wake me up when september ends

here comes the rain again
falling from the stars
drenched in my pain again
becoming who we are

as my memory rests
but never forgets what I lost
wake me up when september ends

summer has come and passed
the innocent can never last
wake me up when september ends

ring out the bells again
like we did when spring began
wake me up when september ends

here comes the rain again
falling from the stars
drenched in my pain again
becoming who we are

as my memory rests
but never forgets what I lost
wake me up when september ends

Summer has come and passed
The innocent can never last
wake me up when september ends

like my father's come to pass
twenty years has gone so fast
wake me up when september ends

wake me up when september ends

wake me up when september ends&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115794590375786434?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115794590375786434/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115794590375786434&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115794590375786434'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115794590375786434'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/11-sept.html' title='11 Sept.'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115750720479479839</id><published>2006-09-06T08:45:00.000-07:00</published><updated>2006-09-05T18:46:44.813-07:00</updated><title type='text'>เขียนฝันด้วยชีวิต</title><content type='html'>แม้พี่น้องชาวเหนือจะประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ แม้พี่น้องชาวใต้จะประสบปัญหาความไม่สงบ แต่ที่กรุงเทพ ท้องฟ้ากลับสวยงามมาก พื้นฟ้าสีน้ำเงินเข้มในตอนเช้า ก่อนที่แดดจะแต่งแต้มให้ฟ้าเป็นสีอ่อนในตอนสาย เมฆก้อนปุยเกาะกลุ่มกันเป็นรูปทรงต่างๆ มากมาย เหมาะแก่การออกไปถ่ายรูปเป็นยิ่งนัก ซึ่งเราก็ได้ไปออกรอบมาแล้วหนึ่งรอบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาระหน้าที่ที่ควรจะเริ่มทำได้แล้ว ซึ่งคือการเขียนวิทยานิพนธ์อย่างตั้งใจ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ฟ้าสวยๆ หมองลงในความรู้สึก แม้จะไปคุยกับอาจารย์เรื่องแบบจำลองที่จะใช้ในการศึกษามาแล้ว และแบบจำลองก็เกือบจะใช้ได้แล้ว แต่พอจะเริ่มลงมือเขียนทีไร กลับเกิดภาวะตีบตันทางสมองและความตั้งใจไปซะทุกครั้ง

นอกจากจะฟังเพลง เล่นเกม และอินเตอร์เน็ต กิจกรรมอีกอย่างที่ได้ทำในช่วงนี้ก็คือการอ่านหนังสือ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวิทยานิพนธ์ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แถมดูเหมือนว่าจะทำให้ภาวะขี้เกียจทางวิชาการยืดยาวออกไปอีก

“เขียนฝันด้วยชีวิต” อัตชีวประวัติเชิงนวนิยายของประชาคม ลุนาชัย คือหนังสือเล่มแรก (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) ที่เราได้อ่านในรอบหลายเดือนนี้ ความดีเด่นของหนังสือเล่มนี้มีมาก ถึงขนาดที่เราต้องสลัดตัวขี้เกียจมาเขียนเอาไว้ในบล็อก เพื่อเก็บไว้เป็นความประทับใจ และขอเชียร์ให้ไปหามาอ่านกันนะ

&lt;em&gt;ประชาคม ลุนาชัย เกิดที่จังหวัดยโสธร เมื่อ 15 สิงหาคม 2502 มีโอกาสเรียนในระบบจบเพียงชั้นมัธยมต้น หลังจากนั้นก็ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาเคยเป็นบริกรตามร้านข้าวต้ม ร้านก๋วยเตี๋ยว ภัตตาคาร โรงน้ำชา และเป็นลูกจ้างในโรงงานรองเท้า โรงงานขนมปัง โรงน้ำปลา โรงนุ่น ฯลฯ

จนกระทั่งอายุ 24 ปี เขาตัดสินใจไปเป็นลูกเรือประมง เปลี่ยนย้ายไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือลากคู่ เรือลากเดี่ยว เรืออวนดำ เรืออวนล้อม เดินทางฝ่าคลื่นลมจากชายทะเลตะวันออก ทะเลภาคใต้ตั้งแต่เพชรบุรี ไล่ลงไปถึงปัตตานี ตระเวนออกสู่น่านน้ำสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

หลังจากท่องทะเลมา 8 ปี เขาขึ้นบกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 หางานบนฝั่งทำ แล้วใช้เวลาว่างอ่านและฟื้นฟูการเขียนหนังสือ กระทั่งปี 2535 จึงลาออกจากงานมาทุ่มเทให้กับวิถีของนักเขียนเพียงอย่างเดียว (บางส่วนจากปกหลัง “ฝั่งแสงจันทร์”)
&lt;/em&gt;
อ่านแค่นี้ก็อาจจะมองเห็นภาพของชายหนุ่มที่ผ่านความลำบาก ก่อนจะมาเป็นนักเขียน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก แต่ความคิดดังกล่าวจะเปลี่ยนไปทันทีที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง เพราะไม่เพียงแต่เราจะได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเป็นไปของประชาคม ลุนาชัย เท่านั้น หากมันยังเปลือยอารมณ์และความรู้สึก ที่กลั่นจากชีวิตทั้งชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งได้อย่างหมดจดและงดงามอีกด้วย

คำว่า “ลำบาก” ที่กล่าวถึง ไม่ใช่เพียงคำที่เขียนขึ้นเพื่อทำให้เรื่องราวดูน่าตื่นเต้น หากแต่เป็นความยากลำบากในความหมายที่เป็นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินนอนอยู่ที่หัวลำโพงอย่างคนจรจัด การกรำงานหนักทั้งๆ ที่เป็นไส้เลื่อนและไม่มีเงินรักษา การวาดหวังอนาคตที่สดใส หากต้องผจญแต่กับเศษซากแห่งความฝัน ที่แตกสลายและย่อยยับซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือจะเป็นการกลับบ้านครั้งแรกในรอบสิบปี เพื่อจะพบว่า.................. (ไม่สามารถเขียนได้ เพราะจะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวที่สำคัญตอนหนึ่งของหนังสือ)

เขียนฝันด้วยชีวิต ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกของช่วงชีวิตที่แสนจะยากลำบากของประชาคม ลุนาชัย เท่านั้น (ที่มาของนามปากกา ประชาคม ลุนาชัย ก็มีกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ซึ่งจี๊ดมากๆ) หากยังฉายภาพของชายที่มุมานะพยายาม คว้าฝันที่เลื่อนลอยและห่างไกลมาครอบครองไว้ในสองมือ แล้วเราก็ย้อนกลับมามองตัวเอง ก็ให้รู้สึกอายคุณประชาคม ลุนาชัย เสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่มีทั้งเงินทองและโอกาส แต่ไม่ค่อยจะได้มุ่งมั่นกับความฝันของตัวเองเท่าไหร่นัก แถมความจริงที่ต้องทำอย่างวิทยานิพนธ์ก็ยังไม่ก้าวหน้าอีก

เราจึงอยากจะขอบคุณคุณประชาคม ลุนาชัย และหนังสือ เขียนฝันด้วยชีวิต มา ณ โอกาสนี้ ที่ทำให้ความมุ่งมั่นในตัวเราลุกโหมขึ้นมาอีกครั้ง เชื่อว่าคนอื่นอ่านก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกัน และขอเชียร์อย่างออกนอกหน้า ให้ไปหามาอ่านกันซะ (ขอรับรองว่าเมื่ออ่านจบ คุณจะต้องจี๊ด และจะต้องตามหาหนังสือเล่มอื่นของประชาคม ลุนาชัย มาอ่านอย่างแน่นอน)

ปล. สถานการณ์ล่าสุดก็คือ เราไปห้องสมุดเพื่อไปยืมหนังสือเล่มอื่นๆ ของประชาคม ลุนาชัย ทั้งนวนิยายและเรื่องสั้น รวมทั้งหมด 6 เล่ม และมุ่งมั่นจะอ่านให้จบในเร็ววัน นี่แหละที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะขี้เกียจทางวิชาการยืดยาวออกไปอย่างที่บอกไว้ข้างต้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115750720479479839?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115750720479479839/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115750720479479839&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115750720479479839'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115750720479479839'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/blog-post_06.html' title='เขียนฝันด้วยชีวิต'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115733664834408815</id><published>2006-09-04T09:18:00.000-07:00</published><updated>2006-09-03T19:24:08.356-07:00</updated><title type='text'>ลองโพสดู</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/1600/test2.5.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/320/test2.5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;
หง่ะ โพสรูปได้แล้วววววว เลยเอารูปที่ว่าจะโพสในเรื่องที่แล้วมาโพสให้ดู รูปนี้ทำเองเลยนะ สวยอะป่าวววววววว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115733664834408815?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115733664834408815/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115733664834408815&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115733664834408815'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115733664834408815'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ลองโพสดู'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115560805463932938</id><published>2006-08-15T09:08:00.000-07:00</published><updated>2006-08-14T19:14:14.643-07:00</updated><title type='text'>Digital Camera Thailand</title><content type='html'>เดี๋ยวนี้นอกจากจะซื้อนิตยสารเกี่ยวกับเพลงแล้ว เรายังขยับไปซื้อนิตยสารเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วย ก็อย่างที่เคยเล่าไปในบล็อกก่อนๆ แล้วว่ากำลังเทิร์นโปร ซึ่งก็อยู่ในช่วงฝึกหัดอยู่ ภาพสวยบ้างไม่สวยบ้างตามประสามือใหม่

เมื่อเริ่มถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอล แน่นอนว่าจะต้องมีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ตอนโหลดรูปจากกล้องเข้าคอมนั่นแหละ ย้อนกลับไปประมาณปีกว่าๆ ที่เราซื้อกล้องดิจิตอลตัวแรก (canon A85) ตอนนั้นยังใช้คอมเต่าอืดอยู่เลย การโหลดรูปจากกล้องเข้าคอมนี่ใช้เวลานานมาก แถมตอนนั้นยังไรท์แผ่นซีดีไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ มาไรท์แผ่นเป็นก็เพราะต้องไรท์แผ่นรูปนี่แหละ เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มทักษะทางคอมพิวเตอร์ไปโดยปริยาย (ว่าแต่เพิ่งถ่ายรูปจริงจังมาปีกว่าเองเหรอเนี่ยะ เร็วจัง)

อีกโปรแกรมหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะใช้เป็นก็คือ Photoshop ซึ่งเราเคยมองว่าโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมสำหรับโปรทางด้านกราฟฟิก หรือเซียนคอมเท่านั้น ไม่คิดว่าวันนึงเราจะมาหัดใช้โปรแกรมนี้เพื่อแต่งรูปเหมือนกัน

แรกเริ่มที่หัดใช้ Photoshop ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่จำได้ว่าไปยืมหนังสือมาจากห้องสมุด แล้วก็เอามาหัดทำ ทำไปทำมาจนพอจะมีทักษะเบื้องต้นอยู่บ้าง จนตอนนี้ก็เริ่มจะทำการ์ดวันเกิด หรือการ์ดแสดงความยินดีให้เพื่อนได้บ้างแล้ว สวยบ้างไม่สวยบ้าง ก็ตามประสามือใหม่อีกนั่นแหละ

ล่าสุดเพิ่งซื้อนิตยสารที่ชื่อว่า Digital Camera Thailand (เป็นนิตยสารหัวนอกที่แปลเป็นภาษาไทย คล้ายๆ พวก National Geographic นั่นแหละ) ตอนเริ่มหานิตยสารเกี่ยวกับการถ่ายภาพมาอ่าน ก็สนใจเล่มนี้เหมือนกันแหละ เพราะว่ารูปเล่มสวยมาก แถมเนื้อหาก็ดูน่าอ่าน เพราะนิตยสารส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องอุปกรณ์ จำพวกทดสอบกล้องที่ออกใหม่ โฆษณาผลิตภัณฑ์ อะไรทำนองนี้ แต่ Digital Camera (DC) จะเน้นเรื่องการถ่ายภาพเป็นหลัก อย่างจะถ่ายภาพขาวดำยังไง จะวัดแสงยังไง อะไรแบบนี้อ่ะ ซึ่งมันหาอ่านยากจริงๆ นะ ไอ้เราก็ไม่ใช่ศิษย์มีครูด้วย ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน เพื่อนที่เป็นเซียนกล้องก็ไม่ค่อยมี ก็ต้องอาศัยอ่านตามเว็บบอร์ดกับหนังสือ แล้วก็ไปลองทำเอาเอง

อย่างที่บอกว่าอยากซื้อ DC มานานแล้ว ถ้าไม่ติดว่ามันราคาเล่มละ 150 บาทแน่ะ แพงไม่ใช่เล่นเลยอ่ะ แม้ว่ามันจะแถมแผ่นซีดีโปรแกรมทุกฉบับก็เหอะ สำหรับเรา เราก็ว่ามันแพงไปหน่อย ก็เลยได้แต่ดูหน้าปกเล่มแล้วเล่มเล่า แต่ไม่ได้ซื้อซักเล่ม

จนมาถึงเล่มล่าสุด (issue 32) มีเรื่องเด่นประจำปกคือการบันทึกภาพสีสันแห่งดอกไม้ (ยี่สิบกว่าหน้า) ก็เลยลองควักตังค์ซื้อมาอ่านดู ปรากฏว่าประทับใจกับนิตยสารเล่มนี้มากกกกกกกกกกก

นอกจากกระดาษจะเป็นกระดาษอย่างดี และเป็นสีทุกหน้า (ซึ่งเราว่าจำเป็นมากสำหรับนิตยสารที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพนะ) มันยังมีเรื่องที่น่าอ่านเต็มไปหมด อย่างเรื่องดอกไม้ ซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ยังทำให้เราอยากออกไปหาสวนดอกไม้สวยๆ แล้วลองถ่ายรูปดูบ้าง เรื่องราวการถ่ายภาพนกจากช่างภาพอาชีพ การจัดองค์ประกอบภาพ การตกแต่งภาพด้วย Photoshop ภาพที่ส่งเข้ามาโดยผู้อ่าน ซึ่งบอกวิธีคิดและวิธีถ่าย แถมยังมีคำวิจารณ์ของมืออาชีพประกอบด้วย

ส่วนดีที่สุดของ DC ที่หนังสืออื่นไม่มีคือ ทุกเรื่องมีรูปประกอบอย่างดี และอธิบายการขั้นตอนการปฏิบัติแบบเห็นภาพและทำตามได้ เราอาจจะได้อ่านว่าภาพแบบไหนที่สวย แต่เราไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ภาพแบบนั้น หรือการใช้ Photoshop ที่ไม่ได้สอนพื้นฐานที่อ่านเอาเองก็ได้ แต่เป็นการ workshop หรือการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆ ซึ่งก็มีไฟล์ภาพให้ทดลองทำดู โดยมีขั้นตอนให้ทำตามอย่างละเอียด

วันนี้เราเอาภาพที่เราลองหัดทำมาให้ดู เป็นการจัดองค์ประกอบภาพแบบเลเยอร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานหนึ่งใน Photoshop การใช้เลเยอร์ก็เหมือนการเอาแผ่นใสมาวางซ้อนกัน ซึ่งการจัดการภาพโดยใช้เลเยอร์ จะทำให้เราสามารถตกแต่งหรือแก้ไขภาพในแต่ละส่วนได้โดยไม่กระทบภาพในเลเยอร์อื่นๆ

ข้างบนนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่รู้อยู่แล้ว แต่ที่เพิ่งได้รู้จาก DC ก็คือขั้นตอนการแต่งภาพโดยใช้เลเยอร์นี่แหละ ภาพนี้เริ่มต้นจากไฟล์ภาพทั้งหมด 6 ไฟล์ เป้าหมายคือทำภาพดอกไม้ธรรมดาให้เก๋ไก๋โดยวิธีซ้อนทับเลเยอร์

ภาพที่ได้ก็เป็นอย่างนี้แหละ อาจจะไม่สวยหรือเหมือนตัวอย่างที่หนังสือทำให้ดู แต่เราว่ามันก็ใช้ได้อ่ะนะ

ส่วนวิธีทำนั้นยาวประมาณสองหน้ากระดาษ ขี้เกียจพิมพ์ ใครอยากรู้ก็ลองไปหามาอ่านดูละกัน

ปล. เพื่อให้เข้ากับเรื่องในบล็อก เลยเอาเพลง กว่าจะรัก มาเป็นเพลงประกอบ เหตุผลเพราะไอ้บ้าเชนเป็นช่างภาพเหมือนกัน
ปล.2 โพสภาพไม่ได้อีกแล้วอ่ะ Y_Y&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115560805463932938?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115560805463932938/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115560805463932938&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115560805463932938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115560805463932938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/08/digital-camera-thailand.html' title='Digital Camera Thailand'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115512345485719347</id><published>2006-08-09T18:30:00.000-07:00</published><updated>2006-08-09T04:37:35.093-07:00</updated><title type='text'>ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตและมหาบัณฑิตทุกคนนะครับ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;congra&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;T&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;U&lt;/span&gt;lations&lt;/div&gt;
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/pick.jpg" border="0" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115512345485719347?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115512345485719347/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115512345485719347&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115512345485719347'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115512345485719347'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/08/blog-post.html' title='ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตและมหาบัณฑิตทุกคนนะครับ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115311365835198301</id><published>2006-07-17T00:16:00.000-07:00</published><updated>2006-07-16T22:20:58.470-07:00</updated><title type='text'>keane</title><content type='html'>ไม่มีอะไรมาอัพเดตหลายวันแล้ว ก็เลยหาอะไรมาแปะๆ ให้อ่านกันดีกว่า ว่าแล้วก็เอามาโปรโมตซะเลย อิอิอิ เข้าไปดูที่นี่ก่อนก็ได้นะ

&lt;a href="http://www.thaiticketmaster.com/concert/keane.php"&gt;http://www.thaiticketmaster.com/concert/keane.php&lt;/a&gt;

&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/keane.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอนเสิร์ตครั้งแรก (และคงจะเป็นครั้งเดียว) ของ keane ในเมืองไทยอ่ะ กรี๊ดดดด เล่นวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี งานนี้อยากไปมาก เพราะถ้าไม่ได้ดูครั้งนี้ ก็คงไม่มีครั้งหน้าแล้วอ่ะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;keane เป็นวงดนตรีร็อกที่ไม่มีเสียงกีต้าร์! แม่นแล้ว วงนี้ไม่มีมือกีต้าร์ และเพลงในอัลบั้มก็ไม่มีเสียงกีต้าร์อยู่เลย ทั้งนี้ สามหนุ่มวง keane ประกอบด้วย คุณ Tom Chaplin คนขวาสุด (ร้องนำ) คุณ Tim Rice-Oxley คนซ้ายสุด (เปียโน) และคุณ Richard Hughes คนกลาง (กลอง) แล้วนี่เป็นคำชวนเชื่อจากเว็บ thaiticketmaster เอามาให้อ่าน จะได้รู้ว่า keane น่ะ เจ๋งจริงๆ นะ ใครอยากไปดูบ้างเนี่ยะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;keane วงร็อค จากอังกฤษที่ขึ้น chart และติดอันดับท๊อปทันทีที่อัลบั้มใหม่วางแผง
พร้อมเขย่าเอเชีย กับคอนเสิร์ทเต็มรูปแบบครั้งแรกในเมืองไทย วันที่ 9 สิงหาคม 2549 นี้ที่ อิมแพค เมืองทองธานี
&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;keane เจ้าของบทเพลง Somewhere Only We Know, Everybody Changing, Bedshaped และ Bend And Break จากอัลบั้มแรก Hopes And Fears ที่ประสบความสำเร็จทำยอดขายได้กว่า 5 ล้านแผ่นทั่วโลก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;strong&gt;&lt;p&gt;
อัลบั้มล่าสุด Under the Iron Sea พุ่งขี้นติดอันดับหนึ่งของ Chart ใน ทวีปยุโรป ประเทศฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี และ ประเทศไทย ทันทีที่อัลบั้มวางแผง เมื่อเดือน มิถุนายน ปี 2549 และ ในขณะเดียวกันก็ขึ้นเป็น อันดับสี่ ของ US Billboard 200 chart&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
ยอดขายอัลบั้มที่แล้วของ keane ขึ้นถึง 30,000 แผ่น ในเมืองไทย และอัลบั้มใหม่ Under the Iron Sea ได้เริ่มวางแผงเมื่อเดือน มิถุนายน และในขณะนี้ เพียงแค่ หนึ่งเดือน ก็พุ่งขึ้นติด อันดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
keane ได้รับรางวัล Brit Awards ถึงสองครั้ง และ ถูกเสนอ ชื่อเข้ารับรางวัล Grammy ด้วย keane ได้รับความนิยมถึงขั้น ตั๋วคอนเสิร์ทของพวกเขา ขายหมดเกลี้ยง เมื่องานทัวร์คอนเสิร์ททั่วโลก ครั้งก่อน ในปี 2546 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้ชื่นชมกับบทเพลงที่ สวยงามและแฝงไปด้วยพลังของ คีน และมาพิสูจน์พลังของพวกเขา ด้วยตัวคุณเอง&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โอ้ยย ยิ่งแปะยิ่งมัน อย่ากระนั้นเลย เราแปะประวัติวงจากเว็บ thaiticketmaster มาให้อ่านกันแบบเต็มๆ เลยดีกว่าเนาะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;พวกเราทั้ง 3 คนโตมาด้วยกันและไปโรงเรียนด้วยกัน เราอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ชื่อ “Battle” ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศอังกฤษ เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีอะไรหน้าตื่นเต้นมากนัก แต่ช่วงปลายยุค 80 ในช่วงปิดเทอม นอกจากกีฬาฟุตบอลแล้ว พวกเราก็ค้นพบงานอดิเรกอีกอย่างก็คือดนตรี ซึ่งก็เหมือนเด็กๆทั่วไปเค้าทำกัน หลังจากนั้นไม่นานก็แลกเปลี่ยนซีดีของ ศิลปินที่พวกเราแต่ละคนชอบ&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;ทิมได้มีโอกาสเรียนเปียโนที่โรงเรียน แต่ไม่นานนักเค้าก็รู้สึกเบื่อกับดนตรีคลาสสิค และเลิกไปในที่สุด ซึ่งทิมจะเล่นก็แต่เพลงของ Buddy Holly ที่เค้าเลือกที่จะเล่น จนในที่สุดทิมเริ่มที่จะสนุกกับการเล่นคีย์บอร์ด และโปรแกรมแต่งเพลงต่างๆ และเริ่มพยายามที่จะเขียนเพลงของตัวเองและเล่นให้เพื่อนๆ ฟัง และริชาร์ดก็เริ่มที่จะฝึกเล่นกลอง และพวกเราก็เริ่มที่จะเล่นกันเป็นวง หามือกีต้าร์มาร่วม (โดมินิค สก็อตต์) และในที่สุด ก็ได้ ทอม มาเป็นนักร้องนำของวง &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;ดนตรีเป็นสิ่งเดียวที่พวกเราอยากจะทำ ไม่มีใครสอนเรานอกจากเทปในวอล์คแมน และ หนังสือเพลงของ The Beatles ซึ่งใช้เวลาซักพักในการเรียน รู้ทั้งเล่นและเขียนเพลง จนในที่สุดปี 1999 พวกเราย้ายมาที่ลอนดอนเพื่อหาบริษัทค่ายเพลง ที่จะร่วมทำงานกับเราได้ และ ที่สำคัญ พวกเราต้องการให้เพลงของพวกเราโด่งดังไปทั่วโลก&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;ผ่านไป 2 ปี พวกเราก็ยังหาค่ายเพลงไม่ได้ รวมไปถึงโดมินิคก็ออกไปจากวง พวกเรากลับไปบ้านเดิมด้วยความผิดหวังและถังแตก รับทำงานไปวันๆ ส่วนตอนกลางคืนก็ซ้อมเพลงกันเช่นเคย จนในที่สุด เรื่องร้ายๆก็ได้ผ่านไป แล้วโชคก็หันมาเข้าข้างพวกเรา เมื่อพวกเรามีโอกาสได้ไปฝรั่งเศสเพื่อทำเดโมกันใหม่ โดยคราวนี้ไม่มีคนเล่นกีต้าร์แล้ว เสียงเปียโนและคีย์บอร์ดจึงเข้ามาแทนที่ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเสียงร้องของทอม และเราได้กลับมาที่อังกฤษอีกครั้ง พวกเราตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้เล่นเพลงใหม่ ของพวกเราให้คนอื่นฟังบ้าง&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;เดือนมกราคม ปี 2003 พวกเราได้โอกาสที่จะได้ออกซิงเกิ้ลกับค่ายอินดี้ชื่อดัง Fierce Panda ซึ่งพวกเขาเห็นพวกเราเล่นที่ 12 Bar Club ในลอนดอน พวกเรากลับไปที่เมือง Battle อีกครั้งเพื่อบันทึกเสียงเพลง ‘Everybody's Changing' โดยเพลงนี้เป็น Single Of The Week ที่ Radio 1 เลือกโดย DJ Steve Lamacq และดีเจคนอื่นก็ค่อยๆ เลือกเพลงของเรามาเล่นบ้าง เราขายได้ 500 แผ่น ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเอามากๆ สำหรับพวกเรา จนได้เริ่มทัวร์ในอังกฤษเป็นครั้งแรก เงินที่ได้มาก็ต้องเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอน เราต้องประหยัดกันให้มากที่สุด พวกเราเก็บเงินไว้ในกล่องพลาสติคใส่อาหารที่ใช้แล้ว&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;การที่ได้ไปเล่นดนตรีตามรายการวิทยุต่างๆ รวมถึงการทัวร์คอนเสิร์ตนั้น ทำให้พวกเราได้เจอกับค่ายเพลงใหญ่ๆหลายค่าย ซึ่งพวกเราเลือกค่ายที่ เสนอและให้โอกาสพวกเราเต็มที่ในการคิและทำงานเพลง ของพวกเราเอง แล้วจึงกลับไปเพื่อบันทึกเพลงที่ สตูดิโอเล็กๆชื่อ ‘Helioscentric' กับโปรดิวเซอร์ Andy Green เพื่อที่จะทำงานเพลงอัลบั้ม ‘Hopes And Fear' ในปลายปี 2003 จนในที่สุด อัลบั้มของพวกเรา ‘Hopes And Fears' ก็ได้ออกวางแผงใน เดือนพฤษภาคม ปี 2004&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;การทัวร์คอนเสิร์ตของพวกเรายังคงดำเนินต่อไป ซึ่งคราวนี้เราได้เดินทางไปทั่วโลกเป็นเวลาเกือบ 18 เดือน ในปี 2004 เราออกทัวร์ในอังกฤษ เดือนตุลาคมปี 2005 เราเริ่มทัวร์ที่อเมริกา ซึ่งรวมไปถึงการทัวร์กับร่วมกับ U2 ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เด้นท์ และเดินทางต่อไปยังเม็กซิโก ญี่ปุ่น ออสเตรเลียรวมไปถึงทั่วยุโรป เล่นเฟสติวัลต่างๆ ทั่วโลก และการได้เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้ร่วมคอนเสิร์ต Live 8 &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;
อัลบั้ม Hopes and Fears ขายได้มากกว่า 5 ล้านแผ่นทั่วโลก พวกเราได้บริท อวอร์ด 2 รางวัลในปี 2005 (ในสาขา British Breakthrough Act, Best Album), รางวัลจาก Q Magazine (Best Album Award) และได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Best New Act หลังจากเราทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง พวกเราต้องการกลับไปที่บ้าน และพวกเราคิดถึงการทำงานในสตูดิโอ หากพวกเรามีเวลาว่างจากการทัวร์ พวกเราก็จะเขียนเพลงและเริ่มทำดนตรีกันใหม่ บ้างและในเดือนตุลาคม 2005 เราเริ่มที่จะทำอัลบั้มใหม่กับ Andy Green โปรดิวเซอร์คนเดิม ทุกอย่างเสร็จในเดือนธันวาคม &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;อัลบั้มใหม่ ‘Under The Iron Sea' บันทึกเสียงที่ The Magic Shop ในโซโห นิวยอร์ค และกลับไปที่สตูดิโอแรกของเรา ‘Helioscentric' ใกล้ๆ เมือง Battle&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;การทำอัลบั้มใหม่นี้ พวกเราพยายามที่จะเผชิญหน้า กับความกลัว ที่แย่ที่สุดของพวกเรา คำวิจารณ์และคำตำหนิต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ในวง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับคนอื่นทั่วๆ ไปและสำคัญที่สุดก็คือโลกนี้ เราพยายามค้นหา ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งทำให้บรรยากาศในการทำงานทั้งด้านดนตรี และการเขียนเพลงนั้นดูเครียดและหม่นหมอง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นได้กลั่นออกมาเป็นงานเพลง ในอัลบั้มนี้ได้อย่างดีเยี่ยม &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;เพลงต่างๆ ของพวกเรานั้นคล้ายกับนิยายชั่วร้าย สับสน ไร้ความรู้สึกซึ่งเปรียบเหมือนกับทะเลที่ยากจะคาดเดาได้ เพื่ออธิบายความรู้สึกเหล่านั้น พวกเราสร้างเสียง ดนตรีขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นการผสานกันของเสียงอิเลคทริคเปียโน แบบเก่าและเสียงซิน อนาลอกที่หลากหลายผสมผ่านเสียง กีตาร์แบบเก่าหลายๆแบบ พวกเราเขียนเพลง ร้องและเล่นดนตรีด้วยสิ่งที่ผลักดัน อยู่ในใจพวกเรา ความเข้มข้น ความรุนแรงที่ไม่สามารถหาได้จากอัลบั้มที่แล้วของพวกเรา ซึ่งสิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ สีสันและภาพอาร์ทเวิร์คของอัลบั้มนี้ และการเริ่มต้นทำงานกับ Irvine Welsh ในเพลง Atlantic ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา โดย Irvine ได้กำกับมิวสิควีดีโอเพลงนี้ด้วย &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;พวกเราทำงานเพลงในอัลบั้ม Under The Iron Sea ขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้พวกเรารู้สึกกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
อัลบั้ม Under The Iron Sea (ออกกับค่าย Island/Interscope) จะวางแผงวันที่ 12 มิถุนายน ในประเทศอังกฤษและทั่วโลก วันที่ 20 มิถุนายน ในอเมริกาและแคนาดา &lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;
&lt;em&gt;เพลงแอตแลนติกเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้มนี้ สามารถดาวโหลดมิวสิควิดีโอได้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน มิวสิควิดีโอเพลงนี้เป็นการร่วมงานกันของสุดยอดศิลปินทั้ง Keane และ Irvine Welsh ผู้แต่งเรื่อง Transpotting และ The Acid Ho&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;หาแนวร่วมดู keane อยู่นะ!!!!!&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115311365835198301?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115311365835198301/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115311365835198301&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115311365835198301'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115311365835198301'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/07/keane.html' title='keane'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115181496534253262</id><published>2006-07-02T11:37:00.000-07:00</published><updated>2006-07-01T21:40:11.890-07:00</updated><title type='text'>ไปถ่ายไฟที่ถนนราชดำเนินมาล่ะ</title><content type='html'>หลังจากที่โพสรูปไม่ได้มานานมาก วันนี้ก็เลยเอาของมาปล่อยให้ดูกัน ซึ่งก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่หรอก แบบว่ามือใหม่หัดถ่ายอยู่อ่ะ ส่วนของที่จะปล่อยในวันนี้ ไม่ใช่อุจจาระ แต่เป็นรูปที่ถ่ายกันมาเมื่อวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2549 ซึ่งชาวคณะ MA program ได้ไปเดินชมไฟประดับ ณ ถนนราชดำเนิน

ก่อนจะไป ก็ขอถ่ายโฉมหน้าผู้ที่ไปเดินชมไฟด้วยกันซักหน่อย สังเกตแถวบน สองคนขวาสุด ไม่ได้ไปด้วย

&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/IMG_0104.jpg" border="0" /&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่ต่างหาก โฉมหน้าพัธมิตรปริญญาโทและเอก ที่ร่วมเดินดูไฟด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/IMG_0109.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระหว่างเดิน ตากล้องมือใหม่อย่างเราก็กดโน่นกดนี่ ลองกล้องไปก่อนเรื่อยๆ พอมาถึงหัวโค้งสนามหลวงก็เริ่มเอาจริงแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/IMG_0121.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วพอเริ่มเอาจริง มันก็โพสรูปต่อไม่ได้ซะงั้น อะไรกันวะเนี่ยะ!!!!&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115181496534253262?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115181496534253262/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115181496534253262&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115181496534253262'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115181496534253262'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='ไปถ่ายไฟที่ถนนราชดำเนินมาล่ะ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115149437865425086</id><published>2006-06-28T18:30:00.000-07:00</published><updated>2006-06-28T04:37:56.343-07:00</updated><title type='text'>ทดสอบ ทดสอบ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/1600/IMG_4761.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/IMG_4761.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;

อะโย๋ อะโย๋ โพสรูปได้แล้วววววว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115149437865425086?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115149437865425086/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115149437865425086&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115149437865425086'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115149437865425086'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/06/blog-post_28.html' title='ทดสอบ ทดสอบ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-115012153863580818</id><published>2006-06-14T13:40:00.000-07:00</published><updated>2006-06-22T00:51:48.146-07:00</updated><title type='text'>วันดีๆ (ภาค 2)&gt;&gt;&gt;&gt;กล้อง กล้อง กล้อง และกล้อง</title><content type='html'>(ก่อนจะอ่านตอนต่อไปนี้ ต้องไปอ่านที่นี่ก่อนนะ &lt;a href="http://pickmegadance.blogspot.com/2006/06/2.html"&gt;http://pickmegadance.blogspot.com/2006/06/2.html&lt;/a&gt;)

เขียนให้อ่านกันอย่างต่อเนื่อง อย่างกับว่าว่างมากอย่างนั้นแหละ ที่จริงก็ไม่ว่างเท่าไหร่หรอก แต่ว่าวิทยานิพนธ์มีความก้าวหน้าไปอีกนิด เพราะเพิ่งเอาโมเดลไปให้ว่าที่อาจารย์พ่อพินิจพิเคราะห์ ก็เลยมีเวลามานั่งเขียนบล็อก และทำอะไรต่อมิอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับการเรียนอีกแล้ว ส่วนเรื่องนี้ แม้จะจั่วหัวว่าเป็นวันดีๆ แต่ก็ดีแค่นิดๆ หน่อยๆ เองอ่ะ เพราะเรื่องไม่ดีมีเพียบเลยอ่ะ ฮือ ฮือ ฮือ

ย้อนกลับไปเหตุการณ์หลังจากที่เราแยกกับครอบครัว yasu ที่ Nippon-Tei คณะพันธมิตรที่รวมตัวไปร้านกล้อง นอกจากเราแล้วก็มี masterkitty natNFL iffyparadigm และโบตรัย เรานั่งแท้กซี่มุ่งหน้าตรงไปยัง AV Camera ร้านขายกล้องข้างโรบินสันบางรัก ซึ่งเราเคยมาซื้อ canon A85 ที่ร้านนี้นี่แหละ แต่ครั้งนี้ เป้าหมายเราอยู่ที่ canon EOS 350D

หลังจากหาข้อมูลและเก็บตังค์และชั่งใจอยู่นานมาก ในที่สุด เราก็ได้เจ้า 350D มาเป็นของตัวเองแล้ว

ด้วยความเห่อ และด้วยเงื่อนไขที่ว่าเราสามารถเอากล้องไปเปลี่ยนที่ร้านได้ภายใน 14 วัน ทำให้เราต้องลองกล้องโดยเร็วที่สุด วันรุ่งขึ้น เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนหัวพิกล แต่ด้วยความมุ่งมั่น เราจึงแบก 350D ไปลองถ่าย โดยสถานที่แรกที่นึกถึงก็คือวัดพระแก้วนั่นเอง พอตอนบ่าย ครอบครัว yasu ก็มาดูกระบวนเรือที่มหาลัยด้วย เราเลยได้เอา 350D มาลองถ่ายอีกรอบ (รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนี้ ไปอ่านได้ที่ วันดีๆ วันที่ 2)

เอาล่ะ คราวนี้จะเดินเรื่องต่อจากเหตุการณ์วันนั้นแล้วนะ คืนนั้น เราก็เอารูปที่ถ่ายมาโหลดลงคอมพิวเตอร์ เพื่อจะดูรูปให้ชัดๆ เต็มตา ปรากฏว่ารูปส่วนใหญ่ที่ถ่ายมามันเอียงมากเลยอ่ะ บังเกิดความสงสัยแก่เรามากว่า สายตาเรามันเอียงขนาดนี้เลยเหรอ หรือว่าเป็นเพราะเรายังไม่ชินกล้อง หรือว่าโชคร้ายที่เจ้ากล้องตัวนี้ของเราดันมีตัวรับภาพเอียง ด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจ เราเลยเอาภาพที่เราว่าเอียงทั้งหมดไปให้เพื่อนๆ ที่มหาลัยดู เวลาเปิดภาพ ก็ถามว่า เอียงไหม เอียงไหม จนกลายเป็นความหลอนแก่ตัวเองและเพื่อนๆ อยู่พอสมควร

แต่มันก็เอียงจริงๆ นะ เอียงจนเราเสียความมั่นใจในการถ่ายรูปของตัวเองไปเลย เพราะตอนใช้เจ้าตัวเล็ก A85 มันไม่เคยเอียงอย่างนี้เลยอ่ะ

หลังจากให้เพื่อนลอง ลองตั้งถ่ายกับโต๊ะ ลองปรับมุมในการถือ เราก็คิดเอาเองว่า มันเอียงเพราะเราเองนั่นแหละ ก็เลยพยายามทำใจ มุ่งมั่นกับการถ่ายถาพต่อไป ว่าแล้วก็เลยไปยืมหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายรูปจากห้องสมุดมาอ่าน ประกอบกับวาระที่ในหลวงครองราชย์ครบหกสิบปี เราเลยอยากจะไปถ่ายไฟประดับที่ถนนราชดำเนินมาก จึงต้องขวนขวายหาซื้อขาตั้งกล้องมาใช้ ในที่สุดก็ได้ขาตั้งกล้องมาจากงานคอมมาร์ทวันสุดท้าย

เย็นวันนั้นเลย เราจึงแบก 350D และขาตั้ง ไปตะลุยถ่ายไฟ ซึ่งฝีมือการถ่ายรูปกับเจ้า 350D ของเราเรียกได้ว่าห่วยอ่ะ ถ่ายไปร้อยกว่ารูป แต่ที่ออกมาดูดีมีแค่ไม่กี่รูป แล้วไอ้ที่ว่าดูดีนี่ก็ดีไม่มากเลย ส่วนขาตั้งก็ยังใช้ไม่คล่องเท่าไหร่ แถมยังมีอาการเอียงปรากฏให้เห็นเป็นระยะอีกต่างหาก เฮ้อ หนทางสู่การถ่ายภาพให้สวยมันยังอีกยาวไกลเหลือเกิน

ปล. ที่จริงมันต้องมีภาพประกอบด้วย แต่พยายามโพสมาหลายวันแล้ว โพสภาพไม่ได้อ่ะ ก็เลยเอามาลงให้อ่านแบบไม่มีภาพประกอบไปก่อนนะ โพสได้เมื่อไหร่ จะมาโพสให้ดู&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-115012153863580818?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/115012153863580818/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=115012153863580818&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115012153863580818'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/115012153863580818'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/06/2_14.html' title='วันดีๆ (ภาค 2)&gt;&gt;&gt;&gt;กล้อง กล้อง กล้อง และกล้อง'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114956008958715474</id><published>2006-06-06T09:11:00.000-07:00</published><updated>2006-06-05T19:14:49.606-07:00</updated><title type='text'>วันดีๆ วันที่ 2</title><content type='html'>(ก่อนจะอ่านตอนต่อไปนี้ ต้องไปอ่านที่นี่ก่อนนะ &lt;a href="http://pickmegadance.blogspot.com/2006/06/blog-post.html"&gt;http://pickmegadance.blogspot.com/2006/06/blog-post.html&lt;/a&gt;)

สำหรับวันดีๆ วันที่ 2 ก็ต้องว่ากันตั้งแต่ตอนเช้า ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งนี้จะเป็นเพราะอาการเมากล้องใหม่ หรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยก็ไม่ทราบได้ แต่ที่ทราบก็คือตื่นเช้ามาก็เวียนหัวอย่างบอกไม่ถูก เวียนๆ มึนๆ แต่ก็ยังสู้อุตส่าห์ฝืนสังขารไปมหาลัย ทั้งนี้ก็เพื่อจุดประสงค์หลักคือไปลองกล้องใหม่นั่นเอง แต่ด้วยความวิงเวียนอย่างหนัก ก็เลยต้องไปหลับต่อตอนเช้าที่มหาลัย ก่อนจะซัดพาราเซตตามอลไปหนึ่งเม็ด ตื่นมาอีกทีก็หายมึนไปกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ มีแรงลุกแบกกล้องไปลองถ่ายที่วัดพระแก้ว (ซึ่งเรื่องนี้ค่อยรออ่านในตอนต่อไป ที่จะว่าด้วยเรื่องของกล้องล้วนๆ)

ตอนบ่าย มีโทรศัพท์สายตรงจากอาจารย์ปราณี ให้ไปหาที่ห้อง อาจารย์ถามว่า วันนี้ครอบครัว yasu จะมาหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะเมื่อวาน อาจารย์ชวนครอบครัว yasu มาดูกระบวนเห่เรือที่มหาลัยด้วย เราก็ไม่รู้ เลยโทรไปถามคุณ sakasaka ซึ่งก็ได้ความว่าครอบครัว yasu จะมา ระหว่างที่เราวิ่งกลับมาหาอาจารย์ที่ห้อง อาจารย์ปราณีก็โผล่มาพอดี พร้อมกับบอกว่าครอบครัว yasu มาถึงแล้ว

ว่าแล้วก็เลยไปที่ห้องรับรองชั้น 4 เรียกได้ว่าเป็นจุดชมกระบวนเรือระดับวีไอพีทีเดียวเชียว แถมยังมีขนมและของว่างให้กินอีกต่างหาก ระหว่างรอดูกระบวนเรือ ก็เลยได้คุยกับครอบครัว yasu อีกแล้ว คราวนี้ได้คุยกับคุณแม่ chiyomi แบบระยะประชิด คุณแม่ chiyomi บอกว่าถ้าจะไปญี่ปุ่นก็ไปหาได้ เราก็อยากไป แต่ว่าไม่มีเงินนี่แหละ

ดูกระบวนเรือเสร็จ อาจารย์ชัยวัฒน์ก็พาครอบครัว yasu ไปเดินชมถนนราชดำเนิน เราก็เลยไปร่วมขบวนกับเขาด้วย โดยนอกจากเราแล้วก็มี masterkitty natNFL และ iffyparadigm เดินกันซะเมื่อย ไปสิ้นสุดหน้าศาลากลางกรุงเทพ แล้วครอบครัว yasu ก็แยกย้ายกลับโรงแรม เตรียมตัวกลับในวันถัดไป

สรุปว่าจบแล้วล่ะ ทำไมพิมพ์ไปพิมพ์มา เรื่องมันสั้นอย่างนี้วะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114956008958715474?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114956008958715474/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114956008958715474&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114956008958715474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114956008958715474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/06/2.html' title='วันดีๆ วันที่ 2'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114939974251915285</id><published>2006-06-04T00:37:00.000-07:00</published><updated>2006-06-03T22:42:22.540-07:00</updated><title type='text'>วันดีๆ</title><content type='html'>คงจะเป็นเรื่องผิดคาดของผู้ที่ได้ไปด้วยกัน ถ้าเราไม่ได้เขียนบล็อกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

จะเล่าเรื่องนี้ ต้องย้อนไปตั้งแต่ครอบครัวของ yasu บินมางานศพลูกชายที่เมืองไทยเมื่อปีก่อน เราชาว MA รวบรวมภาพของ yasu (ซึ่งส่วนใหญ่จะถ่ายโดยเราซะด้วย) ใส่สมุดภาพ แล้วเขียนคำระลึกถึงแด่ yasu ด้วย เราเขียนว่าอะไรจำไม่ได้เหมือนกัน แต่ลงท้ายด้วย e-mail แทนชื่อตัวเอง ทั้งนี้เพราะมันเป็นแนวของเราอ่ะ

หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก

วันหนึ่ง คุณแม่ของ yasu นามว่า chiyomi ส่งเมล์มาหาเรา แจ้งว่าจะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อทำบุญ แล้วก็จะมาเยี่ยมอาจารย์และเพื่อนๆ ของ yasu ด้วย เราก็เลยกลายเป็นผู้ประสานงานจำเป็นแบบไม่ตั้งใจ ส่งเมล์คุยกันไปมาหลายครั้ง ครั้งหลังๆ เราติดต่อกับคุณ sakasaka ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ที่สถานฑูตในเมืองไทย ซึ่งคุณ sakasaka ก็เคยมาช่วยเป็นล่ามจำเป็นให้ครอบครัว yasu ตั้งแต่ตอนงานศพโน่นแล้ว โชคดีที่คุณ sakasaka พูดไทยได้ เราก็เลยคุยกันรู้เรื่องหน่อย

ครอบครัว yasu ประกอบด้วยคุณพ่อ (ที่เราไม่รู้ชื่อแฮะ) คุณแม่ chiyomi และน้องสาว yuko โดยเฉพาะคุณพ่อ ที่ทั้งหน้าตา และบุคลิก เหมือน yasu เด๊ะๆ เลยอ่ะ ครอบครัว yasu มาถึงเมืองไทยวันที่ 31 พฤษภาคม พักที่โรงแรมเชอราตัน

ตามกำหนดการ ครอบครัว yasu จะมาพบอาจารย์ตอนเช้า แล้วก็จะไปทำบุญต่อ เราก็เลยนัดชาว MA ทั้งหลาย ให้มาเจอกันตอนเก้าโมงครึ่ง เรามาถึงมหาลัยแปดโมง กินข้าวเสร็จก็รีบขึ้นห้องคอม เพื่อหาข้อมูลตัดสินใจครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนเงินไปซื้อกล้อง (เรื่องนี้อยู่ในส่วนหลังนะ อ่านไปเรื่อย ๆเดี๋ยวก็เจอ) ประมาณเก้าโมงเล็กน้อย เรากลับลงมาที่ห้อง MA กะจะมาเอาสมุดสหกรณ์ออมทรัพย์ไปถอนเงินซื้อกล้อง ก็ปะหน้ากับ อ.สมบูรณ์ เดี่ยวๆ เลย อ.สมบูรณ์บอกว่าครอบครัว yasu มาแล้ว ให้พาเพื่อนๆ ขึ้นไปหาเลย ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องขึ้นไปด้วย เลยไม่ได้เตรียมตัว แถมตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครมาเท่าไหร่ นอกจากเราแล้วก็มี masterkitty เท่านั้นแหละที่มาถึงแล้ว เอาวะ ไปก็ไป ก็เลยชวนกันขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้น 5 ในห้องมีคุณพ่อ คุณแม่ chiyomi น้องสาว yuko คุณ sakasaka อ.นิพนธ์ อ.ปราณี อ.พิชิต อ.สมบูรณ์ พอเราเข้าไปถึง ครอบครัว yasu ก็ดีใจมากที่เห็นเรา อันนี้ไม่ได้โม้นะ จริงๆ เขามาจับมือเรากับ masterkitty แบบว่าดีใจที่ได้เจอสุดๆ อ่ะ หลังจากนั้นก็มีผู้เข้ามาสมทบในห้องอีก ได้แก่ อ.ชัยวัฒน์ natNFL 009 และหนาม

ทุกคนได้ของที่ระลึกกันหมดเลย เราได้เป็นพัดตั้งโชว์ อันเล็กๆ ขออวดหน่อยว่าสเปเชี่ยลกว่าเพื่อนคนอื่น เพราะมีฐานะเป็นผู้ประสานงาน แต่ของคนอื่นก็ดีเหมือนกันนะ ได้เป็นรูปภาพแบบญี่ปุ่น ลายไม่ซ้ำกันเลยอ่ะ

อยากจะเล่าว่าคุยอะไรกันบ้างตอนอยู่ในห้อง แต่ก็กลัวว่าจะยาวเกินอ่าน (แค่นี้ก็มีทีท่าว่าจะไม่จบง่ายๆ) เลยขอตัดตอนไปตอนที่คุยกันเสร็จแล้วดีกว่า

ประมาณสิบโมงกว่าๆ เราก็เดินทางไปทำบุญที่วัดแก้วแจ่มฟ้า ซึ่งเป็นวัดที่เผา yasu ผู้ร่วมขบวนมีคุณพ่อ คุณแม่ chiyomi น้องสาว yuko คุณ sakasaka เรา masterkitty natNFL 009 หนาม Jahon และ iffyparadigm แล้วก็มีโบตรัยตามไปที่วัด

รถตู้ออกจากธรรมศาสตร์ แวะซื้อสังฆทาน 4 ชุด แล้วมุ่งหน้าตรงไปที่วัด ซึ่งกำลังสร้างอะไรไม่รู้เต็มไปหมด เสียงดังหนวกหูมาก แถมยังมีงานศพอีกสองงาน เลยดูวุ่นวานหน่อยๆ ยังไงก็แล้วแต่ การทำบุญก็ผ่านไปด้วยดี ครอบครัว yasu ยังจะพาพวกเราทั้งหมดไปเลี้ยงอาหารกลางวันด้วย

ขอบอกว่าไฮโซมากกกกกกกกกกกกกกกกกก คือพาไปเลี้ยงที่ Nippon-Tei ซึ่งโบตรัยบอกว่า ที่นี่ได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดีที่สุด (เราก็ไม่รู้ว่าใครโหวต จำไม่ได้แล้ว) อาหารราคาก็พอประมาณอ่ะนะ แบบเป็นเซ็ตก็ตกประมาณสองร้อยกว่าๆ ซึ่งถ้ามากินกันเอง จ่ายกันเอง ก็โอเคอ่ะนะ แต่นี่ลองคิดดูซิ ว่าเขาเลี้ยงสิบสองคน จะตกเป็นเงินเท่าไหร่

ด้วยความเกรงใจ เราเลยเลือกสั่งไอ้ที่ดูท่าว่าจะไม่แพงมาก ก็เลยสั่งชุดแฮมเบิร์ก ราคา 200 บาทถ้วน สั่งเสร็จแล้วก็ออกไปขี้ก่อน เพราะว่าปวดมาก เสร็จกิจก็ท้องโล่ง กินได้อย่างสบายอกสบายใจ แต่อาหารมันเยอะมากเลย แบบว่าเซ็ตนึงนี่อิ่มเหี้ยๆ ไอ้แฮมเบอเกอร์ของเราก็ธรรมดานะ แต่ว่าเครื่องเคียงที่มาด้วยกันนี่ซิ อร่อยมากเลยอ่ะ โดยเฉพาะเห็ด อร่อยสุดๆ แถมร้านก็หรูมากเลยอ่ะ คือเราไปกันหลายคนใช่ไหม ก็เลยได้ไปนั่งในห้องส่วนตัวแบบญี่ปุ่น ที่เคยเห็นในหนังอ่ะ ที่ว่าจะมีโต๊ะอยู่ตรงกลาง ตามผนังก็แขวนภาพ หรือข้อเขียนต่างๆ พื้นก็เป็นเสื่อแบบญี่ปุ่น ประตูก็เป็นแบบบานเลื่อนญี่ปุ่น แถมพนักงานซึ่งเป็นคนไทย ก็ยังใส่ชุดแบบญี่ปุ่น แถมพูดภาษาญี่ปุ่นได้อีกต่างหาก คือเฉพาะบรรยากาศก็น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเรามากแล้วอ่ะ ประทับใจมากเลย

กินเสร็จก็ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกเล็กน้อย ครอบครัว yasu ก็จะไปส่งเราที่มหาลัยด้วย แต่เรา masterkitty natNFL iffyparadigm โบตรัย และ 009 ขอตัวแยกไปต่างหาก ขอโม้อีกนิด คือตอนที่จะแยกกัน คุณพ่อ คุณแม่ chiyomi น้องสาว yuko ก็มาจับมืออำลาอีกครั้ง ตอนที่คุณแม่ chiyomi จับมือเรานี่นานมากกกกกก ประมาณว่าไม่อยากปล่อยมือเลย แล้วก็แอบเห็นคุณแม่ chiyomi ตาแดงๆ เหมือนจะร้องไห้ด้วย เราก็เหวอๆ ทำอะไรไม่ถูก ตอนแรกที่จับมือกันก็คิดว่าจับเสร็จก็ปล่อยเลย เราออกแรงดึงมือกลับมานิดนึงแล้ว แต่คุณแม่ chiyomi ยังไม่ปล่อย เราก็เลยเหวอนิดหน่อย ที่เหวอนี่คือเราไม่รู้จะพูดอะไร หรือจะทำอะไรดี ก็เลยได้แต่ยิ้มๆ ส่งสายตาให้คุณแม่ chiyomi แทนความหมายว่า เราจะเป็นกำลังใจให้ แต่ไม่รู้คุณแม่ chiyomi จะอ่านออกหรือเปล่า หวังว่าคงอ่านออกนะครับ

หลังจากนั้น 009 ก็แยกไปสยาม ส่วนที่เหลือก็มุ่งหน้าไปร้าน AVcamera ข้างๆ โรบินสันบางรัก เพื่อไปซื้อกล้องกัน

พอจะเริ่มเรื่องกล้องก็ต้องยาวจนเป็นอีกเรื่องนึง มีทั้งย้อนความเดิม ทั้งอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ จนอาจทำให้วันดีๆ กลายเป็นวันสยองของคนอ่านเป็นแน่ ก็เลยว่าจะยกยอดไปเป็นตอน วันดีๆ (ภาค 2) ละกัน ส่วนเรื่องครอบครัวของ yasu ก็ยังไม่จบ เพราะเรายังเจอกันอีกในวันถัดมา ซึ่งจะเล่าตรงนี้ก็จะยาวเกินไป ขอยกยอดไปเป็นตอน วันดีๆ วันที่ 2 ดีกว่านะ (ภาค 2 กับ วันที่ 2 นี่ไม่เหมือนกันนะ กรุณาอย่างง ขี้เกียจอธิบาย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114939974251915285?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114939974251915285/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114939974251915285&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114939974251915285'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114939974251915285'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/06/blog-post.html' title='วันดีๆ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114874397660622723</id><published>2006-05-27T22:27:00.000-07:00</published><updated>2006-05-27T08:32:56.626-07:00</updated><title type='text'>แรกพบ</title><content type='html'>วันที่ 11 พฤษภาคม ของทุกปี นอกจากจะเป็นวันปรีดี ที่ชาวธรรมศาสตร์จะระลึกถึงพ่อปรีดี พนมยงค์แล้ว มันยังเป็นวันแรกพบ หรือวันที่พี่และน้อง (ใหม่) จะได้เจอกันเป็นวันแรกอีกด้วย

เนื่องจากปัญหาโอเน็ต เอเน็ตและอินเตอร์เน็ต ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้นักเรียนที่ลุ้นผลสอบเข้า ต้องเสียวซี้ดกันอยู่ตลอดแล้ว ปัญหาดังกล่าว ยังทำให้วันแรกพบต้องเลื่อนมาเป็นวันที่ 25 อีกต่างหาก อันที่จริง นักศึกษาที่จบปริญญาตรีมาหลายปีแล้วอย่างเรา ก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับวันแรกพบเท่าไหร่หรอก แค่บังเอิญว่ายังเรียนโทอยู่ที่เดิม ก็เลยได้มาวันแรกพบต่อเนื่องทุกปีเท่านั้นเอง

ปีนี้ก็เหมือนกัน เราก็ยังได้มาวันแรกพบอยู่เหมือนปีก่อนๆ โดยเริ่มเปิดประเดิมเช้าอันสดใสด้วยการไปเอาของที่ไปรษณีย์ แล้วไปถึงมหาลัยตอนสิบเอ็ดโมง จากนั้นก็พุ่งไปห้องคอม เปิดอินเตอร์เน็ตเล่นซักนิด พอเที่ยงกว่าๆ ก็ไปกินข้าวที่โรงอาหาร แล้วก็ไปซื้อหมากฝรั่งล้างกลิ่นปากที่ร้านลุงใต้คณะ เห็นน้องใหม่นั่งรวมกลุ่มดูกองสันทนาการอยู่ใต้คณะด้วย ดูอยู่แปปนึง ก็กลับห้อง ป.โท ไปนั่งอ่านเปเปอร์วิทยานิพนธ์ต่อ อ่านบ้าง หลับบ้าง จนประมาณสามสี่โมง ก็รู้สึกปวดท้องเหมือนโรคกระเพาะจะถามหา เลยลงไปหาอะไรกิน กลุ่มเรารวมตัวกันอยู่แถวร้านลุงพอดี ก็เลยได้รู้ว่าเขาเพิ่งจะแบ่งน้องเข้ากลุ่มเสร็จเมื่อกี้นี่เอง ส่วนกลุ่มเราก็กำลังเล่นเกมเซ็งกันอย่างเมามัน แต่ด้วยความปวดท้อง เราเลยปลีกตัวกลับห้องไปก่อน กินขนมกินยา นั่งให้อาการทุเลาลง ก็กลับไปข้างล่างอีกครั้ง เพื่อจะได้เริ่มกิจกรรมกินฟรีซักที

ลงไปอีกทีประมาณห้าโมงนิดๆ น้องๆ ก็ไปร้านอาหารกันหมดแล้ว เหลือพี่ปีสูง (นับตั้งแต่ปีสี่ขึ้นมา) เหลืออยู่ไม่กี่คน ซึ่งก็เป็นไม่กี่คนที่มานั่นแหละ กำลังนั่งคุยกันเองอย่างเมามัน ด้วยความหิว เราเลยชวนให้รีบตามไปร้านอาหารดีกว่า พอไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตากิน แล้วก็คุยกันเองอย่างเมามันอีกแล้ว ส่วนน้องใหม่วัยใสนี่อย่าว่าแต่จะได้คุยเลย หน้ายังแทบจะไม่เห็น แต่ก็ไม่อะไรกับเราเท่าไหร่ เพราะการกินฟรีต่างหากที่สำคัญกว่า

ที่จริงอยากจะเขียนถึงเพลง ลุ้น ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง เพราะเป็นเพลงที่บรรยายความรู้สึกแบบวันแรกพบได้ดีจังเลย หลายคนคงเคยได้ยินแหละ พอดีว่าเป็นแฟนเกือบพันธ์แท้ของพี่จุ้ย เลยพอจะรู้ที่มาที่ไปของเพลงนี้นิดหน่อย (จากหนังสือ นักอยากเขียน) พี่จุ้ยเขียนเอาไว้ในหนังสือว่า

&lt;em&gt;สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นนักอยากเขียนนั้น นอกจากข้าพเจ้าจะพยายามเขียนเรื่องสั้น เขียนกลอน เขียนบันทึกแกมบันเทิง เขียนจดหมาย เขียนไปรษณียบัตร ข้าพเจ้ายังได้อุตริเขียนเพลงอีกด้วย

บทเพลงแรกแห่งชีวิต ที่ข้าพเจ้าย้อนนึกระลึกความได้ คือบทเพลงชื่อ น้องใหม่ ตอนนั้นข้าพจ้าขึ้นปีสอง คงเห่อรุ่นน้องที่เข้ามาเอาการ ข้าพเจ้าลุ้นเหลือเกินที่จะเห็นหน้าน้องใหม่ จึงใช้ความสามารอันจำกัดจำเขี่ย ดับการเล่นกีต้าร์ได้ไม่กี่คอร์ด ประกาศเจตนารมย์ ร่วมต้อนรับน้องใหม่ อย่างตั้งใจสุดจะหาใดปาน ประพันธ์เพลงออกมาได้ความว่า

น้องใหม่ หัวใจยังบริสุทธิ์
ประดุจดัง น้ำค้างยามเช้า
เราจะก้าวไปข้างหน้า เพื่อสิ่งที่ดีกว่า
เป็นอนาคตของสังคมไทย
เธอมีพลัง เธอตั้งใจ ก้าวส่จุดหมาย แห่งศรัทธา

แค่ขึ้นมาก็เชยสุดๆ น้องใหม่ไม่ใช่ทารก ผ่านโลก ผ่านกระบวนการต่างๆ มามากมาย อะไรจะบริสุทธิ์เป็นหยดน้ำค้างไปได้ แถมยังใช้คำว่า ประดุจดัง เป็นคำเชื่อม การเลือกคำและเรื่อง ราวกับกำลังแต่งคำขวัญวันเด็กให้ท่านนายก ทำนองนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เชยหนักเข้าไปอีกครับท่าน โฟเอสไม่ยอมรับไปสร้างสรรค์รับประกันคุณภาพ แน่แท้

อีกราวสิบปีให้หลัง คุณวัชระ ปานเอี่ยม ซึ่งเคยอยู่วงเฉลียงด้วยกัน ขยับไปสร้างภาพยนตร์ ชักชวนให้ข้าพเจ้าช่วยแต่งเพลงรับน้อง เพื่อใช้ในการประกอบภาพยนตร์ ข้าพเจ้ารีบรับปาก ด้วยอยากเขียนเพลงรับร้องอีกสักครั้ง เพราะฝังใจกับงานเพลงแรก ที่เคยแต่งไว้

คราวนี้ข้าพเจ้าอยากแก้ตัว โดยตั้งใจว่า จะเขียนเพลงน้องใหม่โดยเปลี่ยนมุม และให้มันมีเสน่ห์มากกว่าที่เคยทำ แต่มีข้อแม้ให้ตัวเองว่า ต้องเขียนแบบที่รักษาลีลาเชยๆ เอาไว้ ให้เหมือนที่เคยเกิดกับห้วงอารมณ์ตอนนั้น

เพลงนี้แทนที่จะชื่อเพลงน้องใหม่ ข้าพเจ้าตั้งชื่อทันที่ว่า ลุ้น

แอบลุ้น ตั้งแต่วันที่ไม่รู้จัก
อยากทัก เมื่อวันที่ได้เห็นหน้า
แรกพบ อยากคุยอยากสบสายตา
สรรหาคำใดมาสื่อไมตรี

คนดี มาเป็นขวัญใจของพี่
ณ ที่แห่งนี้ ยินดีต้อนรับเสมอ
โลกหมุนให้เราได้มาพบเจอ
ไม่ใช่ละเมอ เราได้เจอกันแล้วจริงๆ

ผูกพันดังสายไหมในโรตี
จะคอย คอยลุ้นคนดีร่ำไป
แห่งไหนที่เธอใฝ่ฝัน
จะเป็นมิ่งขวัญซึ่งกันและกัน และตลอดไป&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114874397660622723?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114874397660622723/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114874397660622723&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114874397660622723'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114874397660622723'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/05/blog-post_27.html' title='แรกพบ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114818972466149496</id><published>2006-05-21T00:31:00.000-07:00</published><updated>2006-05-22T06:13:33.353-07:00</updated><title type='text'>ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ</title><content type='html'>นั่นซิ ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ แต่บางวันก็ตกชนิดไม่ให้ได้ลืมหูลืมตากันเลย แต่ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง เราควบคุมไม่ได้ ที่ควบคุมได้ก็คือวิทยานิพนธ์ของเรานี่แหละ ฮี่ ฮี่ ฮี่ เกี่ยวไหมเนี่ยะ

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ไปคุยกับว่าที่อาจารย์พ่อคนใหม่ (อาจารย์ที่ปรึกษา) เรื่องหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเรามาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็พิมพ์โน่นนี่นิดหน่อยไปให้อาจารย์พ่ออ่านนำร่องก่อน อาจารย์ก็ดันทำหายไปซะนี่ ไม่เป็นไร รักพ่ออย่าทะเลาะกัน ว่าแล้วก็เลยปริ้นต์ไปให้อาจารย์พ่ออ่านใหม่ จนได้นัดมาคุยกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี่แหละ

หลังจากงมโข่งอยู่กับการทำหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศอยู่นานมาก เราก็ค้นพบว่า มันช่างไม่เหมาะกับเราเสียเลย (อ่านเรื่องนี้ได้ในตอน เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ได้แล้วล่ะมั้ง) ว่าแล้วก็เลยเสาะหาหัวข้อ เหมือนจอมยุทธ์เสาะหาคัมภีร์นั่นแหละ หาไปหามา ก็วนกลับมาที่ตัวเองว่า ตกลงเราอยากทำอะไรกันแน่

ประดุจมองเห็นแสงสว่างลางเลือนในถ้ำมืด เห็นดาวในคืนเดือนดับ ในที่สุดเราก็ค้นพบเรื่องที่น่าจะเหมาะกับเราซักที แต๊น แต๊น แต๊น แตนนนนนนนนน นั่นก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงนั่นเอง

เพราะเป็นคนชอบฟังเพลงอ่ะนะ เลยเอาเรื่องที่ใกล้ตัวมาทำดีกว่า อย่างน้อยก็คงช่วยให้การอ่านหนังสือไม่ทุกข์มากเกินไปละมั้ง คิดดูซิ ต้องนั่งงมโมเดลทั้งวัน หรือไม่ก็นั่ง derive สมการเพื่อหาคำตอบ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบแล้วมันจะทุกข์ขนาดไหน เมื่อได้แนวแล้วก็ต้องลงรายละเอียดกันซักที

ว่าแล้วก็เลยตะลุยอ่าน paper ที่หามาจากอินเตอร์เน็ตทั้งหลายแหล่ อ่านไปอ่านมาก็ไปสนใจประเด็นเรื่องของสินค้าลิขสิทธิ์ คงเคยเห็นกันอยู่แล้วละเนอะ ไม่ว่าจะเป็นแผ่น mp3 ทั้งหลาย หรือเรื่องที่ค่ายเทปยักษ์ใหญ่ออกมารณรงค์ให้คนเลิกซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน ประมาณนั้นแหละ เราก็เลยว่าจะทำเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบของซีดีผีต่อซีดีของจริง เอ้ยยยย ถ้าให้เป็นวิชาการหน่อยก็ต้องบอกว่า ผลกระทบของสินค้าละเมิดลิขสิทธ์ต่ออุปสงค์ของสินค้าลิขสิทธ์ ศึกษากรณีซีดีเพลง ประมาณนี้ เดิ้นไหมล่ะ

รายละเอียดเป็นยังไง ยังไม่ต้องรู้หรอก เพราะเพิ่งทำไปได้ไม่เท่าไหร่ แล้วก็ขี้เกียจอธิบายด้วย เอาเป็นว่าเราก็พิมพ์ไอ้ที่เราพอจะรู้ทั้งหมดไปให้อาจารย์พ่ออ่านนั่นแหละ อาจารย์พ่อก็อ่านแล้วให้ความเห็นมาว่า (ณ ตอนนั้น) ควรเพิ่มคำนิยามและคำอธิบาย วิธีการศึกษา (methodology) และอธิบายความแตกต่างของ mp3 กับ CD ด้วย สองอันแรกก็พอเข้าใจนะ แต่อันหลังเราเองก็งงนิดหน่อย เพราะตอนแรกอาจารย์พ่อบอกว่า mp3 กับ CD มันไม่ใช่สินค้าทดแทนกัน แต่ไอ้ที่เราอ่านมาตั้งหลาย paper มันบอกว่าทดแทนกันนี่นา (แต่ไม่สมบูรณ์)

คุยไปคุยมาเลยรู้ว่า ไอ้คำว่า mp3 ที่อาจารย์พ่อเข้าใจ มันหมายถึง mp3 player ที่ไว้เสียบหูฟังกันอ่ะ เราก็เลยต้องอธิบายความหมายของ mp3 (ที่เราเข้าใจ) ให้อาจารย์พ่อฟัง สรุปว่าเป็นความเข้าใจผิดนิดหน่อย ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เพราะอาจารย์พ่อบอกว่าทำเรื่องนี้ได้เลย แต่ถ้าทำเท่าที่เราเขียนส่งไปให้อ่าน มันจะดูไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะเราดูเฉพาะด้านผู้บริโภคเท่านั้น ว่าแล้วอาจารย์พ่อก็เลยเสนอว่า เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น เราควรจะทำผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมเพลงไปเลย นั่นก็คือเราต้องดูทั้งด้านผู้บริโภคและผู้ผลิตเลยนะซิ เฮ้ออออออ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลยแฮะ

แต่ก็ต้องลองทำดูก่อนล่ะ ว่าจะทำได้หรือเปล่า อาจารย์พ่อบอกว่า ตอนนี้เป็นห่วงวิธีการศึกษา (methodology) มากกว่า เลยให้เราไปเขียนวิธีการศึกษากับโมเดลมา อาจารย์พ่อยังบอกอีกว่า ถ้าเขียนเสร็จแล้วมาคุยกันอีกรอบ เดี๋ยวจะไปเปิดห้อง 60 ปี (1) แล้วนั่ง derive สมการกันเลย โอ้วววว มาถึงขนาดนี้แล้ว แสดงว่าว่าที่อาจารย์พ่อจะเป็นอาจารย์พ่อจริงๆ แล้วมั้ง ด้วยความกระหยิ่มใจ เราเลยบอกโอเคไปทุกสิ่งอย่าง ตอนนี้ยังไงก็ได้แล้ว ไฟในตัวลุกพรึ่บเลยอ่ะ แต่ตอนกำลังจะเปิดประตูห้องออกไปนั้น อาจารย์พ่อก็ทิ้งท้ายว่า “แต่ผมยังไม่ใช่ที่ปรึกษาคุณนะ” โอ้วววววว อะไรกันเนี่ยะ

ก่อนจะจบเรื่อง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องยังไง ก็ขอบอกว่าตอนนี้กำลังมุ่งมั่นในการทำวิทยานิพนธ์มาก ไม่รู้ว่าไฟแห่งความมุ่งมั่นจะลุกโชนอย่างนี้อยู่นานเท่าไหร่ ได้แต่หวังว่าคงลุกไปนานๆ ไม่โดนฝนเดือนหกดับไปซะก่อนนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114818972466149496?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114818972466149496/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114818972466149496&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114818972466149496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114818972466149496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/05/blog-post_21.html' title='ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114776611418362341</id><published>2006-05-16T14:52:00.000-07:00</published><updated>2006-05-16T00:55:14.203-07:00</updated><title type='text'>เจ้าหนูร้อยหน้า</title><content type='html'>เนื่องจากยังไม่มีอะไรจะเขียนให้อ่าน ก็เลยไปเอาที่อ่านเจอในเว็บมาให้อ่านแทน ใครที่ดูเกมทศกัณฑ์เด็กคงรู้จักน้องเดียวกันทุกคนนะ ตอนนี้เล่นได้ทะลุหนึ่งร้อยหน้าเข้าไปแล้ว เด็กบ้าอะไร จำโคตรเก่งเลย แถมยังพูดเก่งอีกต่างหาก และเพราะความช่างพูดช่างคุย รวมทั้งไหวพริบต่างๆ นี่แหละมั้ง ที่ทำให้คนส่วนใหญ่อดเอ็นดูน้องเดียวไม่ได้ แถมกลายเป็นแฟนพันธ์แท้เกมทศกัณฑ์เด็กอีกต่างหาก

&lt;strong&gt;"น้องเดียว"เจ้าหนูร้อยหน้า&lt;/strong&gt;
&lt;strong&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;เอามาจาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://women.sanook.com/mom-baby/newmom/newmom_20981.php"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;http://women.sanook.com/mom-baby/newmom/newmom_20981.php&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;

ในวันนี้ชื่อของ "น้องเดียว" เด็กผู้ชายตัวเล็ก หัวโต ผมตั้ง วัยเพียง 5 ขวบ แม้จะยังพูดไม่ค่อยชัดแต่กล้าต่อกรกับลุงปัญญา นิรันดร์กุล อย่างไม่เกรงกลัวคำถามเพื่อฝ่าด่านเกมทศกัณฑ์เด็กไปให้ได้มากที่สุด ทำให้แฟนๆ ทั่วประเทศร่วมลุ้นไปกับหนูน้อยอยู่หน้าจอทีวี

&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/untitled.jpg" border="0" /&gt;
หลังจากผู้ชมเคยเอาใจช่วยสาวน้อยผมเปีย วัยเพียง 3 ขวบ น้องน้ำตาล ด.ญ.นับทอง วรทอง "เจ้าหนูหกฉิบหน้า" ที่ต้องเสียน้ำตาเพราะไปพลาดที่หน้า 56 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี และน้องอิ๊ง ด.ญ.นรีกานต์ พิบูลย์สุทธิ วัย 5 ขวบ ที่ตอบไปเดินแบบไปด้วย และฝ่าด่านหน้าแรกด้วยความยาก คือ โคฟี่ อันนัน มาได้ ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของสถิติ 66 หน้ากันมาแล้ว

น้องเดียว ด.ช.พัทธดนย์ เกลี้ยงจันทร์ ที่ฝ่าด่านหน้าที่ 100 คือสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ จนได้ฉายา "เจ้าหนูร้อยหน้า" เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อมาพูดคุยกับพี่ๆ นักข่าวเมื่อวันก่อน
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/untitled2.jpg" border="0" /&gt;
ด้วยความที่เป็นเด็กอัธยาศัยดี พี่ๆ เลยลองภูมิเป็นการทักทายกันเสียหน่อย ว่าแล้วก็หยิบหน้าปกนิตยสาร Lips ขึ้นมาน้องเดียวตอบอมยิ้มแบบสบายๆ ว่า "คัทลียา แมคอินทอช"

ถูกต้องนะคร้าบบบ! กองเชียร์ส่งเสียงเฮปรบมือชอบใจ

น้องเดียว เจ้าหนูชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเธียรประสิทธิ์ศาสตร์ บุตรชายคุณพ่อพฤหัส เกลี้ยงจันทร์ และคุณแม่ศิริพร สิทธิฤทัย เริ่มต้นการให้สัมภาษณ์ด้วยการเอื้อมมือไปคว้าซาลาเปาไส้หมูสับมาเติมพลัง ก่อนจะเล่าว่า "อยากไปเล่นเกมทศกัณฑ์เพราะอยากเจอลุงปัญญา อยากเอาชนะลุงปัญญา เพราะลุงปัญญาเป็นคนเก่ง อยากเก่งเท่าลุงปัญญาครับ"

หนุ่มน้อยหน้ากลมผมตั้ง เล่าถึงหน้าแรกที่ถูกถามคือ "พีต แซมพราส กับพีท ทองเจือ ผมจำได้แม่นเพราะตื่นเต้นจนขาสั่น และได้ขอพรพระพิฆเนศวรให้ตอบได้ทั้งหมด ลุงปัญญาบอกว่าถ้าทำได้ 200 หน้าจะได้บ้านกับทัวร์ยุโรป ส่วนเงินจะเอามาให้พ่อสร้างคอนโดฯ ถ้าแพ้หรือตอบผิดจะไม่ร้องไห้เพราะเป็นลูกผู้ชาย" ก่อนหันไปเล่นกับน้องดิว น้องสาววัย 1 ขวบ 5 เดือน

คุณแม่ศิริพรเล่าว่า ตอนคลอดน้องเดียวน้ำหนักตัว 3,400 กรัม ต้องผ่าออกเพราะหัวโตโอเวอร์ไซซ์ ตัวเล็กจิ๊ดเดียว แต่พลังเสียงเต็มร้อย และด้วยฐานะและความพร้อมในตอนนั้นจึงคิดว่าจะมีลูกแค่คนเดียวจึงตั้งชื่อว่า "เดียว"

"น้องเดียวชอบทำบุญ ชอบพระเครื่อง และอารมณ์ดีเกินเหตุ ไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นเพียงแต่มีโอกาสมากกว่า ลึกๆ แล้วเป็นคนอ่อนไหว ค่อนข้างเซ็นซิทีฟ จะไม่ร้องไห้เพราะหกล้มหรือถูกตี แต่จะร้องไห้เพราะคำพูด และบางครั้งก็จะมีลูกอ้อนให้ชื่นใจเสมอเช่นขอหอแก้มหน่อย"
"พี่จะสอนลูกให้มีเหตุผล สอนให้เข้มแข็งระดับหนึ่ง เรื่องบางอย่างปิดกั้นไม่ได้แต่ต้องอธิบายให้เขาฟัง เช่นเวลาดูรายการโทรทัศน์หากมีคำหยาบก็จะสอนไปด้วยว่าหากลูกพูดแล้วจะไม่น่ารัก นอกจากนี้คำโบราณที่ว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ยังใช้ได้อยู่ ตอนนี้คุณหมอให้น้องเดียวอดนมเพราะเริ่มอ้วน เวลาไปอัดรายการดื่มวันละ 8 กล่อง ตอนนี้ลดเหลือวันละ 3 กล่อง" คุณแม่เล่าถึงลูกชายวัยซนขณะที่น้องเดียวแย้งขึ้นว่า "หนูออกจะผอมเพรียว"
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/untitled3.jpg" border="0" /&gt;
ที่มาของคนเก่งตัวน้อยในวันนี้ คุณแม่เล่าว่าหลังจากน้องเดียวผ่านการคัดเลือกจากเด็ก 12 คนที่ทางโรงเรียนส่งไป ก็ได้หารูปต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต ปริ๊นต์ภาพออกมาตัดเป็นแผ่นๆ ค่อนข้างเยอะ นำมาจัดหมวดหมู่ เช่น ดารา นักวิทยาศาสตร์ เขียนชื่อพร้อมบอกรายละเอียด หรือเล่าเรื่องผูกเป็นนิทาน ทุกวันจะนำมาทายกับคุณพ่อหรือเรียกว่าทำการบ้านวันละ 10-15 หน้าเรื่อยมา

ตอนนี้ต้องทำการบ้านหนักขึ้น โดยเริ่มจากหาชื่อที่ออกเสียงคล้ายกัน เช่นฝาแฝดพี่น้อง ฝันดี-ฝันเด่น คริสติน่า อากีล่าร์ และคริสติน่า อากีเลร่า ที่ต้องใช้เชาวน์และความสังเกตมากขึ้น

น้องเดียวอ้อนแม่ก่อนจะเล่าว่า "ที่ผ่านมาชอบทุกหน้าเลยที่ง่ายๆ และชอบดูการ์ตูนคลับของไอทีวี ดูเกม 3 ช่า ชิงร้อยชิงล้าน ระเบิดเถิดเทิง สู้เพื่อแม่ เกมทศกัณฑ์ยกทัพ และชอบเรียนวิชาเชาวน์มาก หาความต่างกัน-เหมือนกัน โยงเส้นกัน"

"ก่อนกลับบ้านน้องเดียวมักถามเสมอว่า คุณแม่หนูเล่นเกมโอเคไหม ซึ่งต้องค่อยๆ สอนไป เลี้ยงเด็กไม่มีวันจบแต่เล่นเกมต้องจบ เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดี แต่ที่มาถึงวันนี้บังเอิญทำได้ดี"

ถึงวันนี้น้องเดียวทำเงินรางวัลไปได้แล้ว 5 แสน 5 หมื่นบาท

ติดตามชมและให้กำลังใจ "น้องเดียว" กันต่อได้ในเกมทศกัณฑ์เด็ก วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 19.30-20.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ศึกนี้ไม่ธรรมดา "เจ้าหนูร้อยหน้า" สู้!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114776611418362341?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114776611418362341/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114776611418362341&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114776611418362341'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114776611418362341'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/05/blog-post_16.html' title='เจ้าหนูร้อยหน้า'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114698505682392683</id><published>2006-05-07T01:54:00.000-07:00</published><updated>2006-05-06T23:57:36.846-07:00</updated><title type='text'>เรามีรถส่วนตัวแล้วนะ อะฮิ อะฮิ</title><content type='html'>เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บ้านเรามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น นั่นคือรถยนต์โตโยต้าป้ายแดงใหม่เอี่ยม ดังนั้น ตอนนี้เราเลยมีรถเป็นของตัวเองแล้ว อะฮิ อะฮิ

นี่คือโฉมหน้ารถป้ายแดงคันใหม่

&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/1.1.jpg" border="0" /&gt;
รุ่นอัลติส
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/2.0.jpg" border="0" /&gt;
เพื่อยืนยันว่าใหม่จริงๆ
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/3.0.jpg" border="0" /&gt;
สีทอง
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/4.jpg" border="0" /&gt;
ถ่ายข้างหน้าไม่ได้เพราะที่มันแคบ เลยถ่ายข้างหลังมาให้ดู
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/5.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่รถเราจริงๆ คือคันสีเขียวทางขวามือต่างหาก ใช้มาตั้งแต่เรายังเรียน ม.ต้น อยู่เลย แต่สภาพก็ยังโอเคนะ
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/6.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114698505682392683?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114698505682392683/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114698505682392683&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114698505682392683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114698505682392683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/05/blog-post.html' title='เรามีรถส่วนตัวแล้วนะ อะฮิ อะฮิ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114610621287483104</id><published>2006-04-27T09:40:00.000-07:00</published><updated>2006-04-26T19:50:12.890-07:00</updated><title type='text'>1 year to say GOOD BYE</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/abd6.jpg" border="0" /&gt;วันนี้ครบรอบหนึ่งปี วันที่ yasu จากไปแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ตอนนี้คงไปเกิดใหม่แล้วล่ะมั้ง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ขอให้ yasu โชคดีนะ
&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114610621287483104?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114610621287483104/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114610621287483104&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114610621287483104'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114610621287483104'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/04/1-year-to-say-good-bye.html' title='1 year to say GOOD BYE'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114577616546909091</id><published>2006-04-23T14:07:00.000-07:00</published><updated>2006-04-23T00:09:25.500-07:00</updated><title type='text'>รื้อเทปเก่า</title><content type='html'>วันเสาร์ หลังจากนั่งและนอนอ่านเปเปอร์วิทยานิพนธ์ทั้งวัน พอพระอาทิตย์กำลังจะตกพ้นขอบฟ้า ไม่รู้เกิดบ้าอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็ลุกมาสะสางกองเทปเก่า ที่หมกอยู่ในกล่องตั้งแต่ตอนย้ายบ้าน รื้อไปค้นมา ก็ไปเจอเทปหลายๆ ม้วนที่ลืมไปแล้วว่าซื้อมาด้วย ว่าแล้วก็เลยเอา A85 คู่ชีพ มาถ่ายรูปเอามาเล่าเรื่องให้อ่านกันในตอนนี้นี่เอง

เริ่มจากดูกองเทปที่เอาออกมาจากกล่องก่อน ไอ้ด้านที่อยู่ใกล้นี่คือกองเทปเพลงไทย ส่วนไกลออกไปเป็นกองสากล แยกเอาไว้เพื่อง่ายต่อการจัด
&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนหนึ่งของเพลงป๊อปบับเบิ้ลกัม ที่ฟังสมัยยังเด็กๆ อ่ะ มีทั้งอาร์เอส แกรมมี่ คีต้า แล้วก็อะไรอีกก็ไม่รู้ มีตั้งแต่บอยสเกาท์ ลิฟท์ออย มอส ดอกเตอร์คิดส์ ทาทา หนุ่ม ศรรามยังมีเลย คิดดูละกัน (อายจัง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/3.jpg" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากเวียนว่ายอยู่กับเพลงวัยรุ่นอยู่หลายปีดีดัก จนกระทั่งประมาณ ม.1 หรือ ม.2 นี่แหละ แนวก็เริ่มออกนิดๆ แล้ว งานสองชุดจากเบเกอรี่ โมเดิร์นด็อก และบอยด์ โกสิยพงษ์ อัลบั้มคลาสสิกของวงการเพลงไทย ใครไม่มีติดบ้านแสดงว่าไม่แนวจริง
&lt;/p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/5.jpg" border="0" /&gt;
ยุคอัลเตอร์ครองเมือง แถมตอนนี้ยังหาญกล้า เริ่มแนวขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากเริ่มฟังเพลงยากๆ บ้างแล้ว เอาล่ะ คราวนี้เหลือบตาดูอัลบั้มขวามือบนสุด เคยเห็นกันไหม อัลบั้มของคุณมาโนช พุฒตาล ชื่อ ในทรรศนะของข้าพเจ้า
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/6.jpg" border="0" /&gt;
อันนี้สุดยอดของความแนวแล้ว เพลงใต้ดิน สมัยนั้นใครฟังซีเปียนี่แรงมากเลยอ่ะ ส่วนเราของัดอันนี้มาสู้ ดอนผีบิน แค่ชื่อก็หลอนแล้ว มีอยู่สองอัลบั้ม
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/8.jpg" border="0" /&gt;
นี่ก็ใต้ดินอีก จักรพันธ์ ทวีลาภ The Gut of Madness เป็นเพลงแบบเฮฟวี่อ่ะ
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/9.jpg" border="0" /&gt;
ช่วงเข้ามหาลัยนี่ก็เริ่มเข้าสู่ยุคแนวแบบใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกำเนิดของ FAT radio ที่ทำให้เพลงแนวๆ ทั้งหลายกลับมาแจ้งเกิดกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ยุคทองของซีดีแล้ว ไม่ค่อยได้ซื้อเทปแล้วอ่ะ
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/16.jpg" border="0" /&gt;
อันนี้ต้องหายากแน่นอน เพราะแถมมากับหนังสือ a day เล่มสิบกว่าๆ นะ (ถ้าจำไม่ผิด)
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/17.jpg" border="0" /&gt;
เฉลียง วงดนตรีสุดโปรดอีกวง เอามาให้ดูเฉยๆ ตอนแรก (ประมาณปี 1) รู้จักคุณจิก ประภาส จากมติชนหน้า 14 วันอาทิตย์ก่อน แล้วชอบงานเขียนของเขามาก ตามไปตามมาเลยรู้ว่า คนนี้แหละที่เป็นเบื้องหลังของเฉลียง วงที่รู้จักมาตั้งแต่อนุบาลแล้วอ่ะ ก็เลยไปตามซื้อเทปมือสองได้มาดังที่เห็น
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/14.jpg" border="0" /&gt;
อันนี้มีทั้งมือหนึ่งมือสองปนๆ กัน แต่เอามารวมไว้ด้วยกันเพราะเกี่ยวกับเฉลียง อย่างพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง พี่เกี๊ยง เกียรติศักดิ์ อัลบั้มประกอบหนังหรือรายการต่างๆ งาน tribute ให้เฉลียง เป้ สีน้ำยังมีเลย แถมน้าหงาให้อีกคน
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/15.jpg" border="0" /&gt;
ข้ามมาดูฝั่งสากลกันบ้าง เริ่มจาก Now That’s what I call music! เทปเพลงสากลม้วนแรกที่ทำให้เริ่มฟังเพลงสากล (ประมาณม.ต้น) ซื้อตามเพื่อนมั้ง ตอนนั้นม้วนนี้ฮิตโคตร
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/10.jpg" border="0" /&gt;
ตอนแรกนึกว่าถ่ายมาเยอะกว่านี้ ทำไมเหลือแค่นี้หว่า ช่างมันเหอะ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทปโปรโมชั่น คือไม่ได้ซื้อ แต่แถมมากับหนังสือ ที่ตอนนี้ปิดไปหมดแล้ว ซ้ายสุดได้มาจากหนังสือ T-CLUB ทำให้รู้จักวง Korn ครั้งแรกเลย อันกลางได้จากไหนไม่รู้ ส่วนอันซ้ายสุดได้จากสุดยอดหนังสือดนตรี Generation Terrorist เพลงไม่รู้จักซักเพลง
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/11.jpg" border="0" /&gt;
อันนี้เป็นวงแนว death ประมาณดอนผีบินนั่นแหละ ไม่รู้ซื้อมาเพราะอะไร จำไม่ได้แล้ว แต่มีแนวนี้อยู่ม้วนเดียว แล้วก็โอ้วววว
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/13.jpg" border="0" /&gt;
ปิดท้ายด้วยคอลเล็กชั่นของ Nirvana สุดยอดตำนานกรันจ์ เมื่อก่อนคลั่งไคล้มาก แถมเป็นวงแรกที่เก็บเทปได้ครบทุกชุด ชุดที่เป็นรูปเด็กว่ายน้ำ ชื่อ nervermind เป็นอัลบั้มแห่งยุค 90 ที่ต้องมีติดบ้าน
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/12.jpg" border="0" /&gt;
ระหว่างจัด ก็เกิดนึกครึ้ม จดชื่อเทปทั้งหมดที่มี ทำเป็นลิสต์มาให้อ่านกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ทำไปทำมาได้แต่เพลงสากล พอถึงเพลงไทยก็ขี้เกียจทำซะแล้ว เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยว่ามีเทปอะไรอยู่ในกรุบ้าง

สีแดง หมายถึง อัลบั้มที่เราชอบ เพลงเพราะเยอะ หรือไม่ก็เป็นอัลบั้มที่แนะนำให้ฟังนะ (อาจจะไม่ได้ชอบมาก แต่งานมันดีอ่ะ)

&lt;strong&gt;ศิลปิน (เรียงตามตัวอักษร)/ อัลบั้ม (เรียงตามลำดับที่ออก หากมีมากกว่าหนึ่งอัลบั้ม)&lt;/strong&gt;
&lt;span style="color:#000000;"&gt;3T/ Brotherhood
A Camp/ A Camp
AIR/ 10000 Hz Legend
Alanis Morissette/ Under rug swept
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ash/ 1977&lt;/span&gt;
A Teens/ teen spirit
Baz Luhrman/ something for everybody
Bad boys inc./ Bad boys inc.
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Boyzones/ said and done&lt;/span&gt;
bardot/ bardot
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Beatles, the/ 1
&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Bernard Butler/ people move on&lt;/span&gt;
binocular/ binocular
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;blur/ the great escape
blur/ blur
&lt;/span&gt;catch/ catch
Collective Soul/ hints allegations and things left unsaid
Collective Soul/ Collective Soul
Collective Soul/ Disciplined breakdown
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Daft punk/ discovery&lt;/span&gt;
David Usher/ morning orbit
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Dave Matthews Band/ Before these crowded streets
&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;Def Leppard/ Vault: Greatest Hits&lt;/span&gt;
&lt;/span&gt;Def Leppard/ slang
Destiny’s child/ survivor
Dido/ no angle
Dissection/ Storm of the light’s bare
eminem/ The Marshell Mather LP
Fastball/ all the pain money can buy
Foo Fighters/ Foo Fighters
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;George Michael/ Ladies&amp;Gentlemen: the best of&lt;/span&gt;
the goo goo dolls/ gutter flower
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Greenday/ Dookie&lt;/span&gt;
Greenday/ Insomniac
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Hanson/ middle of nowhere&lt;/span&gt;
Hootie &amp;amp; the Blowfish/ cracked rear view
Lighthouse family/ gets you through the day
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Madonna/ music&lt;/span&gt;
Madonna/ Greatest hits volume 2
Mansun/ little kix
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Marilyn Manson/ Smells like children&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;matchbox 20/ yourself or someone like you&lt;/span&gt;
matchbox 20/ mas season
Mavericks, the/ trampoline
&lt;span style="color:#000000;"&gt;Menswear/ nuisance
&lt;/span&gt;Metallica/ Load
Moffatts, the/ Chapter 1: A new beginning
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Moist/ silver
&lt;/span&gt;Moist/ Creature
Muse/ Showbiz
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;my vitriol/ finelines&lt;/span&gt;
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;nine inch nail/ the downward spiral
&lt;/span&gt;Nik Kershaw/ 15 minutes
Nirvana/ Bleach
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Nirvana/ Nevermind
&lt;/span&gt;Nirvana/ Incesticide
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Nirvana/ In Utero
Nirvana/ MTV Unplugged in New York
&lt;/span&gt;Nirvana/ From the Muddy Banks of the Wishkah
Nirvana/ All Acoustically (bootleg)
Nuno/ Schizophonic
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Oasis/ (What’s the story) Morning Glory?&lt;/span&gt;
Oasis/ Be Here Now
President of the United State of America, the/ 1
President of the United State of America, the/ 2
radiohead/ Pablo Honey
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;radiohead/ OK Computer
&lt;/span&gt;radiohead/ Kid A
Red Hot Chili Peppers/ californication&lt;/span&gt;
R.E.M./ Reveal
Santana/ supernatural
Savage Garden/ Savage Garden
Smashing Pumpkins/ Siamese dream
Smashing Pumpkins/ Pisces Iscariot
Silverchair/ Freak show
Soul Asylum/ Grave Dancers Union
Soul Asylum/ let your dim light shine
Steve Vai/ The Ultra Zone
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Strokes, the/ Is This It
&lt;/span&gt;Supergrass, I should COCO
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Take That/ Nobody Else
Travis/ The man who
Travis/ The Invisible band&lt;/span&gt;
weezer/ pinkerton

&lt;strong&gt;อัลบั้มประเภทรวมศิลปิน
&lt;/strong&gt;Now: That’s what I call music!
Come Together: America Salutes the Beatles
Kiss my ass: classic Kiss regrooved
Music of the millennium

&lt;strong&gt;Soundtrack
&lt;/strong&gt;Armagedon
I am Sam
MI:2
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Moulin Rouge 1
&lt;/span&gt;Moulin Rouge 2
Romeo + Juliet
Spawn

&lt;strong&gt;เพลงญี่ปุ่น&lt;/strong&gt;
X/ Vanishing Vision
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;X/ Blue Blood
X/ Jealousy&lt;/span&gt;
X/ Xsingles
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;X/ On the verge of Destruction 1992.1.7 Tokyo Dome live&lt;/span&gt;
X/ Orchestra Selection Blue Blood &amp;amp; Jealousy: Royal Philharmonic Orchestra
X/ A music box for fantasy
X/ Best of X
Toshi/ made in heaven
Toshi/ Mission
Toshi/ grace
Toshi/ ชื่อญี่ปุ่น
Pata/ raise on rock
Tokyo Ska Paradise Orchestra/ Tokyo Strut
L’arc-en-ciel/ heavenly
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;L’arc-en-ciel/ true&lt;/span&gt;
Luna Sea/ Luna Sea
Luna Sea/ Eden
Luna Sea/ Image
&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Luna Sea/ Mother
Luna Sea/ Style
&lt;/span&gt;Luna Sea/ Shine&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114577616546909091?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114577616546909091/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114577616546909091&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114577616546909091'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114577616546909091'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/04/blog-post_23.html' title='รื้อเทปเก่า'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114517521328523894</id><published>2006-04-16T03:10:00.000-07:00</published><updated>2006-04-16T01:14:54.673-07:00</updated><title type='text'>สดับลมขับขาน</title><content type='html'>เที่ยงคืนของเมื่อคืน

เราล้มตัวลงบนที่นอน หยิบเปเปอร์วิทยานิพนธ์มาอ่าน ด้วยความขยันมาก อ่านไปได้หน้าเดียว เราก็เลิกอ่านซะงั้น หูก็ฟังวิทยุไปเรื่อยเปื่อย เบื่อชะมัด

ณ วินาทีนั้นเอง ไม่รู้สมองส่วนไหนสั่งการให้เราลุกจากเตียง ไปค้นตู้เก็บหนังสือ แล้วหยิบ สดับลมขับขาน หรือ Hear the Wind Sing ของฮารูกิ มุราคามิ (แปลโดยนพดล เวชสวัสดิ์) มาอ่าน

&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/cover.jpg" border="0" /&gt;
ถ้าเรื่องมันจบแค่นี้ เราจะมาเขียนให้อ่านทำไม จริงไหม ชะตากรรมระหว่างเรากับสดับลมขับขานมันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2545 นี่เป็นหนังสือของมุราคามิเล่มแรกที่แปลและวางขายเป็นภาษาไทย (อาจจะมีแปลมาก่อนหน้านี้ก็ได้ แต่เราเห็นเล่มนี้เป็นเล่มแรกอ่ะ) ตอนนั้นเราคงเรียนอยู่ประมาณปีสาม ได้ยินชื่อของมุราคามิจากการอ่านหนังสือ (น่าจะเป็นมติชนสุดสัปดาห์) หรือไม่ก็อ่านสัมภาษณ์ของใครซักคน รู้แต่ว่ามุราคามิเป็นนักเขียนที่กำลังโด่งดังมาก ก็อย่างว่าแหละ เด็กแนวมันต้องอ่านหนังสือแนวๆ อยู่แล้ว เมื่อสดับลมขับขานวางแผง เราก็เลยลองซื้อมาอ่านดู
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/when.jpg" border="0" /&gt;
หนังสือราคา 120 บาท หนาแค่ 140 หนา แต่อ่านแล้วอ่านอีก อ่านแล้วอ่านอีก อ่านยังไงเราก็ไม่เคยอ่านได้เกินครึ่งเล่มเลย ไตรภาคมุสิกอะไรของมันวะ! นอกจากจะอ่านเอาเรื่องไม่ค่อยจะได้แล้ว เรายังงุนงงกับวิธีการเขียน คำสนทนา แถมยังไม่มีฉากตื่นเต้นให้ตาตื่น มีแต่บรรยายเรื่องอะไรก็ไม่รู้ที่เราไม่เข้าใจ ตอนตัวละครคุยกันก็ไม่รู้มันคุยบ้าอะไรกัน อ่านแล้วหลับ หลับแล้วตื่นมาอ่านต่อก็ไม่รู้เรื่อง ว่าแล้วก็เก็บเข้าตู้ดีกว่า นานๆ เกิดคึกก็จะหยิบมาอ่านซักที แต่อ่านยังไงก็ไม่เคยอ่านเกินครึ่งเล่ม ต้องหลับทุกที หลังจากนั้น หนังสือของมุราคามิ (ที่ทยอยแปลเป็นภาษาไทยออกมาเรื่อยๆ) ก็กลายเป็นของต้องห้ามสำหรับเราไปเลย (พ่วงด้วยความงุนงงว่า ทำไมมันถึงดังได้วะ!)
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/thick.jpg" border="0" /&gt;
เที่ยงคืนของเมื่อคืน ด้วยความเปลี่ยวเหงาและปัจเจก หรือจะด้วยอะไรก็ตามแต่ เราจึงหยิบสดับลมขับขานมาอ่านอีกครั้ง เป็นความพยายามรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่อยู่ๆ เราก็อ่านรู้เรื่องซะงั้น! เราใช้เวลาอ่านสดับลมขับขาน ตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ จนตีสองนิดๆ อ่านรวดเดียวจบด้วยใจระทึก งงตัวเองว่าทำไมกูอ่านรู้เรื่องซะงั้น ความพยายามกว่าสี่ปี วันนี้สำเร็จแล้ว แม้จะอ่านรู้เรื่องไม่ทั้งหมดก็เหอะ
&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6900/855/200/last.jpg" border="0" /&gt;
เห็นโบตรัยบอกว่า สดับลมขับขานสนุกน้อยที่สุดแล้ว (มันสนุกตรงไหนวะ) เรื่องอื่นสนุกกว่านี้ โอเค อย่างนี้มันต้องลอง ใช่ไหมจอร์จ?

เจอกันเล่มหน้า ไตรภาคแห่งมุสิก พินบอล, 1973&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114517521328523894?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114517521328523894/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114517521328523894&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114517521328523894'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114517521328523894'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/04/blog-post_16.html' title='สดับลมขับขาน'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114421093373615426</id><published>2006-04-05T11:21:00.000-07:00</published><updated>2006-04-04T21:22:13.756-07:00</updated><title type='text'>เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ได้แล้วล่ะมั้ง</title><content type='html'>หลังจาก coursework เสร็จสิ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549 เราก็เหมือนยกภูเขาออกไปจากอกอีกลูก (รู้อย่างนี้รีบเรียนให้เสร็จๆ ไปตั้งแต่เทอมก่อนก็สบายไปแล้ว) เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็เหลือแต่วิทยานิพนธ์อย่างเดียวเท่านั้น ที่ต้องเขียนให้เสร็จ

เส้นทางการเขียนวิทยานิพนธ์ของเราก็ยาวววววไม่ใช่เล่น จะเล่าเรื่องนี้ ต้องย้อนความไปตั้งแต่ก่อนจะเข้าปริญญาโทเลยทีเดียว มันเริ่มจากการที่เราเข้าไปทำงานโครงการ WTO watch ของอาจารย์รังสรรค์ เป็นการทำช่วงปิดเทอมที่ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากประสบการณ์ และเงิน และเงิน และเงิน และเงิน และเงิน เท่านั้นจริงๆ พอปริญญาโทเริ่มเรียน เราก็หยุดทำงาน เพราะอาจารย์สั่งให้หยุด ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ เพราะว่าขืนทำเปรี้ยวอยู่ต่อ ป่านนี้ก็คงไม่ได้เรียนอยู่หรอก

พอเข้าปีสองเทอมหนึ่ง (เทอมที่แล้ว) เราก็ต้องเรียนวิชา Research Method เป็นวิชาเกี่ยวกับทำวิทยานิพนธ์นี่แหละ (ใครจบเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์มา ก็ขอให้นึกถึง EC200 ก็ได้ คล้ายๆ กัน) เป้าหมายของวิชานี้ก็คือ การทำโครงร่างวิทยานิพนธ์ (proposal) ให้เป็นรูปเป็นร่าง และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นวิทยานิพนธ์ฉบับจริง (คงเดาได้ไม่ยากว่าเราจะบรรลุเป้าหมายของวิชานี้ไหม เพราะถ้าบรรลุไปแล้ว เราก็คงไม่มีเรื่องมาพิมพ์ให้อ่านอยู่นี่หรอก)

ปัญหาแรกสุด และเป็นปัญหาใหญ่ด้วย สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ ก็คือการหาหัวข้อนี่แหละ หายากหาเย็น ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก ถึงตอนนี้ ภายในหัวเราก็วางแผนปี๊ดปี้ว หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวจากเงินอุดหนุนการทำวิยานิพนธ์ของโครงการ จับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO watch ซึ่งแน่นอนว่าหัวข้อก็ต้องเกี่ยวกับ WTO ด้วย) ทั้งนี้เพราะโครงการให้เงินอุดหนุนสูงเป็นหลักแสนเลยอ่ะ โคตรเยอะเลย ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้เราตั้งใจจะพัฒนาหัวข้อของเราในวิชานี้ ให้กลายเป็นวิทยานิพนธ์ของจริงให้จงได้ (ขอย้ำ! ว่าเราตั้งใจจริงๆ นะ) ต้องทำให้ได้!

หัวข้อแรกของเราจึงเป็น การเปรียบเทียบระหว่างการรวมกลุ่มแบบ multilateral (อย่าง WTO นี่แหละ) กับการรวมกลุ่มแบบ bilateral (FTA) หรือแบบ regional (ASEAN) ว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ทำไมจึงอยากรวมกลุ่มเป็น WTO ผลได้ผลเสียของสังคมเป็นอย่างไร ประมาณนี้แหละ (อ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องสนใจมากก็ได้ เพราะไม่ค่อยสำคัญ) ว่าแล้วก็ควานหาบทความมาอ่าน เป็นประเภทแบบจำลองและทฤษฎีทั้งสิ้น ไอ้พวกเชิงประจักษ์นี่ไม่มีโผล่มาเลย อ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็ค้นพบว่าปัญญาโง่ๆ อย่างกูคงไม่พอจะทำเรื่องนี้ได้ ว่าแล้วจึงเปลี่ยนเรื่องดีกว่า

หัวข้อที่สองโผล่ออกมาในหัวของเราหลังจากที่ไปปรึกษาอาจารย์พ่อ เพื่อหาหัวข้อที่น่าจะได้ทุนด้วย ซึ่งก็ได้คำแนะนำมาหลายเรื่อง แต่เราดันไปสะดุดใจกับเรื่องนโยบายการค้าของประเทศไทยในช่วงสิบปีที่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ว่าแล้วก็ไปควานหาบทความมาอ่านอีก คราวนี้เปลี่ยนแนวแบบ 360 องศาจากเรื่องก่อน เพราะกลายเป็นการศึกษาเชิงพรรณาไปซะอย่างนั้น อาจารย์ที่สอน Research Method ก็แนะนำว่าถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงปึ๋งปั๋ง ก็จะทำแนวพรรณาได้ยากหน่อย (เพราะว่าการทำวิทยานิพนธ์แนวนี้ ต้องอาศัยการอธิบายและการเชื่อมโยง เพื่อให้อ่านเข้าใจ)

อย่ากระนั้นเลย เราจึงพยายามเปลี่ยนวิธีการศึกษานิดหน่อย เพื่อให้ออกมาในเชิงปริมาณมากขึ้น (เชิงปริมาณก็คือคำนวณเป็นตัวเลขได้) กลายเป็นว่ากูต้องไปหาวิธีวัดนโยบายออกมาเป็นตัวเลข แล้วก็ค้นพบว่าปัญญาโง่ๆ อย่างกูคงไม่พอจะทำเรื่องนี้ได้ ว่าแล้วจึงเปลี่ยนเรื่องดีกว่า

คราวนี้กลับไปหาอาจารย์พ่อ เอาไอ้เรื่องวัดนโยบายที่เขียนไว้หน่อยนึงไปให้ดู อาจารย์พ่อแนะนำไปแนะนำมา อีท่าไหนไม่รู้ กลายเป็นว่าไอ้เรื่องที่เราเขียนไปนั่นน่ะ มันจะขอทุนยากอยู่ซักหน่อย แล้วอาจารย์ก็แนะนำให้ทำพวก FTA ดีกว่า

แล้วก็เข้าทาง เพราะกะจะเปลี่ยนอยู่แล้ว คุยกับอาจารย์พ่อ ก็ได้คำแนะนำมาอีกหน่อยว่า ควรทำ FTA ไทย-ออสเตรเลีย เพราะมีผลบังคับใช้แล้ว ว่าแล้วเราก็เริ่มตะลุยหาบทความมาอ่าน (แถมยังแอบมีแว้บไปปรึกษาอาจารย์เพื่อนอาจารย์พ่อ ได้บทความบรรจุใส่แผ่น CD มาหนึ่งแผ่นเต็มๆ ซึ่งไม่ได้ใช้เลยซักกะนิด)

อ่าน อ่าน อ่าน อ่านไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะพบว่า FTA ไทย-ออสเตรเลีย โดนคนศึกษาไปจนปรุแล้ว ถ้าเป็นคน ก็เหมือนคนโดนจับแก้ผ้าล่อนจ้อน เห็นหมดทุกแง่ทุกมุมเลยอ่ะ เราจึงจำใจควานหาไอ้เรื่องที่มันยังไม่มีคนทำเท่าไหร่ ในที่สุดก็ไปตกลงปลงใจกับมาตรการเกี่ยวกับสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary measure ก็คือเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยของอาหารหรือพืช ที่ค้าขายกันอ่ะ) แล้วก็ควานหาบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน

ในที่สุด เราก็รู้แล้ว!!! รู้แล้วว่าทำไมไม่ค่อยมีคนทำเรื่องนี้

นั่นเป็นเพราะมันต้องวัดมาตรการสุขอนามัยทั้งหลายแหล่ให้ออกมาเป็นตัวเลขด้วยนะซิ!

โอ้ววว ชีวิตกู อะไรจะวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ แถมช่วงนั้นก็ใกล้จะต้องส่งรายงานร่างสุดท้ายในวิชา Research Method ด้วย เลยตัดสินใจ เอาวะ ทำส่งๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนหลังจากจบวิชานี้ กูไม่เอาทุนแล้วก็ได้วะ (ถึงตอนนี้ให้ย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าที่สอง ตรงช่วงสุดท้าย)

หลังจาก coursework เสร็จสิ้น เราจึงเริ่มต้นหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ใหม่ คราวนี้เปลี่ยนแนวจากหัวข้อเดิม (นิ้ดดดดดเดียว)

คือเปลี่ยนจากแนว Trade ไปเป็น Industrial Organization ซะงั้น!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114421093373615426?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114421093373615426/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114421093373615426&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114421093373615426'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114421093373615426'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/04/blog-post_05.html' title='เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ได้แล้วล่ะมั้ง'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114403196324885361</id><published>2006-04-03T09:37:00.000-07:00</published><updated>2006-04-02T19:39:23.270-07:00</updated><title type='text'>การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ (ของเรา)</title><content type='html'>ในฐานะครอบครัวประชาธิปไตย ที่แม้จะย้ายบ้าน แต่ยังไม่ย้ายทะเบียนบ้าน เราจึงต้องกลับไปเลือกตั้งที่บ้านเก่าพร้อมกันทั้งครอบครัว เราไม่เคยพลาดการเลือกตั้งเลยสักครั้งตั้งแต่มีสิทธิครั้งแรก ทำไมนะหรือ ก็เป็นเพราะว่าเต๊นท์เลือกตั้งมันตั้งห่างจากบ้านเราแบบเดินไม่กี่สิบก้าวก็ถึง ใกล้ขนาดนี้ ไม่ไปใช้สิทธิก็ถือว่าไม่ใช่คนประชาธิปไตยตัวจริง จริงไหม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก ที่เราต้องใช้เวลาเดินทางเพื่อไปยังเต๊นท์เลือกตั้ง ไอ้เรื่องที่อยู่ก็นำมาซึ่งความสับสนให้แก่เราเล็กน้อย แหม จะยุบสภาทั้งที ทำไมไม่รอให้ที่อยู่เราเข้าที่เข้าทางก่อนก็ไม่รู้ แถมก่อนเลือกตั้ง เราก็เพิ่งย้ายทะเบียนบ้านไปบ้านตายายที่กระบี่เพื่อไปทำเรื่องที่ดินอีก นี่ถ้าวันนั้น เราไม่บังเอิญถามแม่เรื่องที่ที่ต้องไปทำ เราก็คงไม่รู้ว่าชื่อเรากระเด็นกระดอนไปถึงกระบี่โน่นแล้ว แต่ในมื่อเพิ่งย้ายไป เราก็ยังต้องไปเลือกตั้งที่ที่อยู่เดิม ถูกไหม นั่นแหละ คือที่มาของเรื่องนี้

ในเมื่อต้องเดินทางไกลพอควร เราจึงไม่ค่อยอยากไปเลือกตั้งครั้งนี้เท่าไหร่ กะว่าค่อยไปตอนเลือก ส.ว. เพราะจะเท่ากับว่าเราจะเสียสิทธิทางการเมืองไปแค่ไม่กี่วัน แต่ด้วยพ่อแม่ที่เป็นคนประชาธิปไตย ปลุกเราให้ตื่นแต่ตรู่ เราจึงจำใจ งัวเงียลุกไปอาบน้ำ แต่งตัว เพื่อไปเลือกตั้ง (เห็นไหมว่าคนประชาธิปไตยตัวจริง)

ว่าแล้วก็ขับรถจากบ้านใหม่ไปบ้านเก่า ใช้เวลาไม่นานก็ถึง กลับไปคราวนี้ คิดถึงที่ที่เคยอยู่แฮะ พี่วินเสื้อส้มกลายเป็นสีที่ไม่คุ้นเคยแล้วอ่ะ (เพราะบ้านใหม่มีแต่พี่วินสีเขียว) แถมถนนหนทางก็ดูกว้างขึ้นเยอะ (เพราะถนนบ้านใหม่แคบโคตร) เราเอารถไปจอดที่บ้านเก่า (ที่เศษใบไม้ ถุงพลาสติก ใบปลิว และอะไรต่อมิอะไรกองเกลื่อนกลาดไปหมด) แล้วก็เดินไปไม่กี่สิบก้าวเพื่อไปเลือกตั้งในเต๊นท์ที่คุ้นเคย

เอาล่ะ ถึงเต๊นท์เลือกตั้งแล้ว ต้องตรวจดูซักหน่อยว่าเราต้องเลือกที่หน่วยเลือกตั้งที่เท่าไหร่ พลิกกระดาษแผ่นโน้น เปิดแผ่นนี้ ในที่สุด ก็เจอรายชื่อครอบครัวเราแล้วววว

แต่ดันไม่มีชื่อเราซะนี่!!!

เหวอแดกเลย นี่กูแหกขี้ตาตื่น เดินทางมาตั้งไกล เพื่อที่จะมายืนรอเฉยๆ เหรอเนี่ยะ

สรุปแล้วต้องโทษแม่เราสถานเดียว ที่ย้ายที่อยู่เราไปนานนนนนแล้วไม่บอก ไม่งั้นก็ทำเรื่องลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า (กระบี่) แล้วเลือกแถวบ้านใหม่ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่เสียเวลาเดินทางด้วย

เลือกตั้ง ส.ว. ต้องไม่พลาดอีก ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114403196324885361?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114403196324885361/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114403196324885361&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114403196324885361'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114403196324885361'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/04/blog-post.html' title='การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ (ของเรา)'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114368873994201103</id><published>2006-03-29T10:17:00.000-08:00</published><updated>2006-03-29T19:18:59.943-08:00</updated><title type='text'>ถึงคนอ่าน</title><content type='html'>ยังไม่รู้จะเขียนอะไร
เลยเข้ามาบอกว่า
ตอนนี้ยังสบายดี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114368873994201103?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114368873994201103/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114368873994201103&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114368873994201103'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114368873994201103'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/03/blog-post_29.html' title='ถึงคนอ่าน'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114291008561130630</id><published>2006-03-21T10:00:00.000-08:00</published><updated>2006-03-20T23:14:56.903-08:00</updated><title type='text'>เหลือบตาดูมุมบนซ้ายกันหน่อยซิ</title><content type='html'>เห็นบล็อก อ.ปิ่น เขามีแปะแถบขาวนี้ เราก็เลยเอาบ้าง ใครอยากทำก็กดที่แถบได้เลยนะ มันจะบอกโค้ดไว้ให้

หรือเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ &lt;a href="http://www.thaksingetout.org" target="_blank"&gt;ทักษิณ ออกไป&lt;/a&gt; นะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114291008561130630?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114291008561130630/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114291008561130630&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114291008561130630'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114291008561130630'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/03/blog-post.html' title='เหลือบตาดูมุมบนซ้ายกันหน่อยซิ'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-114187856557254518</id><published>2006-03-09T11:28:00.000-08:00</published><updated>2006-03-08T20:33:50.100-08:00</updated><title type='text'>DUDE/SWEET และ SUPERSWEET</title><content type='html'>เนื่องจากไม่ค่อยมีอะไรจะเขียนลงบล็อก แถมยังอยู่ในช่วงสอบไฟนอล (ซึ่งกำลังจะเสร็จสิ้นในไม่ช้า และเราก็จะหมด coursework แล้ววววว) แต่ดันมีเวลาพักเล่นเน็ตได้เป็นระยะๆ (แถมยังระยะนานๆ ด้วย) หลังจากเข้าเว็บโน้น ออกเว็บนี้ ก็ขอเข้า &lt;a href="http://www.onopen.com" target="_blank"&gt;โอเพ่น ออนไลน์&lt;/a&gt; ควานหาบทความที่กำลังเป็นที่ฮ็อตฮิตอยู่ในหมู่คณะ นั่นก็คือเรื่อง เบื้องหลังดีลเทคโอเวอร์ชินคอร์ป โดยม้านอก และเด็กนอกกรอบ (ใครอยากอ่านก็ไปตามหาเอาเองนะ) ดูไปดูมา (ยังไม่ได้อ่านนะ) ก็เหลือบตาไปเห็นบทความนี้ &lt;a href="http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/169" target="_blank"&gt;DUDE SWEET PARTY: เมา มัน เต้น ดนตรี ในแสงสีแห่งความไร้สาระ&lt;/a&gt; ซึ่งกลายเป็นที่มาของเรื่องนี้แหละ

&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.dudesweet.org/Album%20Covers/VwithDS.jpg" border="0" /&gt;จำได้ว่าเคยผ่านตา DUDE/SWEET ในฐานะอัลบั้มรวมเพลง ที่เห็นออกโฆษณาทางแชนแนลวีบ่อยๆ รู้ว่าเป็นอัลบั้มรวมเพลงอินดี้ร็อกของอังกฤษ แถมยังเคยผ่านหู ว่ากลุ่ม DUDE/SWEET ขึ้นชื่อในเรื่องการจัดปาร์ตี้ใน “แนว” มากๆ แต่เราก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรเท่าไหร่ จนมาอ่านบทความที่เราทำให้ลิงก์ให้อ่านนั่นแหละ

ฉับพลัน อาการที่เรียกว่า “โดน” ก็เกิดขึ้นอีกแล้ว เฉพาะแนวเพลงก็โดนใจคนแนวๆ อย่างเราเต็มๆ แต่ที่โดนอีกอย่างก็คือ ความคิดในการจัดงานแต่ละครั้งของกลุ่ม DUDE/SWEET นี่แหละ มันจี๊ดใจจอร์จมากเลยนะ ว่าแล้วก็เลยตามเข้าไปใน &lt;a href="http://www.dudesweet.org" target="_blank"&gt;dudesweet&lt;/a&gt; แล้วก็เกิดอาการ “โดน” รอบสอง เพราะเว็บของ DUDE/SWEET ทำได้เด็ดสะระตี่มากๆ แถมยังทำให้รู้จักนิตยสารที่ชื่อ SUPERSWEET ด้วย (ซึ่งเราก็เพิ่งเห็นจากเว็บนี่แหละ) อาการอยากอ่านพุ่งปรี๊ดทันที (แต่ไม่รู้จะไปหาอ่านที่ไหน เพราะไม่เคยเห็นตามแผงเลย เอ...หรือเราดูไม่ทั่วหว่า ว่าแล้วเที่ยงนี้ไปเยี่ยมแผงหนังสือซะเลยละกัน)

อ่านดูจากในเว็บคร่าวๆ รู้สึกว่า (ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่านะ) ทีมงานส่วนหนึ่งจะส่งข้อมูลตรงมาจากอังกฤษเลย ทั้งบทสัมภาษณ์ ทั้งรูปถ่าย แถมพวกรายงานการแสดงสดอีก ซึ่งไอ้พวกนี้นี่แหละ ที่หาอ่านแบบเขียนเอง (ไม่ได้แปลจากเมืองนอก) ได้ยากในนิตยสารดนตรีที่วางในเมืองไทย ขอบอกว่าเลิศมากๆ

ยังไม่หมด ชมกันซะเลิศหรูขนาดนี้ก็ยังไม่หมด เพราะมีอีกส่วนที่เราขอชมเป็นพิเศษ ตอนแรกเราก็นึกว่ากลุ่มนี้จะอังกฤษจ๋า เพราะเห็นมีแต่ภาษาอังกฤษเต็มพรืดไปหมด ที่ไหนได้ สำหรับชาวไทย หัวใจดนตรีอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง เขายังมีภาษาไทยให้อ่านด้วย เลิศเลอปี๊ดปิ้วมากๆ (เพราะเราก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ก็บอกแล้วว่าไม่รู้จะเขียนอะไร เลยไม่มีอะไรจะสรุปจบเป็นการทิ้งท้าย อ่านแล้วก็อยากจะไป party กับ DUDE/SWEET ซักครั้ง ตามประสาคนอยากลอง แต่ติดที่ว่าคุณคนอ่านทั้งหลายอ่ะ มีใครแนวๆ บ้างไหมเนี่ยะ จะได้ชวนไปด้วยกัน

ปิดท้ายด้วย เล็กชิ้นสด &lt;a href="http://back.thisisclick.com/webboard/viewtopic.php?t=9798" target="_blank"&gt;FlureSPECTIVE&lt;/a&gt; ซึ่งอยากดูมาก แต่ไม่รู้จะหาบัตรได้หรือเปล่า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-114187856557254518?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/114187856557254518/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=114187856557254518&amp;isPopup=true' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114187856557254518'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/114187856557254518'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/03/dudesweet-supersweet.html' title='DUDE/SWEET และ SUPERSWEET'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113998060681994262</id><published>2006-02-16T11:35:00.000-08:00</published><updated>2006-02-15T21:34:29.650-08:00</updated><title type='text'>happy BLOG day to mine</title><content type='html'>เรื่องนี้เริ่มต้นจากเพื่อนบดินทรของเรา เธอชื่อ &lt;a href="http://vfcfai.blogspot.com" target="_blank"&gt;ฝ้าย&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นชื่อที่โหลมาก เพราะว่าเพื่อนมหาลัยชื่อฝ้ายก็มีอีกหลายคน เพื่อกันการสับสน เราจึงตั้งชื่อฝ้ายคนนี้ในบล็อกของเราว่า ฝ้าย นักคณิตศาสตร์ ทำไมนะหรือ ก็เพราะฝ้ายคนนี้หัวดีมากๆ ได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา แถมสาขาที่ไปเรียน ก็เป็นสาขาที่คนทั่วไปไม่คิดหรอกว่าจะมีคนไปเรียน ฝ้ายไปเรียนอะไรนะหรือ ถ้าให้เดาก็คงไม่ถูก ถึงเดาถูกก็ไม่ได้รางวัลอะไร เพราะฉะนั้น เราเฉลยเลยละกันนะ ฝ้ายบินลัดฟ้าไปเรียนตรี โท เอก ในสาขาคณิตศาสตร์บริสุทธิ์! บริสุทธิ์แบบไม่มีอะไรเจือปนซะด้วย แต่แค่นั้นก็ยังธรรมดาเกินไปสำหรับฝ้าย เพราะว่าเธอคลั่งไคล้คณิตศาสตร์มาตั้งแต่ก่อนที่เราจะรู้จักกันซะอีก ที่ไม่ธรรมดาก็คือ ตอนจบตรี ฝ้ายดันเรียนจบแบบที่ถ้าเป็นเมืองไทยก็เรียกว่าคว้าเกียรตินิยมเหรียญทองอันดับหนึ่ง อืมม อย่างนี้เจ๋งพอหรือยัง

ปกติเราส่งเมล์คุยกันบ่อยมาก เผลอๆ คุยกันบ่อยกว่าเพื่อนบดินทรที่อยู่ในเมืองไทยซะอีก วันดีคืนดี ฝ้ายก็ส่งบล็อกมาให้เราอ่าน สำหรับคนที่ความรู้ทางเทคโนโลยีต่ำ ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงไอทีแบบญาติห่างๆ มากๆ เราไม่รู้จักบล็อกหรอก ที่รู้จักก็จำพวกไดอารี่ออนไลน์ ซึ่งก็ไม่เคยมีกับเขา แถมไอ้ตอนนั้น บล็อกมันก็ยังไม่เปรี้ยงปร้างในเมืองเราซะเท่าไหร่ บล็อกฝ้ายจึงเป็นความตื่นตาตื่นใจสำหรับเรามาก

สำหรับผู้ที่แวะเวียนเยี่ยมเยียนบล็อกอยู่เป็นประจำ ก็คงจะรู้วิธีใช้บล็อกกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเราเองในตอนเริ่มต้น การใช้งานมันงงและค่อนข้างจะขลุกขลักซักเล็กน้อย หลังจากอ่านบล็อกแรกของฝ้ายจบลง เหลือบตาต่ำลงมาอีกหน่อย จะมีส่วนที่ให้ผู้แวะเวียนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้ แหม ในฐานะที่เป็นเพื่อสนิทกัน มันก็ต้องจิ้มคีย์บอร์ดพิมพ์อะไรซักนิดหน่อยจริงไหม ว่าแล้วจึงกดเข้าไป แต่ด้วยความเข้าใจผิด เราเข้าใจว่าผู้ที่จะแสดงความเห็นได้ ต้องเป็นสมาชิกบล็อกเสียก่อน เราจึงเสียเวลาอีกเล็กน้อยสมัครสมาชิกของ blogger แล้วก็พิมพ์ความเห็นของเรา ก่อนที่จะมาเอะใจ และเห็นในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่า มันมีให้เลือกสำหรับคนที่ไม่ใช่สมาชิกพิมพ์ความเห็นด้วยนี่หว่า

นั่นแหละ จุดกำเนิดของบล็อกเรา ที่ถึงวันนี้ก็มีอายุครบหนึ่งปีแล้ว

วันนี้จึงอยากจะเจาะลึกบางมุมของบล็อกเราที่หลายคนอาจยังไม่รู้ และถึงแม้จะไม่อยากรู้ แต่ก็ต้องรู้แล้วล่ะ เพราะว่าเราอยากเล่า ใครจะทำไม เริ่มจากชื่อบล็อก ชื่อล็อกอิน ชื่ออีเมล์ และชื่อที่เราใช้สำหรับอีกหลายๆ โอกาสเลยละกัน pickmegadance แหม ช่างเป็นชื่อที่จี๊ดใจมากเลยใช่ไหม ที่มาของชื่อนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ยังเป็นเฟรชชี่อยู่หอที่รังสิต ค่ำคืนหนึ่งใต้ตึกวจ. (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อไปแล้ว) เด็กๆ วัยใสปีหนึ่งคณะเศรษฐศาสตร์ จัดงานเฉลยบัดดี้ที่เล่นกันมาเกือบเดือน นอกจากจะเฉลยบัดดี้และกินอาหารร่วมกันแล้ว ยังมีเกมให้ร่วมเล่นสนุกกันอีกนิดหน่อย

เมื่อสองพิธีกรหนุ่ม คุณอุ้ย (ไม้สัก) กับคุณก้อง (ก.1) เดินขึ้นเวที ทั้งสองประกาศขอตัวแทนกลุ่มละ 1 คน โดยไม่บอกว่าจะทำอะไร (อย่างงว่าทำไมจำรายละเอียดได้เยอะ ก็มันฝังใจอ่ะ) ตามสันดานเด็กไทย ที่อิดเอื้อนเขยื้อนกายช้า มากันกะปริดกะปรอย ทั้งก้องและอุ้ยจึงจำต้องเฉพาะเจาะจงเรียกชื่อกันไปเลย คนแล้วคนเล่าถูกเรียกขึ้นเวที แล้วก้องก็เอ่ยกับอุ้ยว่า คนต่อไปผมขอ แล้วมันก็เรียกชื่อเรา (แหม ส่งเสริมกันจริงๆ) โอเคๆ ตอนนี้อยู่บนเวทีสิบกว่าคนแล้ว เรายืนริมขวาสุด ติดกับคุณก้องเลย

เมื่อมากันครบ สองพิธีกรหนุ่มจึงบอกให้ทราบว่า จะให้แข่งกันเต้น ใครเต้นเจ๋งสุดจะเป็นผู้ชนะ แล้วเสียงเพลงจังหวะเร้าใจก็เริ่มขึ้น เริ่มขึ้น และเริ่มขึ้น แต่ผู้เข้าแข่งขันทุกคน (รวมทั้งเราด้วย) ยังยืนเฉย บ้างก็บิดไปบิดมา หันซ้ายหันขวา หันหน้าหันหลัง ไม่รู้ว่าวินาทีนั้นกองเชียร์หรือพิธีกรออกปากหรือเชียร์อะไรบ้างหรือเปล่า แต่มันกำลังจะเริ่มเซ็งแล้ว คนจัดงานคงกำลังเหวอ และก่อนที่เซ็งไปมากกว่านั้น พี่ปีสองคนหนึ่งที่มาร่วมงาน (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นพี่ออย ที่อยู่ TU Band นะ) และขึ้นเวทีมาแบบไม่ตั้งใจ ก็ออกไปโชว์สเต็ปแบบเขินอาย แล้วก็แบบแว้บเดียว เป็นคนแรก คนเริ่มกรี๊ดแล้ว สักพัก คุณทศ (ไม้สัก) ปีหนึ่งเหมือนเรานี่แหละ ก็ออกไปโชว์สเต็ปแบบเขินอาย แล้วก็แบบแว้บเดียว เป็นคนที่สอง กองเชียร์กรี๊ดกันอีก เด็กปีหนึ่งโดยทั่วไป และส่วนใหญ่ มันก็ต้องอายๆ เขินๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้าคนหมู่มากใช่ไหม แบบไม่ค่อยเซลฟ์อ่ะ แต่คุณพี่ทศนี่ซิ่วมาจากจุฬา (มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) ปีสามโน่น ความอายมันก็คงลดลงละมั้ง ก็เลยออกไปกล้อมแกล้มได้ อีกไม่กี่วินาทีต่อมา เราก็หันไปสบตาคุณก้อง มันทำท่าแบบว่า มึงช่วยออกไปหน่อยเหอะ งานมันจะได้ไม่กร่อย เอาก็เอาวะ! ว่าแล้วจึงก้าวเท้าออกไปหน้าเวทีเป็นคนที่สาม ก่อนจะโชว์สเต็ปแบบเขินอาย แล้วก็แบบแว้บเดียวเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ ไม่รู้ทำท่าทำทางอะไรออกไปบ้าง แต่ก็แอบได้ยินเสียงกรี๊ดเหมือนกันนะ

หลังจากคนที่สามไปแล้ว ก็ไม่มีคนที่สี่ ห้า หก เจ็ด แปด อะไรต่อไปแล้ว ที่เหลือก็นั่นแหละ ยังนิ่งอยู่ เพราะฉะนั้นสองพิธีกรหนุ่มจึงตัดสินใจหาผู้ชนะดีกว่า ว่าแล้วก็เรียกสามผู้เข้ารอบมากลางเวที ก่อนจะตัดสินกันจากเสียงกรี๊ดของฝูงชนด้านล่าง คนที่หนึ่ง พี่ออย (กรี๊ด) คนที่สอง คุณทศ (กรี๊ด) และคนที่สาม เราเอง (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด) นั่นแหละ ได้มายังไงก็ไม่รู้ แต่ตำแหน่งมิสเตอร์เมก้าแดนซ์ก็ตกเป็นของเรานับแต่นั้นเป็นต้นมา (พร้อมรางวัลเป็นกล้วยหนึ่งหวี)

เราตั้งสโลแกน (ไม่รู้เรียกสโลแกนหรือเปล่า) ของบล็อกในตอนแรกว่า this is what i do when i have nothing to do. actually i have many things to do but too lazy to do. so doing nothing is the best thing i want to do. ซึ่งคงจะอธิบายลักษณะบล็อกเราในระยะเริ่มแรกได้เป็นอย่างดี หากย้อนไปดูบล็อกแรกๆ กับบล็อกที่เราเขียน ณ ปัจจุบัน จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนแบบไม่ต้องทดสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยาว วันแรกที่เราเขียนบล็อก เราตั้งใจให้เป็นข้อความสั้นๆ ที่เรียงต่อกันจนกลายเป็นเรื่อง แล้วก็สัพเพเหระมาก อยากเขียนอะไรก็เขียน และด้วยความสั้นนี่เอง ที่ทำให้บางวันเขียนมากกว่าหนึ่งบล็อกเชียว แถมยังกระแดะ แปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วย ด้วยเหตุที่ว่ามีเพื่อนชาวต่างชาติตั้ง 3 คน (yasu dewi และ jahon) จึงอยากจะให้เพื่อนๆ ได้อ่านโดยทั่วถึงกัน
จุดเปลี่ยนแรกเริ่มจากเพื่อนต่างชาติเราไม่เคยเข้ามาอ่านบล็อกเราเลยนะซิ เราเลยไม่รู้จะแปลเป็นภาษาอังกฤษให้สมองเมื่อยทำไม ว่าแล้วจึงมีเฉพาะภาษาไทย ผสมคำอังกฤษแบบกระแดะใช้เล็กน้อย ส่วนบล็อกที่ยาวที่สุดในช่วงแรกๆ น่าจะเป็นบล็อกที่เขียนถึง yasu ในวันที่ yasu บ๊ายบายโลกนี้ไปแล้ว แต่นอกนั้น เรายังคงคอนเซปท์สั้น กระชับ จับใจความได้ อยู่ตลอดทุกบล็อก

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองคือซากแมลงสาปเน่าใน เรื่องสยองในห้องอาบน้ำ (อ่านได้ที่ http://pickmegadance.blogspot.com/2005/08/blog-post_16.html)ที่ทำให้เขียนบล็อกได้เป็นตุเป็นตะ ประกอบกับเริ่มเบื่อความสั้น กระชับ จับใจความได้ จึงเปลี่ยนมาเขียนยาวๆ แทน บล็อกหลังจากนั้น ก็เริ่มยาวขึ้น ยาวขึ้น ใจความก็เริ่มจะจับได้ยาก เพราะเราชอบพาไปโน่นออกนี่ ให้เป็นที่วุ่นวายสายตาคนอ่าน แถมยังไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องซะเท่าไหร่ (อย่างที่เรากำลังทำอยู่นี่แหละ) ก็เราอยากให้เห็นภาพแจ่มๆ มันก็เลยต้องใส่น้ำให้มากกว่าเนื้ออยู่ซักหน่อยละมั้ง

ตอนนี้บล็อกยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราทำในยามที่ไม่มีอะไรจะทำ แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือ บางทีมีอย่างอื่นต้องทำ แต่เราก็ยังอุตส่าห์ไม่ทำ แล้วมาเขียนบล็อกแทนซะนี่ เห็นไหมว่าในหนึ่งปีที่ผ่านมา บล็อกเราเปลี่ยนแปลงขนาดไหน ที่ไม่เปลี่ยนแปลงน่าจะมีอยู่อย่างเดียว คือความสัพเพเหระ และไร้สาระ ที่ยังครบถ้วนกระบวนความเหมือนเดิม ส่วนชุมนุมชาวบล็อกทั้งหลายด้านข้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนๆ ของเราเอง มีทั้งแบบสาระมาก สาระน้อย แต่ส่วนใหญ่จะสาระมากกว่าเราทั้งนั้น (ขอเชิญลิงก์ไปดูกันตามสะดวก)

ที่จริงยังเจาะลึกบล็อกเราไม่หมดเลยนะเนี่ยะ แต่เกรงว่าคุณคนอ่านทั้งหลายจะตาลายตายคาคอมพิวเตอร์ซะก่อน จึงขอยุติไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า (ใครอยากรู้อะไรก็ถามเอาไว้ในคอมเม้นท์ละกันนะ)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113998060681994262?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113998060681994262/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113998060681994262&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113998060681994262'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113998060681994262'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/02/happy-blog-day-to-mine.html' title='happy BLOG day to mine'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113948549124919408</id><published>2006-02-09T18:43:00.000-08:00</published><updated>2006-02-09T03:44:51.250-08:00</updated><title type='text'>บล็อกนี้แปะเพลงเป็นแล้ว</title><content type='html'>เพิ่งจะแปะเพลงลงบล็อกเป็น หลังจากใช้ความพยายามอยู่นานมาก เพราะฉะนั้น เปิดลำโพงฟังกันเลยนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113948549124919408?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113948549124919408/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113948549124919408&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113948549124919408'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113948549124919408'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/02/blog-post_09.html' title='บล็อกนี้แปะเพลงเป็นแล้ว'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113939120693962261</id><published>2006-02-08T01:19:00.000-08:00</published><updated>2006-02-08T01:33:26.983-08:00</updated><title type='text'>กลุม กลุ่ม กลุ้ม</title><content type='html'>เห็นแปะประกาศไว้ใต้คณะ แล้วก็มีรุ่นน้องที่กลุ่มส่งเมล์มาให้ แถมยังมีที่น้ากิตเขียนเอาไว้อีก (ไปอ่านกันได้ที่นี่ครับ &lt;a href="http://ksamphan.blogspot.com/2006/01/2-1-18-20-40-2-3-4-2-2-3-4-40-3-2548.html"&gt;http://ksamphan.blogspot.com/2006/01/2-1-18-20-40-2-3-4-2-2-3-4-40-3-2548.html&lt;/a&gt;)

เรื่องของกลุ่มในคณะของเรา ที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อน ถึงขนาดที่อาจารย์ต้องเรียกระดมความคิดเห็นจากนักศึกษา ทั้งรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว และรุ่นน้องที่ยังเรียนอยู่ เราก็เลยเอามาแปะเอาไว้ในบล็อก ให้ได้อ่านกัยโดยทั่วถึง เผื่อจะมีใครอยากแสดงความคิดเห็นนะ

ส่วนแรก เป็นข้อความที่ "ใคร" คนหนึ่งเขียนขึ้น (คิดว่าเป็นนักศึกษานะ) ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่คณะขอระดมความคิดเห็นจากนักศึกษา ทั้งสองส่วนแปะอยู่ที่บอร์ดใต้คณะเศรษฐศาสตร์

&lt;strong&gt;1. ระบบกลุ่มโต๊ะในคณะเศรษฐศาสตร์&lt;/strong&gt;

ในฐานะนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มองว่าเรื่องการมีกลุ่มในคณะ
-นอกจากการเก็บเงินเพื่อใช้ในกิจกรรมของกลุ่มนั้นๆ ที่กระทบเรื่องความสามารถในการจ่ายเพื่อบำรุงภาษีทางสังคม เพราะรายได้น้อย ครอบครัวยากจนแล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ)
-โดยส่วนตัวแล้วที่มันเป็นปัญหาแม้กระทั่งกับคนซึ่งรายได้ของครอบครัวดีและมีปัญญาจ่าย มันเป็นเรื่องของการคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคล ทั้งทางความคิดและการดำเนินชีวิตในมหาลัย

จากประสบการณ์ส่วนตัว (ซึ่งไม่ได้เคียดแค้นหรือพยาบาทจองเวรกับคนเหล่านั้นแล้ว เพราะเคารพในเสรีภาพของเขา)
-การคุกคามเริ่มต้นจากการที่เราถูกเกณฑ์ไปจับสลากเลือกกลุ่มทั้งที่ไม่รู้เลยว่าทำไม? หรือเพื่ออะไร?
-จากนั้นก็โดนสอบประวัติส่วนตัวซึ่งไม่รู้ว่าเขาได้รับอำนาจมาจากไหนและเราตกเป็นจำเลยตั้งแต่เมื่อไหร่
-ต่อมาก็โดนตาม...ให้ไปร่วมกิจกรรม ไปไหนมาไหนเป็นกลุ่ม
-เรียนวิชาที่เหมือนกัน
-จ่ายตังค์เท่ากัน ไม่ไปก็ต้องจ่ายโดยไม่รับรู้เรื่องราวความเดือดร้อนของคนอื่น
-และอาจจะโดนทวงตังค์ได้ทุกเวลาแม้กระทั่งเวลานอน( เคยโดนตอนตี 2 เป็นการเก็บเงินเพื่อฉลองครบรอบ 22 ปีกลุ่มที่โรงแรมมีชื่อแห่งหนึ่งแถวสีลม)

การปฏิเสธเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับรุ่นพี่ผู้มีอำนาจ จะถูกเรียกมาคุยกับรุ่นพี่ที่สั่งตรงมาจากท่าพระจันทร์ราว 5-6 คน (ตอนนั้นอยู่ปีหนึ่ง ที่รังสิต)  และพี่บัณฑิตซึ่งจบไป... แต่มีความสามารถในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาสูง ...จะถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาผู้...เชื่อว่าการเข้ากลุ่มจะทำให้ชีวิตจำเริญยิ่งยืนนาน คำพูดแรกเริ่ม จะหวานๆเมื่อเราปฏิเสธมากขึ้นจะแข็งกระด้างจนสุดท้ายมีสภาพไม่ต่างจากการว้ากย่อมๆ แต่ที่แย่กว่าคือตรงนั้นมีคนๆเดียวถูกรุมว้ากจากรุ่นพี่6คน ถ้าใครอดทนไม่พออาจเสียสติ ร้องไห้ ยอม หรือช็อคไปเลย หรือลาออก

หลังการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่เข้ากลุ่มและไม่จ่ายตังค์ รุ่นพี่เหล่านี้หรือแม้กระทั่งกับเพื่อนในกลุ่มก็แทบจะกลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า ในกลุ่มมีคนซึ่งคิดว่าตนเหนือกว่าคนอื่นคอยใช้อำนาจคุกคามรุ่นน้องหรือเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งมันเป็นปัญหามากกว่าการมีตังค์จ่ายหรือไม่มีจ่าย ...การใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมของรุ่นพี่ การคุกคามชีวิตผู้อื่นโดนใช้การกดดันทางสังคม

ซึ่งผู้ที่ยังพอมีความเชื่อถึงแม้จะน้อยนิดว่า "ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว" นั้น ไม่อาจรับได้

นายสมมุติ  คงที่
สิงหาคม 2548

&lt;strong&gt;2. ท่านรู้หรือไม่ว่า&lt;/strong&gt; 
-การเรียกเก็บเงินกลุ่มโต๊ะ  สร้างปัญหาให้กับนักศึกษาและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจและข้อสงสัยในเรื่องความสมเหตุสมผลของพฤติกรรมนักศึกษา
-คณะไม่มีนโยบายสนับสนุนการเก็บเงินเกินความเหมาะสมและเคยใช้วิธีขอความร่วมมือจากตัวแทนกลุ่มโต๊ะแต่ไม่ได้ผล  

ฝ่ายการนักศึกษาจึงอยากเปิดเวทีให้นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ทุกโครงการ
ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบกลุ่มโต๊ะ  พร้อมข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา

ส่งข้อคิดเห็นของท่านได้ที่
กล่องรับความคิดเห็น
common room ท่าพระจันทร์ , รังสิต
ฝ่ายการนักศึกษา  ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชั้น 2 อาคารเดือน บุนนาค
หรือ  &lt;a href="mailto:pat@econ.tu.ac.th"&gt;pat@econ.tu.ac.th&lt;/a&gt;
เชิญร่วมเสวนาแสดงความเห็น
และหาแนวทางสร้างสรรค์
พุธที่ 8 กพ. 49  ที่ห้อง 60 ปี (1) ชั้น 4
คณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113939120693962261?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113939120693962261/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113939120693962261&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113939120693962261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113939120693962261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/02/blog-post_08.html' title='กลุม กลุ่ม กลุ้ม'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113878468292965189</id><published>2006-02-01T16:02:00.000-08:00</published><updated>2006-02-01T01:04:42.950-08:00</updated><title type='text'>ข่าวด่วนนนนน</title><content type='html'>19 นักเศรษฐศาสตร์มธ.ลงชื่อจี้ 'ทักษิณ' ลาออก

1 กุมภาพันธ์ 2549 14:29 น.

19 นักเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์เข้าชื่อจี้ "ทักษิณ"ลาออก เหตุทำลายหลักการเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้ และยังปล่อยให้ผู้คนใกล้ชิดและเครือญาติคอร์รัปชันจากโครงการรัฐ เรียน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อพรรคการเมืองภายใต้การนำของท่านได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้ปกครองประเทศ การสนับสนุนนั้นเกิดจากความคาดหวังและความเข้าใจว่า ท่านและพรรคพวกจะบริหารราชการโดยยึดมั่นในระบอบรัฐธรรมนูญ อาศัยความชอบธรรมและเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ สร้างความสมานฉันท์ และดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมแต่การณ์กลับปรากฏว่า ท่านได้อาศัยความชอบธรรมนั้นทำลายหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญจนหมดสิ้น ท่านใช้อำนาจเสียงข้างมากและการแทรกแซง ครอบงำวุฒิสภา บั่นทอน ล้มล้างความเป็นอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรเหล่านั้นไม่อาจทำการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารได้ ซึ่งเป็นการทำลายกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนได้สละชีวิตร่วมกันสร้างมา และยังปิดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน อีกทั้งปิดกั้นการชุมนุมอย่างสันติภาพตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ ใช้นโยบายหว่านเงินไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้ชุมชนต้องเป็นหนี้สิน สร้างความเคยชินทางการบริโภค จนเป็นเหตุให้สังคมไทยต้องเผชิญกับความวิบัติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในภาคใต้จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขนอกจากนั้น ท่านยังปล่อยให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใกล้ชิดและญาติพี่น้องหาผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ และมีการอาศัยนโยบายของรัฐและการต่อรองกับต่างประเทศแสวงหาประโยชน์ส่วนตนที่คับแคบอย่างขาดจิตสำนึกของผู้นำที่ดีเราผู้มีนามข้างท้ายนี้ ขอเรียกร้องให้ท่านแสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรม ท่านหมดความชอบธรรมที่จะปกครองประเทศแล้ว เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ท่านควรยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก่อนที่จะฉุดลากประเทศให้ถึงซึ่งความพินาศยิ่งไปกว่านี้ลายเซ็นแนบท้ายหนังสือถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรประกอบด้วย
1.ศ.รังสรรค์  ธนะพรพันธุ์
2.รศ.ดร. สมบูรณ์ ศิริประชัย
3.ดร.วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน
4.รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
5.วัชรียา โตสงวน
6.ศ.ดร.ปราณี ทินกร
7.ดร. ดวงมณี เลาวกุล
8.ดร.วิไลวรรณ วรรณนิธิกุล
9. ดร. ดาว มงคลสมัย
10.รศ.ดร.เพลินพิศ สัตย์สงวน
11.ผศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรมัย
12.รศ.ภราดร ปรีดาศักดิ์
13.รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
14.รศ.ดร.เยาวเรศ ทับพันธุ์
 15.รศ.ดร.สมนึก ทับพันธุ์
16.รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
17.ดร.เณศรา สุพานิช
18.รศ.ดร.สมชาย สุขสิริเสรีกุล
19.ผศ.ดร.อรวรรณ รัตนภากร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113878468292965189?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113878468292965189/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113878468292965189&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113878468292965189'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113878468292965189'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/02/blog-post.html' title='ข่าวด่วนนนนน'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113773136771564440</id><published>2006-01-20T11:31:00.000-08:00</published><updated>2006-01-19T20:33:11.170-08:00</updated><title type='text'>When rare is real</title><content type='html'>จบๆ ไปซักทีเหอะ กับ Backstage Show the Prime Minister เพราะว่าไม่สนุกเลยอ่ะ เปิดมาก็มีแต่นายกแม้วนั่งพูดโน่นพูดนี่ เจอหน้านายกแม้ว ไม่ต้องอ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้วว่าจะแก้จน แก้จน และแก้จนสถานเดียว ไม่มีอย่างอื่นปนเปื้อนให้ได้งง ก็บอกแล้วว่า “เนียน” จริงๆ

นอกจากโชว์ของนายกแม้วแล้ว ที่มาก่อนก็มี the star หานักร้องน้องใหม่ของแกรมมี่ academy fantasia เฟ้นหาสุดยอดนักล่าฝัน (ต้นตำรับ 24 ชั่วโมง) big brother คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา Thailand’s next top model และ M Thailand ควานหาสุดยอดนายแบบนางแบบ (ที่แป้กโดยไม่ต้องตั้งใจ) ไฮโซบ้านนอก ละครหลังละครหลังข่าวอีกที เกริ่นมาขนาดนี้ ก็เพราะวันนี้อยากจะขอเกาะกระแสเรียลลิตี้ในเมืองไทยอีกซักเรื่องละกันนะ เพราะว่าเพิ่งดูเรียลลิตี้ของเจาะใจจบมาสดๆ หมาดๆ

When rare is real คือเรียลลิตี้ของเจาะใจ ที่ตามติดภารกิจ 5 วัน ของผู้มีชื่อเสียง นักร้อง นักแสดง ศิลปิน ไปจนถึงไฮโซ ตามแต่ภารกิจที่รายการจะกำหนดให้ไปปฏิบัติ ตอนแรกเราเห็นมีคนออกมาโจมตีเหมือนกันว่าเจาะใจจงใจเกาะกระแสเรียลลิตี้ เพื่อจะได้เปรี้ยงปร้างเรตติ้งกระฉุดเหมือนอย่างรายการอื่นๆ บ้างซะละมั้ง แต่ในฐานะแฟนเรียลลิตี้พันธ์ทาง เราขอฟันธงจากการนั่งดูเทปแรกยันเทปล่าสุด (แม้ว่าจะพลาดบางตอนไปบ้าง) ว่าเรียลลิตี้ของเจาะใจเจาะโดนใจเรามาก

เราเลยได้ดูภารกิจ 5 วันของ ชาย อานันทวีป ไฮโซที่รวยโคตรๆ ไปใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินติดตัวเลยซักกะบาท, สายันต์ ดอกสะเดา ออกเดินทางไปเชียงใหม่เพียงลำพังเพื่อตามหาหมีแพนด้า, นาธาน โอมาน พาอ้อม (ที่ออกคนค้นคน) ไปเที่ยว, หนูแหม่ม สุริวิภา กับสามีหนุ่มบ๊อบบี้ คู่รักที่มีลูกยาก กับความรู้สึกของการเป็นพ่อแม่เมื่อได้ทดลองเลี้ยลูก (คนอื่น), อุ้ม สิริยากร ชีวิตในโลกมืด เมื่อต้องมองอะไรไม่เห็น, ป๊อด โมเดิร์นด๊อก ในโรงพยาบาลศรีธัญญา, ยิ่งยง ยอดบัวงาม กับการฝึกภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลียตามลำพัง, กาละแมร์ กับห้าสิ่งที่ถูกทิ้ง, หนูแหวน ทายาทนักธุรกิจไฮโซ (เจอหน้าเธอได้ที่ UBC Inside News ช่อง UBC 17) ต้องมาสลับตัวกับป้าสำรวยและป้านง สองป้าที่เลี้ยงดูหมาแมวจรจัดและถูกทิ้ง เป็นเวลากว่า 20 ปี และเรื่องอื่นๆ อีกนิดหน่อยที่ตกหล่นเพราะเรานึกไม่ออกแล้ว

When rare is real ไม่ได้ปกปิดบทบาทของทีมงานให้เป็นเรื่องชวนสงสัย เพราะเห็นๆ กันเลยว่า ทีมงานเป็นคนส่งมอบภารกิจ ถามคำถาม สัมภาษณ์ แถมยังมีดนตรีประกอบ ซึ่งเลือกให้เข้ากับสถานกาณ์มาแล้วแบบสุดๆ อีกต่างหาก สำหรับเราแล้ว When rare is real จึงเป็นเรียลลิตี้ที่มีการเตรียมตัวกันมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่ไม่ได้เตรียม หรือเตี๊ยมได้ยาก ก็คืออารมณ์และความรู้สึกของผู้เข้าร่วมรายการ ซึ่งเราว่าเป็นหัวใจของรายการเรียลลิตี้ทั่วโลกเลยอ่ะ ส่วนนี้แหละที่เป็นส่วนที่แข็งแรง และทำให้ When rare is real จริงซะยิ่งกว่าจริง

เท่านั้นยังไม่พอ จุดเด่นของเจาะใจก็คือการพูดคุยในรายการ คำถามทุกคำถาม คำสัมภาษณ์ทุกคำสัมภาษณ์ ที่หลุดออกมาจากปากคุณดู๋คุณต๊อด แทบจะปลิ้นหัวใจของผู้เข้าร่วมรายการ ออกมาแผ่ให้เราได้เห็นกันจะแจ้งแจ่มแจ๋ว และทำให้ประเด็นในแต่ละภารกิจเด่นชัดขึ้นมาอีก ไม่รู้คนอื่นดูแล้วคิดอะไรนะ แต่เราโดนเกือบทุกเทปเลยอ่ะ คมทุกประเด็น แจ่มทุกเรื่อง นี่แหละที่ทำไมเราถึงดูเกือบครบทุกอาทิตย์

สำหรับใครที่อยากดู When rare is real ทางเจาะใจได้จัดทำวีซีดีแบบไม่วางขายทั่วไป (ต้องสั่งจากทางรายการเท่านั้น) ให้ได้สั่งซื้อกันด้วย (ตอนละ 280 บาท และยาวกว่าที่ได้ดูในรายการด้วย) รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย จะสมทบทุน “กองทุนเพื่อนร่วมโลก” เพื่อเป็นทุนการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลเด็กที่ยากไร้ (กองทุนนี้ตั้งขึ้นโดยรายการ เจาะใจตั้งแต่ปี 2538) ส่วนเรากำลังเก็บตังค์อย่างขมักเขม้น เตรียมซื้อยกชุด กลายเป็นอีกภารกิจเสียตังค์ (ที่ไม่รู้ทำไมเพิ่มขึ้นทุกวัน) ควบคู่กับภารกิจเสียตังค์ DVD Ghibli Studio ยกชุดอีกเหมือนกัน (จากร้านพี่คนนั้น)

เข้าไปดูเว็บไซท์ของเจาะใจที่ &lt;a href="http://www.jsl.co.th/minisite/index.php?tv=0006"&gt;http://www.jsl.co.th/minisite/index.php?tv=0006&lt;/a&gt;
ดูรายการสินค้า และตอนที่ออกอากาศไปแล้วได้ที่ &lt;a href="http://www.jsl.co.th//?dmu=society&amp;d=3&amp;amp;d2=cd_viewall&amp;tv=0006"&gt;http://www.jsl.co.th//?dmu=society&amp;amp;d=3&amp;d2=cd_viewall&amp;amp;tv=0006&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113773136771564440?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113773136771564440/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113773136771564440&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113773136771564440'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113773136771564440'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/01/when-rare-is-real.html' title='When rare is real'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113746288604786659</id><published>2006-01-17T08:53:00.000-08:00</published><updated>2006-01-16T18:00:43.696-08:00</updated><title type='text'>Backstage Show: The Prime Minister</title><content type='html'>ทันทีที่ survivor ระเบิดตู้มขึ้นมาบนพื้นโลก reality show ทุกประเภทเท่าที่สมองมนุษย์จะขุดคิดกันมาได้ ก็ผุดขึ้นมาอย่างกับเห็ดลามทุ่ง คนไทยเราก็เอามาทำออกบ่อย แต่ไม่มีรายการไหนอยู่ยืดซักราย ทำไมนะหรือ ก็คนไทยอ่ะนะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอาวุโส ผู้หลักผู้ใหญ่ ความเกรงอกเกรงใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้เวลาจะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันแต่ละที ก็ทำแบบหงิมๆ เหนียมๆ แล้วไอ้การวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าด่ากันนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของ reality show สังเกตดู reality show ของเมืองนอกซิ ชมเป็นชม ด่าเป็นด่า บางทีไม่ด่าเปล่า ด่าลามไปถึงโคตรเหง้าบรพบุรุษเลยด้วยซ้ำ
&lt;a href="http://www.mthai.com/webboard/upload_images/124944.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand" alt="" src="http://www.mthai.com/webboard/upload_images/124944.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;
แล้วเมื่อนายกแม้วคิดจะทำ reality show บ้าง มันจะเจ๊งโบ๊งไหมเนี่ยะ

จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม Backstage Show The Prime Minister ก็เริ่มฉายแล้ว รายการนี้ต้องเรียกว่าเป็น reality show ระดับประเทศจริงๆ เผลอๆ อาจจะระดับโลกเลยด้วยซ้ำ เพราะเราก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่ามีนายกหรือผู้นำประเทศไหนทำอย่างนี้มาก่อนแล้ว (ถ้าใครรู้ก็ช่วยบอกเราด้วยนะ) เพราะอย่างนั้น จึงอยากจะขอเชิญกินเนสบุ้คมาบันทึกไว้เป็นสถิติพยานเสียหน่อย คงจะเก๋ไม่น้อยที่ประเทศไทยจะมีอะไรติดอันดับโลกอีกซักอย่าง

Backstage Show The Prime Minister ตามติดการทำงานของนายกแม้ว ที่ลงพื้นที่ ณ อำเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เป็นเวลา 5 วัน 5 คืน ให้มันรู้กันไปเลยว่านายกแม้วคนจริง ทำงานจริง ทำงานจัง แถมยังถ่ายทอดทั้งวันทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมงอีกต่างหาก เรียกว่า academy fantasia มีหนาวกันเลยทีเดียว

ในฐานะที่เป็นแฟนพันธ์ทาง reality show และในฐานะที่เคยไปร้อยเอ็ดมาแล้ว จึงอยากจะขออ่านเกม และฟันธง! รายการนี้ ให้ผู้อ่านของเราได้เห็นภาพกันจะแจ้งไปเลย ขึ้นชื่อว่า show แล้ว พึงระลึกไว้เลยว่าจะต้องมีการจัดอะไรซักอย่าง อย่างน้อย 1 อย่าง ที่เห็นได้ชัดเลยก็อย่างการเลือกจุดติดตั้งกล้อง ซึ่งจะกำหนดพื้นที่มองของคนดู ส่วนไอ้ที่มองไม่เห็นอย่างบท หรือสถานการณ์ ก็ให้เดาไว้ก่อนว่ามีการเตี๊ยมกันไว้บ้างไม่มากก็น้อย อันนี้จะสังเกตหรือไม่ก็อยู่ที่ความเนียนของผู้จัดทำรายการ ถ้าทำได้เนียนอย่าง survivor ก็อาจจะมองออกยากหน่อย แต่ถ้าทำได้เนียนกว่าอย่างไฮโซบ้านนอก ก็อาจจะต้องใช้ตาตุ่มซ้ายมาช่วยคิดด้วยละมั้ง

จุดสำคัญอีกจุดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือการตัดต่อ ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นส่วนสำคัญในหลายรายการ อย่าง america’s next top model นางแบบจะเป็นนังตัวดีหรืออีตัวร้ายนี่ขึ้นอยู่กับการตัดต่อเต็มๆ เลยนะ แต่เมื่อรายการถ่ายทอด 24 ชั่วโมง ปัญหาการตัดต่อจึงถูกขจัดออกไป หากแต่เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมา นั่นคือ 24 illusion (อันนี้เราตั้งชื่อเองนะ) เท่าที่เราเคยดูรายการที่ถ่าย 24 ชั่วโมงอย่าง academy fantasia หรือ big brother ไอ้คำว่า 24 ชั่วโมง มักจะทำให้เข้าใจผิดว่าเราได้ดูทุกอิริยาบถ ทุกท่วงท่า ทุกกิจกรรม ของผู้เข้าร่วมรายการตลอดเวลา อันที่จริงแล้ว ไอ้ 24 ชั่วโมงที่ว่า ต้องซอยแบ่งให้ผู้เข้าร่วมรายการแต่ละคน ยิ่งคนเยอะ ยิ่งต้องแบ่งเวลากันเยอะ เพราะฉะนั้น ในขณะที่กล้องจับภาพนาย ก เราก็ไม่รู้ว่านาย ข กำลังทำถ้วยอะไรอยู่บ้าง นี่ล่ะที่เราเรียกว่า 24 illusion

เอาล่ะ มาเบิ่ง Backstage Show The Prime Minister กันบ้าง รายการนี้ถ่ายทำกันที่ต่างจังหวัด แถมพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นกลางแจ้ง เพราะฉะนั้น กล้องที่ใช้จึงต้องมีคนแบกไปแบกมา ไม่ค่อยมีการติดกล้องไว้ตามจุดต่างๆ เท่าไหร่ แถมวันแรกที่เปิดดู พระอาทิตย์ก็ตกลับฟ้าไปแล้ว เพราะอย่างนั้น เราเลยมองไม่ค่อยเห็นนายกแม้วเท่าไหร่ เพราะเห็นแต่ตากล้อง คนแบกไฟ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม และชาวบ้าน ที่ล้อมหน้าล้อมหลัง ส่วนเรื่อง 24 ชั่วโมงนี่ยิ่งห่างไกล ไอ้เรื่องเข้าห้องน้ำนี่ยังพอเว้นได้ แต่เพราะนายกแม้วบอกว่าห้ามถ่ายเวลานอนนะซิ ปัดโธ่! แล้วมันจะสนุกยังไงเนี่ยะ หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงงงว่าเราจะดูนายกแม้วนอนไปทำไม อ่าว ไม่อยากดูกันหรอกหรือ นี่แหละเสน่ห์ของ reality show เลย อยากเห็นนายกแม้วนอนตะแคง มีใครเคยเห็นไหม อยากเห็นนายกแม้วนอนเสื้อพุงเปิด มีใครเคยเห็นไหม อยากเห็นนายกแม้วหาว มีใครเคยเห็นไหม อยากเห็นนายกแม้วนอกนเกาสีข้าง มีใครเคยเห็นไหม อยากเห็นนายกแม้วตบยุงที่บินลอดมุ้งมากัดแก้มซ้าย มีใครเคยเห็นไหม อยากได้ยินเสียงกรนนายกแม้ว มีใครเคยได้ยินไหม แน่นอน ถ้าไม่ได้ชื่อคุณหญิงอ้อแล้วคงไม่มีใครเคยได้เห็นหรือได้ยินหรอก

เซ็งจิตเลย นายกแม้วน่าจะใจกว้างกว่านี้หน่อยเนอะ ถ่ายให้เห็นๆ ไปเลย (อ่อ หมายถึงถ่ายทอดนะ ไม่ใช่ถ่ายท้อง) เปิดดูวันแรก ฟ้ามืดตื๋อ มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กล้องก็ถ่ายงงๆ ไม่ได้ตามนายกแม้วตลอด บางทีก็ไปถ่ายใครก็ไม่รู้ เราเลยได้เห็นข้าราชการที่แต่งตัวมาต้อนรับนายกแม้วโจ้ข้าวเหนียวกันอย่างเมามัน

อะไรก็ไม่เท่าเรื่องบท ที่ผู้ซึ่งไม่ใช่เซียนการเมืองเลยแม้แต่น้อยแต่นิดอย่างเรามองไม่ออกว่าเขียนหรือเปล่า เพราะเนียนจริงๆ เนียนมากๆ เนียนโคตรๆ เพราะฉะนั้นรบกวนเซียนการเมืองช่วยฟันธงให้ทีเถอะครับ พี่น้อง!

ดูไปได้หน่อย เหวอ! ไม่ค่อยหนุกเลยอ่ะ เพราะไอ้ช่วงที่ถ่ายนายกแม้วให้เห็นแบบเต็มๆ ก็เป็นช่วงประชุมงาน เหมือนดูข่าวขนาดยาวเลย ไอ้เราก็ยิ่งโคตรสนใจข่าวสารบ้านเมืองอยู่ด้วย ไอ้ที่อยากดูจำพวกเดิน นอน นั่ง กิน (แล้วก็บางคำที่ต้องเซนเซอร์ตัวเองไว้ก่อนพิมพ์) นี่ไม่ค่อยได้เห็น เอ...หรือจะเป็นเพราะเป็นวันแรกหรือเปล่า เลยยังเห็นไม่หมด อันนี้ต้องตามดูกันต่อไปละมั้ง

ในฐานะเซียน เราขอฟันธงว่า ยูบีซีรับเละอีกแล้วครับท่าน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113746288604786659?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113746288604786659/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113746288604786659&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113746288604786659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113746288604786659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/01/backstage-show-prime-minister.html' title='Backstage Show: The Prime Minister'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113741351022182771</id><published>2006-01-16T19:12:00.000-08:00</published><updated>2006-01-16T04:21:43.390-08:00</updated><title type='text'>BACK STAGE SHOW</title><content type='html'>มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว
Reality show ระดับประเทศ
ระดับประเทศจริงๆ เพราะว่าเป็น BACK STAGE SHOW
ติดตามนายกทักษิณห้าวันห้าคืน
ใครมี ubc ก็เปิดไปที่ช่อง 16 นะ
ส่วนใครไม่มี แต่มี internet ก็เข้าไปที่นี่ &lt;a href="http://www.ubci.tv/main.html"&gt;http://www.ubci.tv/main.html&lt;/a&gt;
แล้วเลือก BACK STAGE SHOW
ขอให้สนุกกันถ้วนหน้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10841491-113741351022182771?l=pickmegadanze.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/feeds/113741351022182771/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=10841491&amp;postID=113741351022182771&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113741351022182771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10841491/posts/default/113741351022182771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pickmegadanze.blogspot.com/2006/01/back-stage-show.html' title='BACK STAGE SHOW'/><author><name>pickmegadance</name><uri>http://www.blogger.com/profile/01179340295811858795</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://a101.ac-images.myspacecdn.com/images01/60/m_64ef4d070fe6772f4f3b6c93157821fc.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10841491.post-113711825616951654</id><published>2006-01-13T09:12:00.000-08:00</published><updated>2006-01-12T18:10:56.246-08:00</updated><title type='text'>ใบอนุญาตรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว</title><content type='html'>ถ้าจะนับกันจริงๆ แล้ว เราเริ่มหัดขับรถตั้งแต่ตอนเรียนปีสองได้แล้วมั้ง แต่ในฐานะที่เป็นผู้ขับขี่รายใหม่ ที่อ่อนทั้งประสบการณ์และความขยัน จึงทำให้กว่าจะออกถนนใหญ่ได้ก็กินเวลาอยู่นานโข ลองคิดดูซิ เดือนนึงหัดขับนับวันได้ไม่ครบอาทิตย์ ขับก็วนๆ อยู่แต่ในหมู่บ้าน พอเริ่มออกถนนใหญ่ได้บ้างแล้ว ก็ยิ่งไม่ได้ขับเข้าไปใหญ่ เพราะไม่รู้จะขับไปไหน จวบจนกระทั่งช่วงก่อนจะย้ายเข้าบ้านใหม่นี่แหละ ที่เริ่มเอาจริงเอาจังซักที

ใบอนุญาตรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบขับขี่ เป็นใบที่นักขับพึงมี แต่กว่าเราจะมีก็วันนี้นี่แหละ วันที่จำต้องสลัดตัวขี้เกียจกับตัวผัดวันประกันพรุ่งให้กระเด็นหลุดออกจากสันหลัง ทั้งนี้เพราะเราต้องย้ายทะเบียนบ้าน แต่ไม่ได้ย้ายมาที่บ้านใหม่นี้นะ แต่ย้ายไปกระบี่บ้านตายาย ที่ต้องย้ายก็เพราะจะต้องไปทำเรื่องเกี่ยวกับที่ดินสปก. ที่กระบี่โน่น แม่บอกว่าให้สอบใบขับขี่ให้เสร็จก่อนย้ายทะเบียนบ้าน เพราะว่าถ้าย้ายไปแล้วมันจะยุ่งยาก กว่าจะได้ย้ายกลับก็ไม่รู้เมื่อไหร่ เมื่อไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ก็เป็นอันว่าไม่รู้จะได้สอบใบขับขี่เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ถึงเวลาสอบได้แล้ว

เนื่องจากเราเป็นคนที่เตรียมตัวพร้อมมาก ก่อนไปสอบหนึ่งวัน เราจึงได้เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบใบขับขี่จากอินเตอร์เน็ต แล้วถึงได้รู้ว่า เดี๋ยวนี้จะไปสอบที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องถ่อไปตามที่อยู่ในทะเบียนบ้านอีกแล้ว แหม เกือบไปแล้วไหมล่ะ ถ้าไม่เปิดดูก่อน สงสัยต้องไปสอบที่มีนบุรีโน่นนนน เช้าวันสอบ ตื่นก่อนพระอาทิตย์จะตื่นเล็กน้อย เรากับแม่รีบออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปสนามสอบที่กรมขนส่งทางบก จตุจักร ด้วยกลัวว่ารถจะติด ไปถึงกันตั้งแต่เจ็ดโมงนิดๆ กว่าจะได้เริ่มจริงๆ ก็แปดโมงแน่ะ

ดีที่เอาเอกสารมาครบ จึงไม่ต้องเสียเวลา ระบบราชการเดี๋ยวนี้ก็ทันสมัย เชื่อมต่อโยงใยถึงกันได้หมด เลยประหยัดเวลาไปได้อีกเยอะ เข้าคิวลงทะเบียนเรียบร้อยก็ไปถึงด่านทดสอบสมรรถภาพสามด่าน ซึ่งต้องฝ่าฟันให้ได้ก่อนจะเข้ารับการอบรม ด่านแรกเป็นการตรวจตาบอดสี เจ้าหน้าที่สาวแก่จะเอาไม้จิ้มๆๆ จิ้มเร็วโคตรๆ แล้วจะถามว่าสีอะไร (เป็นสีสัญญาณไฟสามสี) อันนี้ผ่านได้สบาย ไม่มีปัญหา (ได้ยินคนตอบสีชมพูด้วย เจ้าหน้าที่เหวอเลย) ด่านที่สาม ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายจะตรวจการมองทางกว้าง โดยจะให้มองตรงไปข้างหน้า แล้วเจ้าหน้าที่สาวแก่ก็จะกดไฟสีสัญญาณ ให้ตอบว่าสีอะไรโดยห้ามเหลือบมอง อันนี้ก็ผ่านได้สบาย ไม่มีปัญหา

แต่ไอ้ที่มีปัญหาก็คือด่านที่สองจุดสองนี่นะซิ ด่านที่สองจะมีสองส่วน ส่วนแรกจะทดสอบปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกาย โดยจะให้ใช้เท้าเหยียบปุ่ม (ที่สมมติว่าเป็นคันเร่ง) แช่เอาไว้ให้ไฟเขียวขึ้น ซักพักไฟแดงจะขึ้นมา ถ้าเห็นไฟแดงปุ๊ปต้องรีบเหยียบอีกปุ่ม (ที่สมมติว่าเป็นเบรก) ทันที คนที่สอบก่อนหน้าเราก็ผ่านกันได้ด้วยดี จนมาถึงพี่ผู้ชายหน้าตาเนิร์ดมากคนหนึ่ง ไม่รู้เหยียบคันเร่งซะมิด จนลืมเหยียบเบรก หรือปฏิกิริยาตอบสนองช้ากันแน่ เสียงตึ๊ดแรกของวันก็ดังยาวให้ได้ยินกันทั่ว พร้อมกับเสียงเจ้าหน้าที่สาวแก่พูดว่าไม่ผ่าน เหยียบได้อีกครั้ง ถ้าครั้งนี้ไม่ผ่านก็ตกเลยนะ เราแอบคิดในใจว่าพี่เนิร์ดคนนี้นี่อ่อนจริงๆ แล้วในที่สุด พี่เนิร์ดของเราก็ผ่านไปได้ ส่วนเรานะเหรอ ปฏิกิริยาตอบสนองสุดยอดอยู่แล้ว ก็คนมันมืออาชีพนี่นะ เลยผ่านได้สบาย

มาถึงด่านสองจุดสองที่ว่าไว้ หลังจากทดสอบปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็จะให้ทดสอบการมองทางลึก โดยจะมีแท่งยาวๆ ขนาดประมาณหลอดดูดน้ำ สองแท่งอยู่ในกล่อง ตั้งอยู่ข้างหน้าผู้เข้าสอบ แท่งทางขวามือจะเป็นหลักอยู่กับที่ หน้าที่เราคือปรับแท่งทางซ้ายมือ เลื่อนขึ้นเลื่อนลง ให้ตรงกับแท่งขวามือ หลังจากมั่นใจมากกับปฏิกิริยาตอบสนองของเรา เมื่อเหยียบเสร็จเรียบร้อย เราก็หยิบแผงควบคุมมาอย่างมั่นโคตรๆ กดเลื่อนปรับปรู๊ดๆ เราเห็นว่าตรงเรียบร้อย ก็ยกมือให้เจ้าหน้าที่สาวแก่ตรวจดู เสียงเจ้าหน้าที่สาวแก่พูดว่าไม่ผ่าน ใจเราปิ๋วปรู๊ดเลยอ่ะ อีกสองครั้งที่เหลืออยู่จึงห้ามพลาดเด็ดขาด มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิไปต่อ พอการปรับครั้งที่สอง ความกดดันเริ่มถาโถม มือไม้เริ่มแข็ง จะยกมือก็ไม่กล้า ในที่สุด เราก็ตัดสินใจยกมือ แล้วก็ผ่าน

แต่ช้าก่อน ยังไม่หมด เพราะเรายังต้องทำให้ได้อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ยิ่งโคตรตื่นเต้น หัวใจเต้นตูมตามอย่างกับจะหลุดออกมาจากขั้ว เราว่าเราปรับตรงกันแล้วนะ ก็เลยยกมือ แล้วผลนะหรือ เราสอบไม่ผ่าน! เป็นคนแรกและคนเดียวที่ไม่ผ่านในกลุ่มสามสิบคนแรก หน้างี้อายจนอยากจะเอาจุ่มถังขี้ตายไปเลย คิดดู พี่เนิร์ดเรายังผ่านสบายเลย เจ้าหน้าที่สาวแก่บอกว่าให้นั่งรอก่อน เดี๋ยวให้สอบอีกรอบ เรากลับไปนั่งโดยเป็นเป้าเด่นให้ทุกคนจับตามอง เด่นโดยไม่ต้องพยายามเลย เจ้าหน้าที่สาวแก่เรียกไปอีกครั้งเป็นคนสุดท้าย กดดันโคตรๆ ครั้งแรกปรับผ่านอย่างทุลักทุเล พอครั้งที่สองเสือกไม่ผ่านอีกแล้ว ใจปิ๋วยิ่งกว่าปิ๋ว แป้วยิ่งกว่าแป้ว โอกาสครั้งสุดท้ายจึงโคตรอภิมหากดดันขนาดหนัก เพราะถ้าไม่ผ่านการตรวจสมรรถภาพทางกาย เราก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเข้าอบรมแล้วก็สอบข้อเขียน ต้องกลับบ้านไปเป็นคนแรก ได้อยู่ยังไม่คุ่มค่าน้ำมันเลย เมื่อความกดดันถาโถมแบบสุดๆ มือจึงยิ่งแข็ง สมองยิ่งตื้อ หน้ายิ่งอาย ปรับแล้วปรับอีก ก่อนจะยกมืออย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วราวกับจะเป็นความกรุณาและสมเพช เหมือนกับการบอกใบ้ให้ได้รู้ เจ้าหน้าที่สาวแก่พูดขึ้นว่า ปรับให้เสร็จก่อน ยังไม่ต้องรีบยกมือ ใจที่หล่นไปอยู่ตาตุ่มยิ่งหล่นต่ำลงไปอีก ยังไม่ตรงอีกเหรอวะเนี่ยะ ปรับแล้วปรับอีกอีกเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่กล้าๆ กลัวๆ แล้ว ยกมือแบบกลัวอย่างเดียวเลย ในที่สุด เจ้าหน้าที่สาวแก่ก็พยักหน้าให้เราไปรับเอกสาร ก่อนจะให้ผ่านไปด่านต่อไปอย่างสมเพชและสังเวช

หลังจากนั้น ทุกนาทีที่เราอยู๋ในช่วงการสอบ ก็เหมือนกับอยู่ในสมรภูมิรบ ที่หัวใจมันตื่นและเต้นโครมครามตลอดเวลา ไหนจะความรู้สึกที่เหมือนกลายเป็นเป้าสายตา คนอื่นมันต้องมองกูว่าเสร่อ เหมือนที่กูเคยคิดกับพี่เนิร์ดแน่ๆ เลย ไหนจะความตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าจะสอบผ่านข้อเขียนหรือเปล่า เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว (โดยตัวเองนี่แหละ) ว่าความประมาทเป็นหนทางของการสอบตก ตอนนั่งฟังบรรยาย จึงนั่งไป เกร็งไป เมื่อยหลังเมื่อยไหล่ เมื่อยแขนเมื่อยขา เมื่อยไปทั้งตัว ไอ้หนังสือพวกสัญญาณไฟ หรือกฎจราจรก็ไม่ได้อ่านเตรียมมาก่อน มาอ่านก็หนังสือที่เขาให้อ่านตอนรอวิทยากรนี่แหละ เล่มของเราเล่มก็เสือกเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนของผู้เข้าสอบคนก่อนๆ แถมหน้ายังไม่ครบอีกต่างหาก ผู้หญิงที่นั่งข้างหลังเรายิ่งทำให้เราเสียความมั่นใจไปกันใหญ่ เพราะเวลาวิทยากรถาม ผู้หญิงคนนี้จะตอบคำถามที่ไม่น่าตอบได้ได้เยอะมาก อย่างเช่น ถ้าใบขับขี่หมดอายุ จะมีโทษเท่าไหร่ ไม่เสียภาษีรถยนต์ จะโดนอะไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น วิทยากรบรรยายขำดี แต่ตอนนั้นเราจะขำก็ไม่เต็มที่ หัวเราะก็แบบเจื่อนๆ สุนทรเพื่อนเรายังพูดวันก่อนหน้ามาสอบอีกว่า ถ้าสอบไม่ผ่านข้อเขียนนี่โคตรอายเลย เท่านี้ก็อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดรูขี้ที่ไหนแล้ว ถ้าข้อเขียนก็ไม่ผ่านอีกก็จบกัน คงเลิกสอบใบขับขี่ไปตลอดชีวิตแน่ๆ

เมื่อเซลฟ์ถูกทำลายอย่างรุนแรง การจะสร้างเซลฟ์ใหม่ต้องใช้เวลาสั่งสมมหาศาล หลังจากอบรมเสร็จ ก็ได้เวลาสอบข้อเขียน (ที่เดี๋ยวนี้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์หมดแล้ว) สอบต่อโดยไม่มีให้พักด้วย เซลฟ์ของเราจึงยังฟื้นตัวไม่ทัน เราไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่เดินเข้าห้องน้ำ หวังว่าตัวเซลฟ์จะถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากเราลดความดันในร่างกายด้วยการปัสสาวะ แต่โทษทีเถอะ พอเข้าห้องสอบปุ๊ป ก็เริ่มตื่นเต้นหนักขึ้นเป็นระลอกสอง ตอนนั่งอยู่หน้าจอคอม เราอ่านทวนแล้วทวนอีก ทวนแล้วทวนอีก ทวนแล้วทวนอีก ทวนแล้วทวนอีก หลายรอบมากๆ ตอบเสียบการ์ดเข้าไปก็ดันเสียบผิดด้าน จริตยิ่งเสียไปกันใหญ่ กว่าจะเริ่มสอบ เหงื่อก็เริ่มซึมออกมือ ข้อสอบก็ไม่ยากเลยซักกะนิด แถมตัวเลือกก็เหมือนจะช่วยอยู่แล้วด้วย แต่เราอ่านแล้วอ่านอีก อ่านแล้วอ่านอีก ข้อนึงใช้เวลาทำประมาณสามเท่าของคนอื่นได้มั้ง เริ่มจากอ่านคำถาม แล้วอ่านคำตอบ แล้วกลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง แล้วกลับมาอ่านคำตอบอีกครั้ง แล้วก็กลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง แล้วก็มาตัดตัวเลือก ให้เหลือข้อที่ถูก ได้ข้อที่ถูกแล้วยังย้อนกลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง แล้วตัดตัวเลือกอีกครั้ง ก่อนจะกดปุ่มเลือกคำตอบ ทำอย่างนี้อยู่สามสิบข้อ แอร์ก็เย็นฉ่ำ มือเรายิ่งเย็นกว่า เย็นเยียบเฉียบเป็นน้ำแข็ง พอสอบเสร็จ เครื่องคอมก็จะประมวลคะแนนออกมาทันที ผลปรากกว่าเราได้สามสิบเต็มสามสิบ ผ่านแบบมติเอกฉันท์

หลังจากนั้น เราก็ดันไม่มั่นใจขั้นตอนว่าจะดึงการ์ดออกเลยไหม ทั้
